SCAP กำไร Q2/66 พุ่ง 13.45% รับพอร์ตสินเชื่อโตกระโดด
รายได้ดอกเบี้ย-รายได้อื่นเติบโตแกร่ง หนุนกำไรสุทธิ ขณะที่ค่าใช้จ่ายดำเนินงานและต้นทุนการเงินเพิ่มขึ้นตามการขยายธุรกิจ
บริษัท ศรีสวัสดิ์ แคปปิตอล 1969 จำกัด (มหาชน) หรือ SCAP รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 311.72 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.45% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของรายได้ดอกเบี้ยและรายได้อื่น ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและต้นทุนทางการเงินปรับตัวสูงขึ้นตามการขยายตัวของธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อ
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนกำไรสุทธิของ SCAP ในไตรมาส 2 ปี 2566 คือ การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของพอร์ตลูกหนี้ ส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ควบคู่ไปกับการเติบโตของรายได้อื่น โดยกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 13.45% หรือ 36.96 ล้านบาท เป็น 311.72 ล้านบาท
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยมาจาก การขยายตัวของพอร์ตลูกหนี้ที่เพิ่มขึ้นถึง 96.79% จาก 15,436.84 ล้านบาท ในไตรมาส 2 ปี 2565 เป็น 30,378.02 ล้านบาท ในไตรมาส 2 ปี 2566 ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อของบริษัทและบริษัทย่อย นอกจากนี้ รายได้อื่นยังเติบโตถึง 78.88% โดยส่วนใหญ่มาจากรายได้จากการแนะนำแผนประกันภัยและรายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนลูกค้าใหม่
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่กดดันผลประกอบการคือ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น 125.40% เป็น 891.58 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายการตลาดและค่าใช้จ่ายพนักงานเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อ รวมถึง ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น 97.75% เป็น 197.45 ล้านบาท สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ยืมเพื่อขยายพอร์ตสินเชื่อ ขณะที่ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเพิ่มขึ้นตามปริมาณลูกหนี้
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
มีโอกาสต่อเนื่อง โดยปัจจัยหลักคือการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อที่ยังคงขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นกลไกหลักในการเพิ่มรายได้ดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและต้นทุนทางการเงินที่สอดคล้องกับการขยายตัวนี้ จะยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิ Q2/66 เติบโต 13.45% YoY อยู่ที่ 311.72 ล้านบาท จาก 274.76 ล้านบาท ในปีก่อน
- รายได้ดอกเบี้ยพุ่ง 110.08% แตะ 1,466.46 ล้านบาท จากการขยายตัวของพอร์ตลูกหนี้
- พอร์ตลูกหนี้โตเกือบเท่าตัว (96.79%) จาก 15,436.84 ล้านบาท เป็น 30,378.02 ล้านบาท
- รายได้อื่นเพิ่มขึ้น 78.88% จาก 155.23 ล้านบาท เป็น 277.67 ล้านบาท หนุนโดยรายได้ประกันและค่าธรรมเนียม
- ค่าใช้จ่ายดำเนินงานพุ่ง 125.40% เป็น 891.58 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อ
- ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 97.75% เป็น 197.45 ล้านบาท ตามเงินกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น
ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทและบริษัทย่อยมีผลกำไรสุทธิ 311.72 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.96 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 13.45 เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 110.08% เป็น 1,466.46 ล้านบาท และรายได้อื่นเพิ่มขึ้น 78.88% เป็น 277.67 ล้านบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 125.40% เป็น 891.58 ล้านบาท และต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 97.75% เป็น 197.45 ล้านบาท
โอกาส
- การเติบโตอย่างต่อเนื่องของพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อ
- การขยายตัวของรายได้อื่นจากการแนะนำแผนประกันภัยและค่าธรรมเนียม
- การเพิ่มขึ้นของฐานลูกค้าใหม่
ความเสี่ยง
- การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่สูงกว่ารายได้
- ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นตามการกู้ยืม
- ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณลูกหนี้
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- อัตราการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อในไตรมาสถัดไป
- การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
- แนวโน้มต้นทุนทางการเงินและการบริหารสภาพคล่อง
- การควบคุมคุณภาพสินทรัพย์และผลขาดทุนด้านเครดิต
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)
ในส่วนของธุรกิจการเงิน SCAP แสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่แข็งแกร่งในด้านปริมาณสินเชื่อ (volume) ซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของรายได้ดอกเบี้ย การเพิ่มขึ้นของพอร์ตลูกหนี้สะท้อนถึงความสามารถในการขยายฐานลูกค้าและตลาดสินเชื่อเช่าซื้อ อย่างไรก็ตาม การเติบโตนี้มาพร้อมกับการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและต้นทุนทางการเงิน ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝ่ายจัดการต้องบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรักษาระดับความสามารถในการทำกำไร (profitability) การเติบโตของรายได้อื่นยังเป็นสัญญาณที่ดีที่ช่วยกระจายแหล่งรายได้
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
เอกสารไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสดโดยตรง แต่การเพิ่มขึ้นของต้นทุนทางการเงินสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ยืม ซึ่งบ่งชี้ถึงการระดมทุนเพื่อสนับสนุนการขยายธุรกิจ
สรุปท้าย
SCAP ในไตรมาส 2 ปี 2566 แสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่น่าประทับใจในด้านรายได้ดอกเบี้ยจากการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่ออย่างก้าวกระโดด ควบคู่ไปกับรายได้อื่นที่เพิ่มขึ้น ปัจจัยเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนกำไรสุทธิให้เติบโต อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและต้นทุนทางการเงินเป็นความท้าทายที่ฝ่ายจัดการต้องบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การเติบโตของธุรกิจมีความยั่งยืนในระยะยาว