MODERN Q2/2566 พลิกกำไรโต 836.9% รับแรงหนุนยอดขายเฟอร์นิเจอร์โครงการ
รายได้รวมพุ่ง 13.1% ฝ่ายจัดการชี้บริหารต้นทุนขายดีขึ้น หนุนกำไรสุทธิก้าวกระโดด
บริษัท โมเดอร์นฟอร์มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MODERN รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 12.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 836.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 1.7 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากรายได้รวมที่เติบโต 13.1% มาอยู่ที่ 640.5 ล้านบาท และการบริหารจัดการต้นทุนขายที่ดีขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวสูงขึ้น
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ MODERN ในไตรมาส 2 ปี 2566 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 12.9 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 836.9% YoY) มาจากการ การเติบโตของรายได้จากการขาย โดยเฉพาะธุรกิจเฟอร์นิเจอร์สำนักงานและบ้านที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนขายที่ดีขึ้น ซึ่งส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวสูงขึ้น
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
- รายได้จากการขายเติบโต: รายได้รวมอยู่ที่ 640.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.1% โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักมาจาก ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์สำนักงานและบ้าน มียอดขาย 435.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 26.5% ซึ่งฝ่ายจัดการระบุว่ามาจากการส่งมอบงานให้ลูกค้าโครงการเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ รายได้อื่น ๆ เช่น รายได้จากค่าเช่า ค่าบริการ และรายได้อื่น ๆ ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน
- การบริหารต้นทุนขายที่ดีขึ้น: แม้ต้นทุนขายรวมจะเพิ่มขึ้น 6.9% มาอยู่ที่ 407.8 ล้านบาท แต่เมื่อพิจารณาในเชิงอัตรากำไรขั้นต้น อัตรากำไรขั้นต้นจากการขาย (ไม่รวมค่าบริการอื่น) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.3% มาอยู่ที่ 30.7% ซึ่งบ่งชี้ถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบและกระบวนการผลิตที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
มีโอกาสต่อเนื่อง แต่ต้องติดตามปัจจัยสนับสนุน
การเติบโตของรายได้จากธุรกิจเฟอร์นิเจอร์สำนักงานและบ้านที่มาจากการส่งมอบงานโครงการ เป็นปัจจัยที่อาจส่งผลต่อเนื่องได้ หากบริษัทสามารถรักษาฐานลูกค้าโครงการและมีงานในมือ (Backlog) ที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม การบริหารต้นทุนขายที่ดีขึ้นเป็นปัจจัยที่บริษัทต้องรักษามาตรฐานไว้เพื่อรักษาอัตรากำไรให้ดีอย่างต่อเนื่อง
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิพลิกบวก: กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 12.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 836.9% YoY จากขาดทุน 1.7 ล้านบาทในปีก่อน
- รายได้รวมเติบโต 13.1%: อยู่ที่ 640.5 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากยอดขายธุรกิจเฟอร์นิเจอร์สำนักงานและบ้านที่เพิ่มขึ้น 26.5%
- อัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้น: อยู่ที่ 30.7% เพิ่มขึ้น 3.3% จากปีก่อน บ่งชี้ถึงการบริหารต้นทุนขายที่มีประสิทธิภาพ
- ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์สำนักงานและบ้านเป็นดาวเด่น: มียอดขาย 435.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.5% จากการส่งมอบงานโครงการ
- ธุรกิจอื่นเผชิญแรงกดดัน: ธุรกิจวัสดุอุปกรณ์เฟอร์นิเจอร์ฯ, ธุรกิจให้เช่าพื้นที่ฯ, และธุรกิจเฟอร์นิเจอร์เพื่อสุขภาพฯ มียอดขายลดลง YoY
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัท โมเดอร์นฟอร์มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มีรายได้รวม 640.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้จากการขาย 582.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.7% รายได้ค่าเช่า ค่าบริการ ค่าบริการออกแบบและก่อสร้าง 40.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.5% และรายได้อื่น 17.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.1% ต้นทุนขายรวมอยู่ที่ 407.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.9% ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 30.7% เพิ่มขึ้น 3.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน ค่าใช้จ่ายรวมอยู่ที่ 615.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.2% ทำให้กำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 24.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 2.2 ล้านบาทในปีก่อน อย่างไรก็ตาม ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมลดลงอย่างมาก ทำให้กำไรก่อนภาษีอยู่ที่ 18.5 ล้านบาท และกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 12.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 836.9% จากขาดทุน 1.7 ล้านบาทในปีก่อน
โอกาส
- การเติบโตของธุรกิจเฟอร์นิเจอร์โครงการ: การส่งมอบงานให้ลูกค้าโครงการที่เพิ่มขึ้นเป็นสัญญาณที่ดี บ่งชี้ถึงความสามารถในการแข่งขันและโอกาสในการขยายฐานลูกค้าในกลุ่มนี้
