KLINIQ Q2/66 กำไรสุทธิพุ่ง 29.4% รับรายได้โต 40.9% จากการขยายสาขา-ท่องเที่ยวฟื้น
รายได้-กำไรโตตามการขยายสาขา-ท่องเที่ยวฟื้น ขณะที่ต้นทุนแพทย์ศัลยกรรมกดดันมาร์จิ้นเล็กน้อย
บริษัท เดอะคลีนิกค์ คลินิกเวชกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ KLINIQ รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 70.65 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้จากการขายและบริการเติบโต 40.9% เป็น 539.68 ล้านบาท ปัจจัยหลักมาจากการขยายจำนวนสาขา การฟื้นตัวของการท่องเที่ยว และการตลาดที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นปรับลดลงเล็กน้อยจากต้นทุนค่าแพทย์เฉพาะทางที่สูงขึ้น
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ KLINIQ ในไตรมาส 2 ปี 2566 คือ การเติบโตอย่างแข็งแกร่งของรายได้จากการขายและบริการที่เพิ่มขึ้น 40.9% ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกำไรสุทธิที่ปรับตัวขึ้น 29.4% โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากหลายส่วน
ประการแรก การขยายจำนวนสาขา จาก 36 สาขาใน Q2/65 เป็น 46 สาขาใน Q2/66 ทำให้บริษัทมีฐานลูกค้าที่กว้างขึ้นและเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น นอกจากนี้ การฟื้นตัวของการท่องเที่ยว หลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย และการเดินทางระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ยังส่งผลให้มีลูกค้าต่างชาติเข้ามาใช้บริการมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อรายได้
ประการที่สอง การทำการตลาดที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย ช่วยให้ลูกค้ามีความรู้จักและเข้าถึงแบรนด์ได้มากขึ้น รวมถึงการ ขยายฐานลูกค้าผ่านศูนย์ศัลยกรรมและแบรนด์ L.A.B.X. ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันรายได้ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง
ประการสุดท้าย Same Store Sales Growth (SSSG) - Cash Sales ที่เติบโตขึ้น 9.4% บ่งชี้ว่าสาขาเดิมยังคงมีศักยภาพในการสร้างรายได้ที่ดี
อย่างไรก็ตาม แม้รายได้จะเติบโต แต่ อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) กลับปรับลดลงเล็กน้อยจาก 57.3% ใน Q2/65 มาอยู่ที่ 54.9% ใน Q2/66 สาเหตุหลักมาจาก ต้นทุนค่าแพทย์เฉพาะทาง (Doctor Fee) ของ THE KLINIQUE SURGERY CENTER ที่มีอัตราสูงกว่าแผนกอื่น ประกอบกับการปรับตัวขึ้นของต้นทุนยาและเวชภัณฑ์บางรายการ รวมถึงค่าเสื่อมราคาเครื่องมือแพทย์ใหม่ที่เพิ่มขึ้น
จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่: ปัจจัยบวกด้านการขยายสาขาและการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มที่จะส่งผลดีต่อรายได้ของบริษัทอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ต้นทุนค่าแพทย์เฉพาะทางและต้นทุนยาที่ปรับตัวขึ้น อาจเป็นปัจจัยที่กดดันอัตรากำไรขั้นต้นในระยะต่อไป ซึ่งต้องติดตามการบริหารจัดการต้นทุนของฝ่ายจัดการอย่างใกล้ชิด
Highlight สำคัญ
- รายได้จากการขายและบริการ Q2/66 เติบโต 40.9% YoY แตะ 539.68 ล้านบาท
- กำไรสุทธิ Q2/66 เพิ่มขึ้น 29.4% YoY อยู่ที่ 70.65 ล้านบาท
- จำนวนสาขาเพิ่มขึ้นเป็น 46 สาขา จาก 36 สาขาในปีก่อน
- Same Store Sales Growth (SSSG) - Cash Sales เติบโต 9.4%
- อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลงเล็กน้อย จาก 57.3% เป็น 54.9% YoY
- ต้นทุนค่าแพทย์เฉพาะทางและต้นทุนยาเป็นปัจจัยกดดัน GPM
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2566 KLINIQ มีรายได้จากการขายและบริการรวม 539.68 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนสาขา การขยายบริการให้ครอบคลุมความต้องการของลูกค้า การตลาดที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวที่ส่งผลให้ลูกค้าต่างชาติเข้ามาใช้บริการมากขึ้น นอกจากนี้ การเติบโตของศูนย์ศัลยกรรมและแบรนด์ L.A.B.X. ยังช่วยขยายฐานลูกค้าและผลักดันรายได้ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมี Same Store Sales Growth (SSSG) - Cash Sales เติบโต 9.4%
ต้นทุนขายและต้นทุนบริการอยู่ที่ 243.63 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.1% ส่งผลให้กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 296.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.8% แต่อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 54.9% ในปีก่อนมาอยู่ที่ 57.3% ในไตรมาสนี้ เนื่องจากต้นทุนค่าแพทย์เฉพาะทางของ THE KLINIQUE SURGERY CENTER ที่สูงกว่าแผนกอื่น รวมถึงต้นทุนยาและเวชภัณฑ์บางรายการที่ปรับตัวสูงขึ้น และค่าเสื่อมราคาเครื่องมือแพทย์ใหม่ที่เพิ่มขึ้น
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารรวมอยู่ที่ 214.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40.2% ตามการเติบโตของรายได้ โดยส่วนใหญ่มาจากค่าใช้จ่ายพนักงาน ค่าคอมมิชชั่น และค่าธรรมเนียมการชำระเงิน อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อน
ส่งผลให้กำไรสุทธิสำหรับงวดอยู่ที่ 70.65 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
