SCG สรุปผลประกอบการ Q2/2569
SCG กำไรสุทธิ Q2/2569 ขาดทุนเพิ่มขึ้น 4.29% รับรายได้หดตามเศรษฐกิจชะลอ
ฝ่ายจัดการชี้ปัจจัยหลักจากราคาขายไฟฟ้าลดลง ประกอบกับปริมาณขายลูกค้าอุตสาหกรรมวูบ ขณะที่ต้นทุนก๊าซธรรมชาติยังผันผวน
บริษัท ราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี จำกัด (มหาชน) หรือ SCG รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 พลิกขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น 4.29% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยกดดันจากรายได้จากการขายและการให้บริการที่ลดลง 8.11% ซึ่งเป็นผลมาจากราคาขายไฟฟ้าที่ปรับลดลงตามค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) และความต้องการใช้ไฟฟ้าของลูกค้าอุตสาหกรรมที่ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ส่งผลให้ผลประกอบการของ SCG ในไตรมาส 2 ปี 2569 พลิกขาดทุนเพิ่มขึ้น มาจาก การปรับลดลงของรายได้จากการขายและการให้บริการ ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:
- ราคาขายไฟฟ้าลดลง: สาเหตุหลักมาจาก การปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ในงวดเดือนมกราคม-เมษายน 2569 อยู่ที่ 0.0972 บาทต่อหน่วย และแม้จะปรับขึ้นในงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2569 เป็น 0.1623 บาทต่อหน่วย แต่โดยรวมแล้วราคาขายไฟฟ้าเฉลี่ยในไตรมาส 2 ปี 2569 ยังคงลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้โดยตรง
- ปริมาณขายไฟฟ้าลูกค้าอุตสาหกรรมลดลง: ภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังคงฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ประกอบกับการชะลอตัวของภาคการผลิตและการส่งออก ทำให้ ความต้องการใช้ไฟฟ้าของลูกค้าอุตสาหกรรมลดลง ส่งผลให้ปริมาณการขายไฟฟ้าให้ลูกค้าอุตสาหกรรมรวมลดลงถึง 31.90% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
- ต้นทุนก๊าซธรรมชาติยังผันผวน: แม้ปริมาณการใช้ก๊าซธรรมชาติจะลดลงตามความต้องการไฟฟ้า แต่ราคาเฉลี่ยก๊าซธรรมชาติในไตรมาส 2 ปี 2569 ยังคงอยู่ที่ประมาณ 361 บาทต่อล้านบีทียู เพิ่มขึ้น 13.65% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง
จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:
มีโอกาสต่อเนื่อง โดยเฉพาะปัจจัยด้านราคาขายไฟฟ้าที่ขึ้นอยู่กับนโยบายภาครัฐและต้นทุนเชื้อเพลิง ซึ่งยังคงมีความผันผวน ส่วนปริมาณการขายไฟฟ้าให้ลูกค้าอุตสาหกรรมจะขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งฝ่ายจัดการระบุว่าเศรษฐกิจไทยยังคงฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าอาจยังไม่กลับมาฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญในระยะสั้น
Highlight สำคัญ
- ขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น 4.29%: ในไตรมาส 2 ปี 2569 ขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 71.53 ล้านบาท เทียบกับขาดทุน 68.59 ล้านบาท ในปีก่อน
- รายได้ลดลง 8.11%: อยู่ที่ 792.22 ล้านบาท จาก 862.18 ล้านบาทในปีก่อน
- ปริมาณขายไฟฟ้าลูกค้าอุตสาหกรรมวูบ 31.90%: เหลือ 65.74 ล้านหน่วย เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัว
- ต้นทุนขายลดลง 9.37%: ตามปริมาณการใช้ก๊าซธรรมชาติที่ลดลง
- ค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 19.92%: จากการควบคุมค่าใช้จ่ายและกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน
- ธุรกิจพลังงานหมุนเวียนเติบโต: รายได้เพิ่มขึ้น 1.97% คิดเป็น 22.13% ของรายได้รวม
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัท ราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี จำกัด (มหาชน) มีรายได้จากการขายและการให้บริการรวม 792.22 ล้านบาท ลดลง 8.11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ต้นทุนขายลดลง 9.37% ส่งผลให้กำไรขั้นต้นจากการขายลดลง อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 19.92% จากการควบคุมค่าใช้จ่ายและผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน แต่เมื่อรวมรายการอื่นๆ เช่น ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย และค่าใช้จ่ายทางการเงินที่ลดลงจากการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ทำให้ภาพรวมผลประกอบการยังคงขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น 4.29% เป็น 71.53 ล้านบาท
สำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทมีรายได้รวม 1,474.95 ล้านบาท ลดลง 10.05% และขาดทุนสุทธิ 96.86 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.99% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
โอกาส
- การเติบโตของธุรกิจพลังงานหมุนเวียน: รายได้จากธุรกิจพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น 1.97% คิดเป็นสัดส่วน 22.13% ของรายได้รวม และบริษัทมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 15% ภายในปี 2573 โดยปัจจุบันมีสัดส่วน 19% และมีโครงการ Solar Rooftop & Floating ขนาด 5.0 เมกะวัตต์ ที่คาดว่าจะเริ่มจำหน่ายเชิงพาณิชย์ในปี 2569 ซึ่งจะทำให้สัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเป็น 21%