- การให้ความสำคัญกับดีไซน์และแคมเปญ: การร่วมมือกับศิลปินและแคมเปญที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความยั่งยืน เช่น Collaboration กับ Pomme Chan และแคมเปญ "Living as One" อาจช่วยสร้างการรับรู้แบรนด์และดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ
- การขยายสาขา: การเปิดสาขาใหม่ที่ราชพฤกษ์ และการมีสาขาครอบคลุมโซนกรุงเทพฯ อาจช่วยเพิ่มช่องทางการเข้าถึงลูกค้าและยอดขาย
ความเสี่ยง
- การแข่งขันในตลาด: ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์มีการแข่งขันสูง ทั้งจากผู้เล่นในประเทศและต่างประเทศ
- ความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบ: แม้จะมีการบริหารต้นทุนที่ดีขึ้น แต่ความผันผวนของราคาวัตถุดิบยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา
- เศรษฐกิจชะลอตัว: ภาวะเศรษฐกิจที่อาจชะลอตัวอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ
- ผลประกอบการของธุรกิจอื่น: ธุรกิจวัสดุอุปกรณ์เฟอร์นิเจอร์ฯ, ธุรกิจให้เช่าพื้นที่ฯ, และธุรกิจเฟอร์นิเจอร์เพื่อสุขภาพฯ ที่มียอดขายลดลง อาจเป็นแรงกดดันต่อภาพรวมผลประกอบการ
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มยอดขายธุรกิจเฟอร์นิเจอร์โครงการ: ความสามารถในการรักษาโมเมนตัมการเติบโตของธุรกิจนี้
- ประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนขาย: การรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
- ผลกระทบจากปัจจัยภายนอก: การเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภค
- การฟื้นตัวของธุรกิจอื่น: แนวโน้มการปรับตัวของธุรกิจวัสดุอุปกรณ์เฟอร์นิเจอร์ฯ, ธุรกิจให้เช่าพื้นที่ฯ, และธุรกิจเฟอร์นิเจอร์เพื่อสุขภาพฯ
- แผนการตลาดและผลิตภัณฑ์ใหม่: การเปิดตัวสินค้าใหม่และการทำ Collaboration ที่จะช่วยกระตุ้นยอดขาย
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุปโภคบริโภค)
- ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์สำนักงานและบ้าน: เป็นกลุ่มธุรกิจหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตในไตรมาสนี้ โดยมียอดขาย 435.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.5% จากการส่งมอบงานโครงการที่เพิ่มขึ้น สะท้อนถึงความแข็งแกร่งในตลาด B2B และการบริหารจัดการโครงการที่มีประสิทธิภาพ
- ธุรกิจวัสดุอุปกรณ์เฟอร์นิเจอร์ฯ: มียอดขาย 94.6 ล้านบาท ลดลง 5.9% ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากภาวะอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง หรือการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์ในกลุ่มสินค้าดังกล่าว
- ธุรกิจให้เช่าพื้นที่และบริการ: รายได้ลดลง 6.8% อยู่ที่ 20.5 ล้านบาท อาจเป็นผลมาจากสภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ หรือการปรับกลยุทธ์การบริหารพื้นที่
- ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์เพื่อสุขภาพและเครื่องมือแพทย์: มียอดขายลดลง 15.2% อยู่ที่ 71.2 ล้านบาท ซึ่งอาจสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของความต้องการสินค้าในกลุ่มนี้ หรือการแข่งขันที่สูงขึ้น
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 3,182.2 ล้านบาท ลดลง 5.1% จากสิ้นปี 2565 โดยมีสาเหตุหลักจากการลดลงของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด สินทรัพย์ทางการเงิน และลูกหนี้การค้า ขณะที่สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้นเล็กน้อย หนี้สินรวมอยู่ที่ 919.1 ล้านบาท ลดลง 13.8% จากสิ้นปี 2565 โดยลดลงในส่วนของเงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้น หนี้สินตามสัญญาเช่า และสำรองผลประโยชน์พนักงาน ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 2,263.1 ล้านบาท ลดลง 1.0%
ในด้านกระแสเงินสด สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 บริษัทมีเงินสดสุทธิจากการดำเนินงาน 57.5 ล้านบาท เงินสดสุทธิจากกิจกรรมลงทุน 9.5 ล้านบาท และใช้เงินสดสุทธิในกิจกรรมจัดหาเงิน 101.3 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการชำระคืนเงินกู้ยืมและจ่ายเงินปันผล ทำให้เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดปลายงวดลดลง 34.3 ล้านบาท มาอยู่ที่ 334.2 ล้านบาท
อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญในไตรมาส 2 ปี 2566 ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 2.1% (เพิ่มขึ้น 2.4%), ROE อยู่ที่ 0.7% (เพิ่มขึ้น 1.2%), ROA อยู่ที่ 0.5% (เพิ่มขึ้น 0.9%) อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงมาอยู่ที่ 0.4 เท่า และอัตราส่วนสภาพคล่องเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.8 เท่า
สรุปท้าย
ผลประกอบการของ MODERN ในไตรมาส 2 ปี 2566 แสดงสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน โดยมีกำไรสุทธิพลิกกลับมาเป็นบวกอย่างมีนัยสำคัญจากการเติบโตของรายได้ในธุรกิจเฟอร์นิเจอร์โครงการและการบริหารต้นทุนขายที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องจับตาแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจหลัก และการปรับตัวของธุรกิจอื่นที่ยังเผชิญแรงกดดัน รวมถึงปัจจัยภายนอกที่อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ในระยะต่อไป