เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
MBK Q2/2566 กำไรสุทธิพุ่ง 1,897% รับส่วนแบ่งเงินลงทุน-รายได้อื่นโต
ข่าวสาร

MBK Q2/2566 กำไรสุทธิพุ่ง 1,897% รับส่วนแบ่งเงินลงทุน-รายได้อื่นโต

MBK P/E 10.30 YIELD 4.68
2 อาทิตย์ 08:02 น. 0 ความเห็น

ส่วนแบ่งเงินลงทุน TCAP หนุนกำไร MBK Q2/2566 โตแรง ขณะที่รายได้รวมเพิ่ม 23%

บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) หรือ MBK รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น 722 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 2,229% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 31 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงรายได้อื่นที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่รายได้จากการดำเนินงานรวมเติบโต 23%

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจสำคัญที่ทำให้กำไรสุทธิของ MBK ในไตรมาส 2 ปี 2566 พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด คือ การรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะจากการเปลี่ยนสถานะเงินลงทุนในบริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) (TCAP) มาเป็นเงินลงทุนในบริษัทร่วม ส่งผลให้รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจำนวนมาก นอกจากนี้ รายได้อื่นที่เพิ่มขึ้น จากเงินปันผลจากการลงทุนในหุ้น TCAP ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนกำไร

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

  • ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น: ปัจจัยหลักมาจากการที่ MBK ได้เปลี่ยนสถานะเงินลงทุนในหุ้น TCAP จาก "เงินลงทุนในตราสารทุนที่วัดมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น" มาเป็น "เงินลงทุนในบริษัทร่วม" ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2566 ทำให้เริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก TCAP ได้ ซึ่งในไตรมาส 2/2566 รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก TCAP เป็นจำนวน 278 ล้านบาท นอกจากนี้ ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่ประกอบธุรกิจศูนย์การค้าก็ปรับตัวดีขึ้น 25 ล้านบาท เนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลายลง
  • รายได้อื่นเพิ่มขึ้น: การลงทุนในหุ้น TCAP ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ MBK รับรู้รายได้เงินปันผลเพิ่มขึ้น 145 ล้านบาทในไตรมาส 2/2566

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

มีโอกาสต่อเนื่อง แต่ต้องจับตาการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก TCAP เป็นหลัก การเปลี่ยนสถานะเงินลงทุนใน TCAP เป็นบริษัทร่วมจะส่งผลให้ MBK รับรู้ส่วนแบ่งกำไรได้อย่างต่อเนื่องในงวดบัญชีถัดไป อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการในส่วนนี้จะขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของ TCAP เอง ส่วนปัจจัยอื่นๆ เช่น การฟื้นตัวของธุรกิจศูนย์การค้าและโรงแรมจากการคลี่คลายของสถานการณ์ COVID-19 มีแนวโน้มจะส่งผลดีต่อเนื่อง แต่การเปลี่ยนแปลงของรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลงอาจเป็นปัจจัยกดดันบางส่วน

Highlight สำคัญ

  • กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นพุ่งสูงถึง 722 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,229% YoY จาก 31 ล้านบาท
  • รายได้จากการดำเนินงานรวม 2,384 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% YoY จาก 1,946 ล้านบาท
  • กำไรจากการดำเนินงานพลิกจากขาดทุน 67 ล้านบาท เป็นกำไร 257 ล้านบาท
  • ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้าเพิ่มขึ้น 500% เป็น 366 ล้านบาท
  • รายได้อื่นเพิ่มขึ้น 67% เป็น 441 ล้านบาท
  • ธุรกิจศูนย์การค้ามีรายได้เพิ่มขึ้น 69% จากการคลี่คลายของ COVID-19 และการปรับปรุงศูนย์การค้า
  • ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวมีรายได้เพิ่มขึ้น 54% จากการเปิดประเทศและการส่งเสริมการท่องเที่ยว
  • ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีรายได้ลดลง 29% เนื่องจากยอดโอนกรรมสิทธิ์บ้านที่ต่ำกว่าปีก่อน