โอกาส
- การขยายจำนวนสาขาอย่างต่อเนื่อง: การเพิ่มจำนวนสาขาเป็นกลยุทธ์หลักในการเข้าถึงลูกค้าใหม่และเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด
- การฟื้นตัวของการท่องเที่ยว: การกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มรายได้ โดยเฉพาะบริการระดับพรีเมียม
- การขยายบริการและแบรนด์: การเพิ่มบริการใหม่ เช่น กายภาพบำบัดภายใต้แบรนด์ KLINIQ SPA และการเติบโตของศูนย์ศัลยกรรมและ L.A.B.X. ช่วยขยายฐานลูกค้าและเพิ่มแหล่งรายได้
- การตลาดที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย: การทำแคมเปญการตลาดที่มีประสิทธิภาพช่วยสร้างการรับรู้และดึงดูดลูกค้า
ความเสี่ยง
- ต้นทุนค่าแพทย์เฉพาะทางและต้นทุนยาที่ปรับตัวสูงขึ้น: เป็นปัจจัยกดดันอัตรากำไรขั้นต้น
- การแข่งขันในอุตสาหกรรมความงามและสุขภาพ: การแข่งขันที่รุนแรงอาจส่งผลต่อราคาขายและส่วนแบ่งทางการตลาด
- การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค: ความต้องการและเทรนด์ในอุตสาหกรรมความงามมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
- ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ: ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มอัตรากำไรขั้นต้น: ติดตามการบริหารจัดการต้นทุนค่าแพทย์และต้นทุนยา
- การเติบโตของสาขาใหม่: ประสิทธิภาพในการสร้างรายได้ของสาขาที่เปิดใหม่
- ผลตอบรับจากบริการใหม่: โดยเฉพาะ KLINIQ SPA ที่เพิ่งเริ่มเปิดให้บริการ
- จำนวนลูกค้าต่างชาติ: การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของการท่องเที่ยว
- แผนการตลาดและการขยายบริการ: กลยุทธ์ในการรักษาฐานลูกค้าเดิมและขยายฐานลูกค้าใหม่
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
รายได้: รายได้จากการขายและบริการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ 40.9% YoY โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนสาขา (จาก 36 เป็น 46 สาขา) การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวที่ส่งผลดีต่อลูกค้าต่างชาติ และการตลาดที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การเติบโตของศูนย์ศัลยกรรมและแบรนด์ L.A.B.X. ยังช่วยขยายฐานลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง โดย SSSG - Cash Sales เติบโต 9.4% สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของสาขาเดิม
อัตรากำไรขั้นต้น: แม้รายได้จะเติบโต แต่ GPM ลดลงเล็กน้อยจาก 57.3% เป็น 54.9% YoY สาเหตุหลักมาจากต้นทุนค่าแพทย์เฉพาะทางของ THE KLINIQUE SURGERY CENTER ที่สูงกว่าแผนกอื่น รวมถึงต้นทุนยาและเวชภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น และค่าเสื่อมราคาเครื่องมือแพทย์ใหม่ที่เพิ่มขึ้น
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร: เพิ่มขึ้น 40.2% YoY สอดคล้องกับการเติบโตของรายได้ โดยมีสัดส่วนต่อรายได้ลดลงเล็กน้อย
จำนวนสาขา: มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดย ณ สิ้นไตรมาส 2/66 มี 46 สาขา (THE KLINIQUE 37, L.A.B.X 7, THE KLINIQUE SURGERY CENTER 1, KLINIQ SPA 1)
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 สินทรัพย์รวมอยู่ที่ 2,682.04 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.5% จากสิ้นปี 2565 โดยเป็นการลงทุนในเครื่องมือแพทย์ การขยายพื้นที่สาขาเดิม การเปิดสาขาใหม่ และการสำรองยาและเวชภัณฑ์ หนี้สินรวมอยู่ที่ 1,006.58 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.6% จากสิ้นปี 2565 ส่วนใหญ่มาจากหนี้สินตามสัญญาเช่าซื้อที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของบริษัท และเจ้าหนี้ในการลงทุนก่อสร้างสาขาและซื้อเครื่องมือแพทย์ ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 1,675.46 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.85%
กระแสเงินสดจากการดำเนินงานใน Q2/66 อยู่ที่ 189.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% YoY จากเงินสดรับจากการขายที่เพิ่มขึ้น กระแสเงินสดใช้ไปในกิจกรรมลงทุนเพิ่มขึ้น 119% YoY จากการลงทุนในเครื่องมือแพทย์และขยายสาขาใหม่ กระแสเงินสดใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงินเพิ่มขึ้น 189.8% YoY จากการจ่ายคืนสัญญาเช่าซื้อและจ่ายปันผล
วงจรเงินสด (Cash Cycle) อยู่ที่ -22.94 วัน ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการบริหารสินค้าคงคลังและการชำระหนี้
สรุปท้าย
KLINIQ โชว์ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 เติบโตแข็งแกร่ง โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง การฟื้นตัวของการท่องเที่ยว และการตลาดที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ส่งผลให้รายได้และกำไรสุทธิเติบโตอย่างน่าพอใจ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาปัจจัยกดดันด้านอัตรากำไรขั้นต้นจากต้นทุนค่าแพทย์เฉพาะทางและต้นทุนยาที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งฝ่ายจัดการต้องบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นในอุตสาหกรรมบริการสุขภาพและความงาม