BAM กำไรสุทธิ Q2/2569 ทรงตัว 234 ล้านบาท รับผลเรียกเก็บ NPLs-NPAs หนุน
รายได้รวม 3,513 ล้านบาท ขณะที่ต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยลดลงเหลือ 3.06%
บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 234 ล้านบาท ทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPLs) และทรัพย์สินรอการขาย (NPAs) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างผลเรียกเก็บรวม 3,513 ล้านบาท ขณะที่ต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยปรับลดลงอย่างต่อเนื่องเหลือ 3.06% ซึ่งช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารพอร์ตสินทรัพย์ในระยะยาว
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักของผลประกอบการ BAM ในไตรมาส 2/2569 คือ การบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPLs) และทรัพย์สินรอการขาย (NPAs) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลให้มี ผลเรียกเก็บรวม 3,513 ล้านบาท แม้กำไรสุทธิจะทรงตัวอยู่ที่ 234 ล้านบาท แต่การบริหารต้นทุนทางการเงินที่ลดลงเหลือเฉลี่ย 3.06% ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงผลกำไรและเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
- การบริหาร NPLs: บริษัทฯ มีผลเรียกเก็บในไตรมาส 2 จำนวน 2,161 ล้านบาท โดยสัดส่วนการรับชำระหนี้ผ่านการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ (TDR) ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 66.8% สะท้อนถึงความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ที่ยังคงมีเสถียรภาพ นอกจากนี้ BAM ยังได้เปิดตัวโครงการ "เริ่ม “ต้น” ใหม่กับ BAM" เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ให้กลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อีกครั้ง
- การบริหาร NPAs: ผลเรียกเก็บจาก NPAs ในไตรมาส 2 อยู่ที่ 1,352 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลจากกลยุทธ์การตลาดและโครงการส่งเสริมการขาย เช่น โครงการ "ทรัพย์มหาชนพลัส" และ BAM SELECT ที่ช่วยผลักดันยอดขายอสังหาริมทรัพย์รอการขาย
- การบริหารต้นทุนทางการเงิน: ต้นทุนทางการเงินเฉลี่ย (Cost of Fund) ปรับลดลงเหลือ 3.06% ซึ่งช่วยลดภาระดอกเบี้ยจ่ายและเพิ่มความสามารถในการทำกำไร
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
มีโอกาสต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนดังนี้:
- ปริมาณสินทรัพย์ด้อยคุณภาพในตลาด: ยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้ BAM มีโอกาสในการขยายพอร์ตการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 2 รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเข้ามาบริหารจัดการเป็นภาระหนี้รวม 10,680 ล้านบาท และตั้งเป้าขยายพอร์ตสินทรัพย์ภายใต้การบริหารสู่ระดับ 600,000 ล้านบาทภายในสิ้นปี
- กลยุทธ์การตลาดและโครงการช่วยเหลือลูกหนี้: การดำเนินโครงการช่วยเหลือลูกหนี้ NPLs และแคมเปญส่งเสริมการขาย NPAs อย่างต่อเนื่อง จะช่วยผลักดันผลเรียกเก็บในระยะยาว
- แนวโน้มเศรษฐกิจ: แม้จะเผชิญความไม่แน่นอน แต่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐและการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวคาดว่าจะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง ซึ่งส่งผลดีต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้และยอดขายอสังหาริมทรัพย์
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิ Q2/2569: 234 ล้านบาท ทรงตัว YoY
- ผลเรียกเก็บรวม: 3,513 ล้านบาท (NPLs 2,161 ล้านบาท, NPAs 1,352 ล้านบาท)
- ต้นทุนทางการเงินเฉลี่ย: ลดลงเหลือ 3.06%
- การลงทุนซื้อหนี้: รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ 10,680 ล้านบาทใน Q2/2569
- D/E Ratio: เพิ่มขึ้นเป็น 2.09 เท่า จาก 1.96 เท่าใน Q1/2569
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2/2569 BAM มีกำไรสุทธิ 234 ล้านบาท เทียบเท่ากับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้จากการดำเนินงานรวม 3,513 ล้านบาท แบ่งเป็นผลเรียกเก็บจาก NPLs 2,161 ล้านบาท และ NPAs 1,352 ล้านบาท แม้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิจะลดลง 17.0% YoY เนื่องจากฐานที่สูงจากการรับเงินจากลูกหนี้รายใหญ่ในปีก่อนหน้า แต่ก็ได้รับการชดเชยบางส่วนจากการบริหารต้นทุนทางการเงินที่ลดลง 15.1% YoY และการเพิ่มขึ้นของรายได้ส่วนที่รับเงินแล้ว
สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2569 มีกำไรสุทธิ 451 ล้านบาท ลดลง YoY โดยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 22.0% YoY และกำไรจากการขายทรัพย์สินรอการขายลดลง 69.8% YoY
โอกาส
- ปริมาณหนี้เสียในระบบ: ยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้ BAM มีโอกาสในการเข้าประมูลและซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเข้ามาบริหารจัดการเพิ่มขึ้น
- มาตรการภาครัฐ: โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจและภาคอสังหาริมทรัพย์ เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส และการต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง จะช่วยสนับสนุนยอดขาย NPAs
- การขยายพอร์ต: ตั้งเป้าขยายพอร์ตสินทรัพย์ภายใต้การบริหารสู่ระดับ 600,000 ล้านบาทภายในสิ้นปี 2569 และศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับพันธมิตรธนาคารพาณิชย์
ความเสี่ยง
- ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ: ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงานที่สูง และการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของประเทศเศรษฐกิจหลัก อาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย
- การแข่งขันในตลาดซื้อขายหนี้: ปริมาณหนี้เสียที่สูงอาจนำไปสู่การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในการประมูลซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ
- การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ: การเปลี่ยนแปลงกฎหมายหรือนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและอสังหาริมทรัพย์ อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- การบริหารจัดการ NPLs: ความสามารถในการปรับโครงสร้างหนี้และติดตามการชำระหนี้ของลูกหนี้รายใหญ่
- ยอดขาย NPAs: การเติบโตของยอดขายทรัพย์สินรอการขาย โดยเฉพาะในกลุ่มที่อยู่อาศัย และการตอบรับจากโครงการส่งเสริมการขาย
- การลงทุนในสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ: การประมูลและการรับโอนหนี้เสียใหม่ๆ เพื่อขยายพอร์ตการลงทุน
- ต้นทุนทางการเงิน: แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย และต้นทุนการออกหุ้นกู้ในอนาคต
- การจัดตั้งบริษัทร่วมทุน: ความคืบหน้าในการศึกษาและหารือกับพันธมิตรธนาคารพาณิชย์
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)
- NPLs: ผลเรียกเก็บ NPLs ในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 2,161 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่สัดส่วน TDR ยังคงสูงที่ 66.8% แสดงถึงการบริหารจัดการหนี้ที่มีประสิทธิภาพ
- NPAs: ผลเรียกเก็บ NPAs เติบโตโดดเด่น 37.0% YoY เป็น 1,351.4 ล้านบาทในงวด 6 เดือนแรกปี 2569 จากการทำแคมเปญการตลาดที่ประสบความสำเร็จ
- Credit Cost: ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นรวมอยู่ที่ 666 ล้านบาทใน Q2/2569 ลดลง 15.2% YoY บ่งชี้ถึงการบริหารความเสี่ยงที่ดีขึ้น
- Cost of Fund: ต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยลดลงอย่างต่อเนื่องสู่ระดับ 3.06% ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อ Nim (Net Interest Margin) โดยอ้อม แม้ BAM จะไม่ใช่สถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อโดยตรง แต่ต้นทุนทางการเงินที่ต่ำช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในการซื้อหนี้
- การลงทุน: BAM รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเข้ามาบริหารจัดการเพิ่มขึ้น โดยในครึ่งปีแรกมีภาระหนี้รวม 11,153 ล้านบาท และตั้งเป้าหมายการลงทุนตลอดปี 2569 ที่ไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาท
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 BAM มีสินทรัพย์รวม 134,870 ล้านบาท ลดลง 0.9% จากสิ้นปีก่อน โดยมีหนี้สินรวม 91,271 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2% ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) เพิ่มขึ้นเป็น 2.09 เท่า จาก 1.96 เท่าในไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากการเข้าซื้อหนี้เสียเพิ่มขึ้น
สรุปท้าย
BAM ในไตรมาส 2/2569 ยังคงแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งในการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและทรัพย์สินรอการขาย แม้กำไรสุทธิจะทรงตัว แต่การบริหารต้นทุนทางการเงินที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และการขยายพอร์ตการลงทุนที่แข็งแกร่ง สะท้อนถึงโอกาสในการเติบโตในอนาคต อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการแข่งขันในตลาดซื้อขายหนี้อย่างใกล้ชิด.