ภาพรวมผลประกอบการ

MBK รายงานผลประกอบการสำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2566 มีรายได้จากการดำเนินงาน 2,384 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน (YoY) ขณะที่กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 722 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 2,229% YoY จาก 31 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากการพลิกจากขาดทุนจากการดำเนินงานมาเป็นกำไร และการเพิ่มขึ้นอย่างมากของส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้า รวมถึงรายได้อื่น

สำหรับงวดหกเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2566 รายได้จากการดำเนินงานอยู่ที่ 4,759 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% YoY และกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 895 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,062% YoY จาก 77 ล้านบาท

โอกาส

  • การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและบริการ: การผ่อนคลายมาตรการควบคุม COVID-19 และการเปิดประเทศ ส่งผลให้ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว รวมถึงธุรกิจศูนย์การค้า มีแนวโน้มการฟื้นตัวที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • การรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก TCAP: การเปลี่ยนสถานะเงินลงทุนใน TCAP มาเป็นบริษัทร่วม จะส่งผลให้ MBK รับรู้ส่วนแบ่งกำไรได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต
  • การปรับปรุงศูนย์การค้า: การปรับปรุง MBK Center และ Paradise Park จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจและดึงดูดลูกค้าได้มากขึ้น
  • การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่: MBK มีแผนจะขึ้นโครงการที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ และศึกษาพัฒนาโครงการบนที่ดินรอการพัฒนา ซึ่งจะช่วยสร้างการเติบโตในอนาคต
  • การขยายธุรกิจประมูล: การขยายสาขาประมูลรถยนต์ไปยังต่างจังหวัด ช่วยเพิ่มจำนวนรถเข้าประมูลและรายได้

ความเสี่ยง

  • ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว: ปัจจัยภายนอก เช่น ราคาน้ำมัน อัตราเงินเฟ้อ และสงครามรัสเซีย-ยูเครน อาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค
  • การแข่งขันในธุรกิจศูนย์การค้า: การปรับปรุงศูนย์การค้าเพื่อเพิ่มความหลากหลายของร้านค้าและสินค้า อาจเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง
  • ผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ย: การกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์โดย สคบ. อาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของธุรกิจการเงิน
  • ความไม่แน่นอนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์: การชะลอการเปิดโครงการใหม่ และการรอการโอนกรรมสิทธิ์บ้าน อาจส่งผลกระทบต่อรายได้ในระยะสั้น

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • ผลการดำเนินงานของ TCAP: จะส่งผลโดยตรงต่อส่วนแบ่งกำไรที่ MBK จะรับรู้
  • ความคืบหน้าการปรับปรุงศูนย์การค้า: โดยเฉพาะ Paradise Park ที่จะแล้วเสร็จในไตรมาส 4 ปี 2566
  • ยอดขายและยอดโอนของโครงการอสังหาริมทรัพย์: โดยเฉพาะโครงการที่อยู่อาศัยที่มียอดขายรอการรับรู้ (Backlog)
  • การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน: ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้น
  • การดำเนินธุรกิจใหม่ในปีนี้: ของธุรกิจการเงิน เพื่อสร้างโอกาสและรายได้ที่เพิ่มขึ้น

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)

รายได้จากการดำเนินงาน:

  • ธุรกิจศูนย์การค้า: รายได้เพิ่มขึ้น 69% ในไตรมาส 2/2566 เป็น 651 ล้านบาท จาก 385 ล้านบาท YoY โดยมีปัจจัยหลักจากการคลี่คลายของ COVID-19 การยกเลิกการให้ส่วนลดค่าเช่า และการปรับปรุงศูนย์การค้า MBK Center รวมถึงการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ
  • ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว: รายได้เพิ่มขึ้น 54% ในไตรมาส 2/2566 เป็น 274 ล้านบาท จาก 178 ล้านบาท YoY จากการเปิดประเทศ การส่งเสริมการท่องเที่ยว และโปรโมชั่นที่พัก
  • ธุรกิจกอล์ฟ: รายได้เพิ่มขึ้น 16% ในไตรมาส 2/2566 เป็น 111 ล้านบาท จาก 96 ล้านบาท YoY จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการจัดโปรโมชั่น
  • ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์: รายได้ลดลง 29% ในไตรมาส 2/2566 เป็น 89 ล้านบาท จาก 125 ล้านบาท YoY เนื่องจากยอดโอนกรรมสิทธิ์บ้านที่ต่ำกว่าปีก่อน อย่างไรก็ตาม มี Backlog รอรับรู้รายได้ในช่วงครึ่งปีหลังจำนวน 1,000 ล้านบาท
  • ธุรกิจอาหาร: รายได้ลดลงเล็กน้อย 1% ในไตรมาส 2/2566 เป็น 403 ล้านบาท จาก 404 ล้านบาท YoY โดยธุรกิจศูนย์อาหารมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ธุรกิจขายข้าวลดลง
  • ธุรกิจการเงิน: รายได้เพิ่มขึ้น 7% ในไตรมาส 2/2566 เป็น 667 ล้านบาท จาก 622 ล้านบาท YoY จากการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น แต่ธุรกิจเช่าซื้อรถจักรยานยนต์มีรายได้ลดลง 17% จากผลกระทบเพดานดอกเบี้ย

