SALEE Q2/2566 กำไรสุทธิหด 61% แตะ 16.70 ล้านบาท ต้นทุนวัตถุดิบกดดัน GPM
รายได้และกำไรสุทธิปรับลดลง YoY เหตุต้นทุนวัตถุดิบคงที่ ขณะที่ยอดขายในประเทศชะลอตัว
บริษัท สาลี่อุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ SALEE รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 16.70 ล้านบาท ลดลง 61% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 42.53 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้รวมที่ลดลง 22% และอัตรากำไรขั้นต้นที่หดตัวลง
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ทำให้อัตรากำไรของ SALEE ในไตรมาส 2 ปี 2566 ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คือ ต้นทุนวัตถุดิบบางส่วนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ไม่ลดลงตามยอดขายที่ลดลง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) หดตัวลงอย่างมาก ประกอบกับ ยอดขายสินค้าพลาสติกในประเทศที่ลดลง จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ฝ่ายจัดการระบุว่า ต้นทุนขายของกลุ่มบริษัทลดลงเล็กน้อยจาก 74% ในไตรมาส 2 ปีก่อน เป็น 77% ในไตรมาส 2 ปีนี้ เนื่องจาก ต้นทุนวัตถุดิบบางส่วนที่คงที่ไม่ได้ลดลงตามยอดขายที่ลดลง ในไตรมาส 2 ปี 2566 นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลง 10% จาก 60 ล้านบาท เป็น 60 ล้านบาท (ข้อมูลในเอกสารระบุว่าลดลงจาก 60 ล้านบาท เป็น 60 ล้านบาท ซึ่งอาจเป็นการพิมพ์ผิดพลาด ควรตรวจสอบกับเอกสารต้นฉบับอีกครั้ง) แต่อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายเพิ่มขึ้นจาก 16% เป็น 18% เนื่องจากค่าใช้จ่ายคงที่บางส่วนไม่ได้ลดลงตามยอดขายที่ลดลง
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม แม้ว่าฝ่ายจัดการจะระบุว่าต้นทุนวัตถุดิบบางส่วนคงที่ แต่ก็ไม่ได้ให้ข้อมูลที่ชัดเจนว่าแนวโน้มต้นทุนวัตถุดิบในอนาคตจะเป็นอย่างไร ประกอบกับยอดขายในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในไตรมาสถัดไป
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิ: 16.70 ล้านบาท ลดลง 61% YoY
- รายได้รวม: 335 ล้านบาท ลดลง 22% YoY
- อัตรากำไรขั้นต้น: ลดลงจาก 74% เป็น 77% (ตัวเลขในเอกสารอาจมีความคลาดเคลื่อน ควรตรวจสอบ)
- ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร: อัตราส่วนต่อยอดขายเพิ่มขึ้นจาก 16% เป็น 18%
- หนี้สินรวม: ลดลง 43 ล้านบาท จาก 317 ล้านบาท เป็น 274 ล้านบาท
- D/E Ratio: ลดลงจาก 0.19 เป็น 0.18
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2566 SALEE มีรายได้รวม 335 ล้านบาท ลดลง 22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 429 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของงานบางประเภทในกลุ่มผลิตพลาสติก และยอดขายสินค้าพลาสติกในประเทศที่ลดลงจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 74% เป็น 77% เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบบางส่วนที่คงที่ไม่ได้ลดลงตามยอดขายที่ลดลง ทำให้กำไรสุทธิรวมลดลง 61% มาอยู่ที่ 16.70 ล้านบาท จาก 42.53 ล้านบาทในปีก่อน
โอกาส
- ฝ่ายจัดการระบุว่าบริษัทมีเงินทุนเพียงพอที่จะรองรับความต้องการเงินทุนหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจ
- บริษัทได้รับสิทธิประโยชน์ที่ดีจากธนาคารสำหรับการกู้ยืมเงินต่างๆ
ความเสี่ยง
- ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและความต้องการสินค้าในประเทศ
- ต้นทุนวัตถุดิบบางส่วนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง อาจกดดันอัตรากำไรในอนาคตหากไม่สามารถปรับราคาขายได้ทัน
- ค่าใช้จ่ายคงที่บางส่วนที่ไม่ได้ลดลงตามยอดขายที่ลดลง อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไร
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มยอดขายสินค้าพลาสติกในประเทศและต่างประเทศ
- ทิศทางราคาวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิต
- การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารให้มีประสิทธิภาพสอดคล้องกับยอดขาย
- ความสามารถในการปรับราคาขายสินค้าเพื่อสะท้อนต้นทุนที่เปลี่ยนแปลง
- การบริหารจัดการหนี้สินและสภาพคล่องของบริษัท
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
- Utilization: เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูล Utilization Rate โดยตรง แต่ระบุว่ายอดขายสินค้าพลาสติกในประเทศลดลง ซึ่งอาจบ่งชี้ถึง Utilization ที่ลดลงในส่วนนี้
- Order Book: เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูล Order Book โดยตรง แต่ระบุว่ายอดขายลดลงจากงานบางประเภทในกลุ่มผลิตพลาสติก
- ราคาวัตถุดิบ: ระบุว่าต้นทุนวัตถุดิบบางส่วนคงที่และไม่ได้ลดลงตามยอดขาย ซึ่งเป็นปัจจัยกดดัน GPM
- GPM: อัตรากำไรขั้นต้นลดลง (ตัวเลขในเอกสารอาจมีความคลาดเคลื่อน)
- ส่งออก: ไม่ได้ระบุข้อมูลการส่งออกโดยตรง แต่ระบุว่ายอดขายสินค้าพลาสติกในประเทศลดลง
- ค่าเงิน: ไม่ได้กล่าวถึงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน
- สินค้าคงคลัง: สินค้าคงคลังลดลง 187 ล้านบาท จาก 194 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2565
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
- สินทรัพย์รวม: 1,830 ล้านบาท ลดลง 7% จาก 1,970 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2565
- หนี้สินรวม: 274 ล้านบาท ลดลง 43 ล้านบาท จาก 317 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2565
- ส่วนของผู้ถือหุ้น: 1,556 ล้านบาท ลดลงจาก 1,653 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2565
- D/E Ratio: ลดลงจาก 0.19 เป็น 0.18
- กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน: 69 ล้านบาท ลดลงจาก 117 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2565 โดยมีสาเหตุหลักจากการจ่ายเงินสดสุทธิสำหรับกิจกรรมดำเนินงาน
- กระแสเงินสดจากการลงทุน: ใช้เงินสดสุทธิประมาณ 28 ล้านบาท สำหรับกิจกรรมลงทุน
- กระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน: ใช้เงินสดสุทธิประมาณ 72 ล้านบาท
สรุปท้าย
SALEE เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบที่ยังคงสูงและยอดขายในประเทศที่ชะลอตัว ส่งผลให้กำไรสุทธิในไตรมาส 2 ปี 2566 หดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าบริษัทจะมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งและสภาพคล่องเพียงพอ แต่การบริหารจัดการต้นทุนและกระตุ้นยอดขายจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาในระยะต่อไป