เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
NER กำไรสุทธิ Q2/2566 โต 19.63% รับแรงหนุนยอดขายต่างประเทศพุ่ง
ข่าวสาร

NER กำไรสุทธิ Q2/2566 โต 19.63% รับแรงหนุนยอดขายต่างประเทศพุ่ง

NER P/E 5.41 YIELD 6.92
5 วัน 08:32 น. 0 ความเห็น

รายได้โตตามปริมาณขายต่างแดน ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบยังเป็นปัจจัยกดดัน

บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 457.21 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.63% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของรายได้จากการขายในต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าต้นทุนวัตถุดิบจะยังคงเป็นแรงกดดันต่ออัตรากำไรก็ตาม

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ NER ในไตรมาส 2/2566 คือ การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของรายได้จากการขายในต่างประเทศ ซึ่งส่งผลให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 19.63% หรือ 75.01 ล้านบาท มาอยู่ที่ 457.21 ล้านบาท แม้ว่าภาพรวมต้นทุนวัตถุดิบจะยังคงสูงกว่าราคาขายเฉลี่ย

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

การเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายในต่างประเทศเป็นผลมาจาก ปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในผลิตภัณฑ์ยางแท่ง (STR20, STR-Mixture) ซึ่งได้รับคำสั่งซื้อจากลูกค้าต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ทำให้สัดส่วนยอดขายต่างประเทศปรับเพิ่มขึ้นจาก 30% ในปีก่อนเป็น 38% ในปีนี้ แม้ว่าราคาขายเฉลี่ยจะลดลง 15.25% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่การเพิ่มขึ้นของปริมาณการขายสามารถชดเชยผลกระทบด้านราคาได้

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจัดการระบุว่า ต้นทุนวัตถุดิบยังคงเป็นปัจจัยกดดัน โดยต้นทุนวัตถุดิบและวัสดุสิ้นเปลืองใช้ไปเพิ่มขึ้น 1.51% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเกิดจากการปรับตัวลดลงของราคายางในตลาดช่วงครึ่งหลังของปี 2565 และปรับขึ้นเล็กน้อยในช่วงต้นปี 2566 แต่เมื่อเทียบราคาขายเฉลี่ยแล้วยังต่ำกว่าปีก่อน ส่งผลให้สัดส่วนต้นทุนขายต่อรายได้สูงขึ้น

นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 80.13 ล้านบาท สัมพันธ์กับรายได้จากการขายต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะค่ากองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง และค่าขนส่งสินค้า ขณะที่ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 211.48% ในไตรมาส 2/2566 (งวด 3 เดือน) และ 29.88 ล้านบาทในงวด 6 เดือนแรก เนื่องจากบัตรส่งเสริมการลงทุนสำหรับผลิตภัณฑ์ยางแผ่นรมควัน (RSS) และยางผสมอัดแท่ง (STR-Mixture) ของโรงงานยางแท่งแห่งที่ 1 ได้หมดอายุลง

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

มีโอกาสต่อเนื่อง แต่ต้องจับตาปัจจัยกดดัน การที่สัดส่วนยอดขายต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 38% บ่งชี้ถึงการขยายฐานลูกค้าในต่างประเทศ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดี อย่างไรก็ตาม การที่ราคาขายเฉลี่ยลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน และต้นทุนวัตถุดิบที่ยังคงเป็นแรงกดดัน อาจส่งผลต่ออัตรากำไรในระยะถัดไป หากราคายางในตลาดโลกไม่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การหมดสิทธิประโยชน์ทางภาษีก็เป็นปัจจัยที่ต้องพิจารณาต่อเนื่องเช่นกัน

Highlight สำคัญ

  • กำไรสุทธิ Q2/2566 เติบโต 19.63% YoY อยู่ที่ 457.21 ล้านบาท
  • รายได้จากการขายรวม Q2/2566 เพิ่มขึ้น 24.38% YoY แตะ 6,557.58 ล้านบาท
  • ยอดขายต่างประเทศพุ่งแรง 175.68% YoY สัดส่วนเพิ่มเป็น 39.07% ของยอดขายรวม
  • ปริมาณขายรวม Q2/2566 เพิ่มขึ้น 46.47% YoY อยู่ที่ 129,479 ตัน
  • ต้นทุนวัตถุดิบยังเป็นแรงกดดัน สัดส่วนต้นทุนขายต่อรายได้สูงขึ้นจากการลดลงของราคาขายเฉลี่ย
  • ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้นมาก จากการหมดสิทธิประโยชน์ทางภาษี

ภาพรวมผลประกอบการ

สำหรับไตรมาส 2 ปี 2566 NER มีรายได้จากการขายรวม 6,557.58 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.38% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปริมาณขายรวมเพิ่มขึ้น 46.47% เป็น 129,479 ตัน แม้ว่ารายได้จากการขายในประเทศจะลดลง 8.00% แต่ได้รับการชดเชยด้วยรายได้จากการขายต่างประเทศที่เติบโตถึง 175.68% กำไรสุทธิอยู่ที่ 457.21 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.63% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวม 12,811.98 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.92% โดยมีปริมาณขายรวมเพิ่มขึ้น 39.14% เป็น 257,052 ตัน กำไรสุทธิอยู่ที่ 771.59 ล้านบาท ลดลง 9.34% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