กำไร(ขาดทุน)จากการดำเนินงาน:

  • ธุรกิจศูนย์การค้า: พลิกจากขาดทุน 252 ล้านบาท เป็นกำไร 49 ล้านบาท YoY
  • ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว: พลิกจากขาดทุน 26 ล้านบาท เป็นกำไร 34 ล้านบาท YoY
  • ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์: กำไรลดลง 78% ในไตรมาส 2/2566 เป็น 4 ล้านบาท จาก 18 ล้านบาท YoY
  • ธุรกิจการเงิน: กำไรเพิ่มขึ้น 33% ในไตรมาส 2/2566 เป็น 205 ล้านบาท จาก 154 ล้านบาท YoY

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

ฐานะการเงิน: ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 กลุ่มบริษัทมีสินทรัพย์รวม 56,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากสิ้นปี 2565 โดยมีหนี้สินรวม 34,174 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% และส่วนของผู้ถือหุ้น 22,226 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2%

  • เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้: ลดลง 4% เป็น 14,047 ล้านบาท โดยพอร์ตเช่าซื้อรถจักรยานยนต์เพิ่มขึ้น แต่พอร์ตเงินให้กู้ยืมโดยมีหลักทรัพย์ค้ำประกันลดลงจากการชำระคืนของลูกหนี้รายใหญ่
  • เงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้า: เพิ่มขึ้น 174% เป็น 14,846 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากการโอนสถานะเงินลงทุนใน TCAP เป็นบริษัทร่วม
  • หนี้สิน: เงินกู้ยืมระยะสั้นเพิ่มขึ้น 177% เป็น 2,601 ล้านบาท เพื่อสำรองสภาพคล่อง หุ้นกู้ระยะยาวเพิ่มขึ้น 11% เป็น 15,771 ล้านบาท เพื่อชำระคืนหุ้นกู้เดิมและลงทุนในโครงการ

กระแสเงินสด: สำหรับงวดหกเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2566 กระแสเงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน 2,227 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% YoY

  • กิจกรรมลงทุน: กระแสเงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมลงทุนลดลง 776% เป็น 2,198 ล้านบาท เนื่องจากมีการจ่ายเงินลงทุนในหุ้น TCAP ลดลง
  • กิจกรรมจัดหาเงิน: กระแสเงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมจัดหาเงินเพิ่มขึ้น 168% เป็น 346 ล้านบาท จากการรับเงินกู้ยืมระยะสั้นและออกหุ้นกู้ระยะยาวเพิ่มขึ้น

สรุปท้าย

MBK ในไตรมาส 2 ปี 2566 โชว์ผลประกอบการที่โดดเด่น โดยมีกำไรสุทธิพุ่งสูงถึง 2,229% YoY เป็นผลจากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจำนวนมากจากการเปลี่ยนสถานะเงินลงทุนใน TCAP เป็นบริษัทร่วม และการฟื้นตัวของธุรกิจหลักอย่างศูนย์การค้าและโรงแรม ขณะที่รายได้รวมเติบโต 23% อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลก และการแข่งขันในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลการดำเนินงานของ TCAP ที่จะส่งผลต่อส่วนแบ่งกำไรในอนาคต

ยังไม่มีความคิดเห็น