บทความ ข่าวสาร กิจกรรม
KSL: ขาดทุน 660 ล้าน แต่ Core Performance โต 16% จ่อเปิดตัว Cash Flow ปี 2570
P/E -100.00 YIELD 3.17 ราคา 1.26 (0.00%)
KSL: ขาดทุน 660 ล้าน แต่ Core Performance โต 16% จ่อเปิดตัว Cash Flow ปี 2570
หุ้น KSL รายงานผลประกอบการงวดปีบัญชี พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) ที่ขาดทุนสุทธิ 660 ล้านบาท หลังต้องรับภาระค่าด้อยค่าสินทรัพย์ต่างประเทศ 990 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายการบัญชีพิเศษ ไม่ใช่การขาดทุนจากกิจกรรมดำเนินงานจริง ขณะที่ผลประกอบการพื้นฐาน (Core Performance) ยังคงเติบโตอย่างมั่นคง โดยปริมาณการส่งมอบน้ำตาลเพิ่มขึ้น 16.4% และปริมาณอ้อยหีบเพิ่มขึ้น 22.7% ถึง 8.1 ล้านตัน
Core Performance ยังสดใส แม้ราคาขายลดลง 16%
แม้รายได้รวมในปี 2568 จะอยู่ที่ 11,592 ล้านบาท ลดลง 2.6% จากปีก่อนหน้า (11,900 ล้านบาท) และราคาขายเฉลี่ยน้ำตาลลดลงถึง 16% จากภาวะตลาดโลกเกินดุล แต่บริษัทสามารถรักษาอัตราการหีบอ้อยไว้ใกล้ระดับสูงสุดที่ 8.1 ล้านตัน พร้อมเพิ่มปริมาณการส่งมอบน้ำตาลเป็น 7.8 ล้านตัน หรือเติบโต 16.4% จากปีก่อน
EBITDA ก่อนรายการพิเศษอยู่ที่ 2,300 ล้านบาท และ EBITDA รวม (หลังด้อยค่า) อยู่ที่ 1,343 ล้านบาท สะท้อนว่าธุรกิจพื้นฐานยังมีเสถียรภาพ โดยกำไรปกติ (หลังด้อยค่า) อยู่ที่ 330 ล้านบาท
จุดเปลี่ยนโครงสร้าง: ปี 2570 เริ่มสร้างกระแสเงินสด
บริษัทชี้ว่าปี 2568 เป็น “จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง” เมื่อโครงการลงทุนหลักครบถ้วน โดยเฉพาะโรงงานผลิตเอทานอลและไฟฟ้าในจังหวัดสระแก้ว ซึ่งจะเริ่มให้ผลตอบแทนเต็มรูปแบบในปี 2570
- เป้าหมายระยะสั้น: ลดผลกระทบจากต้นทุนคงที่ในโรงงานใหม่ และรักษาอัตราการหีบอ้อยไว้ใกล้ 8.1 ล้านตัน
- เป้าหมายระยะยาว: เริ่มสร้างกระแสเงินสดจาก EBITDA ที่เพิ่มขึ้น และลดภาระหนี้สินด้วยเงินสดจากผลประกอบการ
ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม
แม้ธุรกิจพื้นฐานมีแนวโน้มดี แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตา:
- สถานการณ์ความไม่มั่นคงชายแดนกัมพูชา – หากขยายตัวอาจกระทบการเข้าถึงอ้อยในพื้นที่สระแก้ว
- ราคาขายเฉลี่ยน้ำตาลโลก – หากปรับตัวขึ้นจากภาวะเกินดุลลดลง หรือค่าขนส่งเพิ่ม จะเป็นปัจจัยบวก
- นโยบาย “ลดน้ำตาล” ของรัฐบาล – หากบังคับใช้จริง อาจกดดันความต้องการน้ำตาลในอุตสาหกรรมอาหาร
- แรงงานเกษตรขาดแคลน – ยังขาดเครื่องจักรช่วยเก็บเกี่ยวเพียงพอ แม้จะลดอ้อยไฟไหม้จาก 15% เหลือ 3%
สรุปใจความสำคัญ
KSL อยู่ในช่วงปรับตัวหลังการลงทุนหนัก โดยผลประกอบการปี 2568 สะท้อนต้นทุนเชิงโครงสร้างมากกว่าแนวโน้มธุรกิจพื้นฐาน อย่างไรก็ดี ปริมาณอ้อยหีบเพิ่มขึ้น 22.7% และการขยายกำลังการผลิตในสระแก้ว ชี้ว่าโครงสร้างพื้นฐานพร้อมแล้ว จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือ ปี 2570 เมื่อโครงการทั้งหมดเริ่มให้ผลตอบแทน และบริษัทจะกลับมาสู่เส้นทางของ การสร้างกระแสเงินสดอย่างยั่งยืน