โอกาส

  • การขยายตลาดต่างประเทศ: การที่สัดส่วนยอดขายต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงถึงศักยภาพในการขยายฐานลูกค้าและเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดในต่างประเทศ
  • คำสั่งซื้อจากลูกค้าต่างประเทศ: การได้รับคำสั่งซื้อจำนวนมากในผลิตภัณฑ์ยางแท่ง (STR20, STR-Mixture) จากลูกค้าต่างประเทศ เป็นสัญญาณบวกต่อปริมาณการขายในอนาคต
  • การบริหารจัดการต้นทุน: หากบริษัทฯ สามารถบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบและต้นทุนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นได้

ความเสี่ยง

  • ความผันผวนของราคายางพารา: ราคาวัตถุดิบยางพารามีความผันผวนสูง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและอัตรากำไร
  • การแข่งขันในตลาด: ตลาดผลิตภัณฑ์ยางพารามีการแข่งขันสูง ทั้งจากผู้ผลิตในประเทศและต่างประเทศ
  • อัตราแลกเปลี่ยน: แม้ว่าในงวด 6 เดือนแรกปี 2566 จะมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน แต่ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา
  • ผลกระทบจากการหมดสิทธิประโยชน์ทางภาษี: การหมดอายุของบัตรส่งเสริมการลงทุนสำหรับผลิตภัณฑ์ยางบางประเภท จะส่งผลให้ภาระภาษีเพิ่มขึ้น

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • แนวโน้มราคาขายเฉลี่ยผลิตภัณฑ์ยางพาราในตลาดโลก
  • ปริมาณคำสั่งซื้อจากลูกค้าต่างประเทศในไตรมาสถัดไป
  • ความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบและต้นทุนการผลิต
  • ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีและสิทธิประโยชน์ทางภาษี
  • ความเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยน

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร)

ราคาวัตถุดิบ/สินค้า: ราคาขายเฉลี่ยผลิตภัณฑ์ยางพาราของ NER ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2566 ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 15.25% ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันอัตรากำไร แม้ว่าปริมาณขายจะเพิ่มขึ้นก็ตาม

Volume: ปริมาณการขายรวมในไตรมาส 2/2566 เพิ่มขึ้น 46.47% YoY และ 39.14% ในงวด 6 เดือนแรกปี 2566 โดยเฉพาะการเติบโตของยอดขายในต่างประเทศที่สูงถึง 175.68% ในไตรมาส 2/2566

GPM: แม้ว่าฝ่ายจัดการจะระบุว่ากำไรขั้นต้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนสูงขึ้น 4.90% ในงวด 6 เดือนแรก แต่การที่ราคาขายเฉลี่ยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อ GPM ในระยะยาว

ช่องทางขาย: สัดส่วนยอดขายต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 30% ในปี 2565 เป็น 38% ในปี 2566 ซึ่งเป็นทิศทางที่น่าสนใจ

สต็อก: เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณสต็อกสินค้าคงคลัง

อัตราแลกเปลี่ยน/ส่งออก: กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนในงวด 6 เดือนแรกปี 2566 เพิ่มขึ้น 5.23 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ยอดขายต่างประเทศเติบโตอย่างโดดเด่น

ฤดูกาลผลิต: เอกสารไม่ได้ระบุถึงปัจจัยด้านฤดูกาลผลิตที่ชัดเจน

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 15,310.49 ล้านบาท ลดลง 6.11% จากสิ้นปี 2565 โดยสินทรัพย์หมุนเวียนลดลง 7.08% ส่วนใหญ่มาจากการจ่ายชำระหนี้เงินกู้ยืมระยะสั้นและลูกหนี้การค้าลดลง

หนี้สินรวมอยู่ที่ 8,523.51 ล้านบาท ลดลง 12.30% จากสิ้นปี 2565 โดยหนี้สินหมุนเวียนลดลง 25.19% จากการชำระคืนเงินกู้ยืมระยะสั้นและเงินเบิกเกินบัญชี ขณะที่เจ้าหนี้การค้าและเงินมัดจำรับล่วงหน้าเพิ่มขึ้น

ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 6,786.97 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.02% จากสิ้นปี 2565 ซึ่งเป็นผลมาจากกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้น และการจ่ายเงินปันผล

สรุปท้าย

NER ในไตรมาส 2/2566 สามารถพลิกฟื้นกำไรสุทธิให้เติบโตได้ 19.63% โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การขยายตัวอย่างแข็งแกร่งของยอดขายในต่างประเทศ ซึ่งเป็นผลจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังคงอยู่ที่แรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงกว่าราคาขายเฉลี่ย และภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นจากการหมดสิทธิประโยชน์ทางภาษี นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มราคาขายเฉลี่ยและต้นทุนวัตถุดิบ รวมถึงความสามารถในการรักษาฐานลูกค้าในต่างประเทศ เพื่อประเมินทิศทางผลประกอบการในระยะต่อไป

ยังไม่มีความคิดเห็น