สรุปภาพรวมผลการดำเนินงาน THG ไตรมาส 1/2569
ไฮไลท์สำคัญ: กำไรสุทธิพุ่งทะยานแม้รายได้รวมย่อตัว
บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG เผยผลประกอบการไตรมาส 1/2569 โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ 2,116.8 ล้านบาท ลดลง 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถทำกำไรสุทธิเติบโตได้มากกว่า 100% และหากพิจารณากำไรสุทธิปกติ (Normalized Profit) พบว่าปรับตัวดีขึ้นถึง 54.8% สะท้อนถึงประสิทธิภาพการบริหารจัดการต้นทุนที่แข็งแกร่งและการมุ่งเน้นเคสรักษาที่มีความซับซ้อนสูง
"แม้รายได้รวมจะได้รับผลกระทบจากปริมาณผู้ป่วยในที่ลดลง แต่การเพิ่มคุณค่าผ่านศูนย์เฉพาะทางและการควบคุมต้นทุนอย่างมีวินัย ทำให้กำไรสุทธิปกติเติบโตอย่างโดดเด่นถึง 54.8%"
เจาะลึกผลการดำเนินงาน: เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ
ในไตรมาสนี้ ธุรกิจโรงพยาบาลหลักยังคงเป็นฐานรายได้สำคัญคิดเป็น 91% ของรายได้รวม แม้จำนวนวันนอนต่อวัน (Best Day per Day) จะลดลง 15.4% และ Occupancy Rate ของผู้ป่วยนอกอยู่ที่ 43% (-2.8%) แต่บริษัทสามารถสร้างรายได้เฉลี่ยต่อการรักษา (Revenue per Discharge) เพิ่มขึ้นถึง 7.8% อยู่ที่ 77,214 บาท โดยเฉพาะศูนย์เบาหวานและศัลยกรรมที่เติบโตสูงถึง 33% ส่งผลให้กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 442 ล้านบาท (-11.4% YoY) และ EBITDA อยู่ที่ 390.8 ล้านบาท (-14.8% YoY) ซึ่งหากหักรายการพิเศษจากการขายที่ดินในปีก่อนออก จะพบว่า EBITDA มีแนวโน้มทรงตัวและพร้อมเติบโตในครึ่งปีหลัง
ข้อสังเกตและปัจจัยท้าทาย: การปรับตัวท่ามกลางความผันผวน
THG เผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยภายนอก ทั้งภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่ส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนและต้นทุนเวชภัณฑ์ ทำให้บริษัทต้องปรับกลยุทธ์สำรองเวชภัณฑ์เพิ่มขึ้นจาก 45 วัน เป็น 70–90 วัน เพื่อลดความเสี่ยง นอกจากนี้ยังต้องติดตามการประมูลศูนย์หัวใจกับภาครัฐที่อยู่ระหว่างการเจรจา รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงในภูมิภาคใต้และอีสาน อย่างไรก็ตาม บริษัทได้วางกลยุทธ์เชิงรุกด้วยการเพิ่มคุณค่าผู้ป่วยรายเดิมและขยายโครงการธนบุรี Wellbeing เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับรายได้ในระยะยาว
สรุปทิศทางธุรกิจ: มุ่งสู่เป้าหมายการเติบโตปี 2570
สำหรับช่วงที่เหลือของปี 2569 บริษัทคาดการณ์การฟื้นตัวจากปัจจัยฤดูกาล (Seasonal Demand) ในไตรมาส 2 และความโดดเด่นในไตรมาส 3-4 จากการเพิ่มขึ้นของปริมาณผู้ป่วยและการปรับเคสมิก (Case Mix) ที่มีมูลค่าสูงขึ้น โดยตั้งเป้าหมายระยะยาวในปี 2570 ให้ EBITDA Margin เพิ่มขึ้นเป็น 19% และ Gross Profit Margin เป็น 22% ผ่านการขยายศักยภาพศูนย์เฉพาะทางและการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
เจาะประเด็นร้อน (Q&A)
- การเติบโตของกำไร: เกิดจากการควบคุม Fixed Cost อย่างมีวินัย ทำให้มาร์จินดีขึ้นแม้รายได้ลดลง
- แนวโน้ม Q2: คาดว่าจะเติบโตจากโรคตามฤดูกาลและการฟื้นตัวของจำนวนผู้ป่วย (OPD/IPD)
- โครงการ Wellbeing: มีแผนโอนกรรมสิทธิ์ห้องพักอย่างน้อย 12 ห้องในปีนี้ (เฉลี่ย 1 ห้องต่อเดือน)
- ความเสี่ยงเวชภัณฑ์: ปรับเพิ่มระยะเวลาสำรองสินค้าเป็น 70–90 วัน เพื่อรับมือความผันผวนจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
- การประมูลศูนย์หัวใจ: อยู่ระหว่างกระบวนการอนุมัติของภาครัฐ คาดรับรู้รายได้หลังกระบวนการคัดเลือกเสร็จสิ้น