- การพัฒนาเทคโนโลยี AI และ Machine Learning: การร่วมมือกับ มจธ. เพื่อพัฒนาระบบวิเคราะห์สมรรถนะระบบพลังงานแสงอาทิตย์ด้วย AI และ ML จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดความสูญเสีย และสนับสนุนการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์
- การมุ่งสู่ Net Zero Emissions: การดำเนินงานตามเป้าหมาย Net Zero Emissions ภายในปี 2050 สอดคล้องกับทิศทางพลังงานสะอาดของโลก และการได้รับรอง Carbon Footprint of Organization (CFO) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 สะท้อนความมุ่งมั่นด้าน ESG
ความเสี่ยง
- ความผันผวนของราคาพลังงาน: ราคาก๊าซธรรมชาติยังคงมีความผันผวนและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้า
- ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว: การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำถึงปานกลาง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าของลูกค้าอุตสาหกรรม
- การเปลี่ยนแปลงนโยบายค่าไฟฟ้า: การปรับขึ้นลงของค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ส่งผลโดยตรงต่อราคาขายไฟฟ้าและรายได้ของบริษัท
- ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน: ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการนำเข้าอุปกรณ์หรือการชำระหนี้ในสกุลเงินต่างประเทศ หากมี
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มราคาขายไฟฟ้า (Ft): การประกาศ Ft ในงวดถัดไป และปัจจัยที่ส่งผลต่อการคำนวณ
- การฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรม: ความต้องการใช้ไฟฟ้าของลูกค้าอุตสาหกรรมจะปรับตัวดีขึ้นหรือไม่
- ความคืบหน้าโครงการพลังงานหมุนเวียน: การก่อสร้างและเริ่มจำหน่ายเชิงพาณิชย์ของโครงการ Solar Rooftop & Floating และการพัฒนาโครงการ Solar Farm ขนาดใหญ่
- ต้นทุนก๊าซธรรมชาติ: ทิศทางราคาและอุปทานก๊าซธรรมชาติในระยะต่อไป
- การนำเทคโนโลยี AI มาใช้: ประสิทธิผลของการนำแพลตฟอร์มวิเคราะห์สมรรถนะระบบพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ในการดำเนินงาน
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน)
ในไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัท ราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี จำกัด (มหาชน) เผชิญกับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อรายได้หลัก โดยเฉพาะการปรับลดลงของราคาขายไฟฟ้าจากการปรับลดค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายภาครัฐในการบรรเทาภาระค่าครองชีพ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวส่งผลให้ปริมาณการขายไฟฟ้าให้ลูกค้าอุตสาหกรรมลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 31.90% แม้ว่าบริษัทจะสามารถควบคุมต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายในการบริหารได้ดีขึ้น แต่ก็ไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากรายได้ที่ลดลงได้ ทำให้ภาพรวมยังคงขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม บริษัทมีความพยายามในการกระจายความเสี่ยงและสร้างการเติบโตในระยะยาวผ่านธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ซึ่งมีรายได้เติบโตขึ้นและคิดเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นของรายได้รวม นอกจากนี้ การลงทุนในเทคโนโลยี AI และ Machine Learning เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและรองรับการเติบโตของธุรกิจพลังงานสะอาดในอนาคต
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 7,996.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.25% จากสิ้นปี 2568 โดยมีสินทรัพย์หมุนเวียนรวมเพิ่มขึ้น ขณะที่หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 2.86% เป็น 4,562.03 ล้านบาท จากเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 1.58 เท่า ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง 3.11% เป็น 3,097.42 ล้านบาท ตามผลการดำเนินงานที่ขาดทุน
สรุปท้าย
หัวใจสำคัญของผลประกอบการ SCG ในไตรมาส 2 ปี 2569 คือ แรงกดดันจากรายได้ที่ลดลง อันเป็นผลมาจากราคาขายไฟฟ้าที่ปรับลดลงตามค่า Ft และปริมาณการขายไฟฟ้าลูกค้าอุตสาหกรรมที่วูบตามภาวะเศรษฐกิจ แม้บริษัทจะสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถพลิกกลับมามีกำไรได้ โดยภาพรวมยังคงขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม โอกาสในการเติบโตจากธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและการลงทุนในเทคโนโลยี AI เป็นปัจจัยที่น่าจับตาเพื่อการเติบโตในระยะยาว ท่ามกลางความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงานและภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน