PL พลิกขาดทุนหนัก Q2/66 สวนทางรายได้อสังหาฯ โต เหตุภาษีย้อนหลังฉุด
รายได้อสังหาฯ พุ่ง 102% แต่ผลดำเนินงานรวมขาดทุนเพิ่ม 238% จากภาระภาษีย้อนหลัง 6.3 ล้านบาท
บริษัท ภัทรลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ PL รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 พลิกขาดทุนสุทธิ 5.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 238% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 1.6 ล้านบาท แม้รายได้รวมจะเติบโต 4% จากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายทางภาษีที่ถูกประเมินย้อนหลัง ส่งผลให้ภาพรวมผลประกอบการยังคงเป็นลบ
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำให้ผลประกอบการของ PL ในไตรมาส 2/2566 พลิกขาดทุนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คือ ค่าใช้จ่ายทางภาษีที่ถูกประเมินย้อนหลังของปี 2560 จำนวน 6.3 ล้านบาท ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำไรสุทธิ แม้ว่ารายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์จะเติบโตโดดเด่นถึง 102% ในไตรมาสนี้
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การเปลี่ยนแปลงของผลประกอบการเกิดจากปัจจัยหลัก 2 ส่วนที่หักล้างกัน:
- ปัจจัยบวก: รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น 8.4 ล้านบาท หรือ 102% จากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการ The Plenary จำนวน 3 ยูนิต และโครงการ C-Space Bang Yai จำนวน 1 ยูนิต นอกจากนี้ รายได้อื่นเพิ่มขึ้น 2.7 ล้านบาท จากเงินปันผลรับเงินลงทุนระยะยาว
- ปัจจัยลบ: ต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้น 8.4 ล้านบาท หรือ 13% โดยมีสาเหตุหลักมาจาก ค่าใช้จ่ายทางภาษีที่ถูกประเมินย้อนหลังของปี 2560 จำนวน 6.3 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียวและส่งผลกระทบต่อผลกำไรสุทธิโดยตรง ขณะที่รายได้จากธุรกิจบำบัดกากลดลง 7.4 ล้านบาท หรือ 14%
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
ลักษณะครั้งคราว ปัจจัยหลักที่ทำให้ผลขาดทุนเพิ่มขึ้นคือค่าใช้จ่ายทางภาษีที่ถูกประเมินย้อนหลัง ซึ่งเป็นรายการพิเศษที่เกิดขึ้นครั้งเดียวในปี 2560 และไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานปกติของบริษัทฯ ในปัจจุบัน ดังนั้น จึงคาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในไตรมาสถัดไป อย่างไรก็ตาม รายได้จากธุรกิจบำบัดกากที่ลดลงอาจเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม
Highlight สำคัญ
- ขาดทุนสุทธิ 5.4 ล้านบาท: เพิ่มขึ้น 238% YoY จาก 1.6 ล้านบาท ใน Q2/65
- รายได้รวม 70.2 ล้านบาท: เพิ่มขึ้น 4% YoY จาก 67.4 ล้านบาท ใน Q2/65
- รายได้อสังหาริมทรัพย์พุ่ง 102%: จากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการ The Plenary และ C-Space Bang Yai
- ต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายรวม 74.4 ล้านบาท: เพิ่มขึ้น 13% YoY
- ภาระภาษีย้อนหลัง 6.3 ล้านบาท: เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ผลขาดทุนเพิ่มขึ้นในไตรมาสนี้
- ธุรกิจบำบัดกากรายได้ลดลง 14%: และอัตรากำไรขั้นต้นลดลง 8%
ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้รวม 70.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยมีปัจจัยหลักมาจากการโอนกรรมสิทธิ์ขายห้องชุดโครงการ The Plenary จำนวน 3 ยูนิต และโครงการ C-Space Bang Yai จำนวน 1 ยูนิต ทำให้รายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น 8.4 ล้านบาท และรายได้อื่นเพิ่มขึ้น 2.7 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม รายได้จากธุรกิจบำบัดกากลดลง 7.4 ล้านบาท หรือ 14%
ในขณะเดียวกัน ต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายรวมอยู่ที่ 74.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% YoY โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์ 5.1 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น 6.7 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากค่าใช้จ่ายทางภาษีที่ถูกประเมินย้อนหลังของปี 2560 จำนวน 6.3 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิสำหรับไตรมาสนี้ 5.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 238% YoY
สำหรับงวดหกเดือนแรกปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้รวม 142.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% YoY โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น 24.4 ล้านบาท แต่รายได้จากธุรกิจบำบัดกากลดลง 6.8 ล้านบาท หรือ 7% ขณะที่ต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายรวมอยู่ที่ 149.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% YoY ซึ่งรวมถึงต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น 19.8 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายทางภาษีย้อนหลัง 6.3 ล้านบาท ทำให้บริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิสำหรับงวดหกเดือนเป็น 10.5 ล้านบาท พลิกจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 1.6 ล้านบาท
โอกาส
- การโอนกรรมสิทธิ์โครงการอสังหาริมทรัพย์: การโอนกรรมสิทธิ์ที่เพิ่มขึ้นในโครงการ The Plenary และ C-Space Bang Yai เป็นปัจจัยบวกที่ช่วยหนุนรายได้ในไตรมาสนี้
- รายได้อื่นจากเงินปันผล: การรับเงินปันผลจากเงินลงทุนระยะยาวช่วยเสริมรายได้ในส่วนอื่นๆ
ความเสี่ยง
- ภาวะตลาดหน้ากากอนามัย: การแข่งขันสูงจากการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศที่มีราคาถูกกว่า ส่งผลให้ธุรกิจผลิตและจำหน่ายหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ไม่มีรายได้และต้นทุนในไตรมาสนี้ และมีการตั้งผลขาดทุนจากการลดมูลค่าสินค้าคงเหลือ 4.4 ล้านบาท
- การดำเนินงานธุรกิจบำบัดกาก: รายได้และอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจบำบัดกากลดลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการโดยรวมหากไม่สามารถฟื้นฟูได้
- ค่าใช้จ่ายทางภาษีย้อนหลัง: แม้จะเป็นรายการครั้งคราว แต่ก็ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผลขาดทุนในไตรมาสนี้
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- มาตรการเชิงรุกของฝ่ายบริหาร: ฝ่ายบริหารมีแผนออกมาตรการเชิงรุกเพื่อกระตุ้นยอดขาย ซึ่งต้องติดตามประสิทธิผลในไตรมาสถัดไป
- การฟื้นตัวของธุรกิจบำบัดกาก: แนวโน้มรายได้และอัตรากำไรของธุรกิจบำบัดกากในอนาคต
- การบริหารจัดการต้นทุน: โดยเฉพาะต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร
- การลงทุนในโครงการใหม่: แม้ปัจจุบันจะเน้นลงทุนในโครงการเดิม แต่ต้องติดตามแผนการลงทุนในอนาคต
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)
ในฐานะบริษัทที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจการเงิน แต่ผลประกอบการของ PL ในเอกสารนี้แสดงให้เห็นถึงการดำเนินธุรกิจที่หลากหลาย โดยมีรายได้หลักมาจากธุรกิจบำบัดกากและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นสำคัญ
- ธุรกิจบำบัดกาก: ในไตรมาส 2/2566 มีรายได้ 44.9 ล้านบาท ลดลง 14% YoY และต้นทุน 33.8 ล้านบาท ลดลง 4% YoY ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 25% ลดลงจากไตรมาสก่อน 8%
- ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์: มีรายได้ 16.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 102% YoY จากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการ The Plenary และ C-Space Bang Yai โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 23% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 16%
- ธุรกิจอื่นๆ (หน้ากากอนามัย): ไม่มีรายได้และต้นทุนในไตรมาสนี้ เนื่องจากภาวะล้นตลาด และมีการตั้งผลขาดทุนจากการลดมูลค่าสินค้าคงเหลือ 4.4 ล้านบาท
- รายได้อื่น: เพิ่มขึ้น 44% YoY จากเงินปันผลรับเงินลงทุนระยะยาว
- ค่าใช้จ่ายขายและบริหาร: เพิ่มขึ้น 31% YoY ส่วนใหญ่มาจากค่าใช้จ่ายทางภาษีย้อนหลัง 6.3 ล้านบาท
ในส่วนของตัวชี้วัดทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มธุรกิจการเงิน เช่น NIM, NII/non-NII, NPL, Coverage, credit cost, สัดส่วนสินเชื่อ, เงินฝาก, CASA, CAR/Basel, รายได้ค่าธรรมเนียม, กำไรพิเศษครั้งเดียว ไม่ได้ถูกระบุไว้ในเอกสาร MD&A นี้
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
- สินทรัพย์รวม: ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2566 อยู่ที่ 1,511.4 ล้านบาท ลดลง 2% จากสิ้นปี 2565
- สินทรัพย์หมุนเวียน 439.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% ส่วนใหญ่จากการให้กู้ยืมระยะสั้นและดอกเบี้ยค้างรับจากกิจการที่เกี่ยวข้องกัน
- สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน 1,071.5 ล้านบาท ลดลง 4% ส่วนใหญ่มาจากการซื้อทรัพย์สินเพิ่มขึ้นและค่าเสื่อมราคา
- หนี้สินรวม: ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2566 อยู่ที่ 206.5 ล้านบาท ลดลง 1% จากสิ้นปี 2565
- ส่วนของผู้ถือหุ้น: ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2566 อยู่ที่ 1,304.9 ล้านบาท ลดลง 2% จากสิ้นปี 2565
- กระแสเงินสด: สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 กระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบ 12.7 ล้านบาท
สรุปท้าย
บริษัท ภัทรลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ PL ในไตรมาส 2 ปี 2566 เผชิญกับผลขาดทุนสุทธิที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่ารายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะเติบโตโดดเด่นถึง 102% แต่ปัจจัยหลักที่กดดันผลประกอบการคือค่าใช้จ่ายทางภาษีย้อนหลังจำนวน 6.3 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายการพิเศษครั้งคราว ขณะที่ธุรกิจบำบัดกากยังคงมีรายได้และอัตรากำไรที่ลดลง ด้านธุรกิจหน้ากากอนามัยยังคงเผชิญความท้าทายจากภาวะตลาดที่ล้นเกิน ฝ่ายบริหารมีแผนออกมาตรการเชิงรุกเพื่อกระตุ้นยอดขาย ซึ่งต้องติดตามประสิทธิผลในไตรมาสถัดไป ท่ามกลางความเสี่ยงจากภาวะตลาดและต้นทุนที่ผันผวน