TLI โชว์ผลงาน Q2/68 กำไรโตต่อเนื่อง พร้อมเผยกลยุทธ์รับมือความท้าทายเศรษฐกิจ

P/E 10.78 YIELD 4.20 ราคา 11.90 (0.00%)

TLI โชว์ผลงาน Q2/68 กำไรโตต่อเนื่อง พร้อมเผยกลยุทธ์รับมือความท้าทายเศรษฐกิจ

สรุปผลการประชุม Opportunity Day (Oppday) ไตรมาส 2 ปี 2568 ของ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ TLI โดยมีผู้บริหารเข้าร่วมนำเสนอข้อมูล ได้แก่ คุณวรางค์ ไชยวรรณ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, คุณฉีหลิง หยาง Chief Financial Officer และ Chief Actuary, คุณสรangkสี ลิมปรังกสี ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายลงทุน และคุณชนิภรณ์ ชิตวรากร ผู้อำนวยการฝ่าย นักลงทุนสัมพันธ์

1. ภาพรวมผลกระทบต่อธุรกิจ (Business Impact Overview):

TLI รายงานผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 โดยมีตัวชี้วัดทางการเงินที่สำคัญเติบโตเกินเป้าหมาย แม้เผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจและการเริ่มใช้มาตรการ Co-payment สำหรับสัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพ แต่บริษัทฯ ยังคงสามารถสร้างการเติบโตได้ดี

  • มูลค่ากำไรของธุรกิจใหม่ (VONB) ในไตรมาส 2 เติบโต 14% เมื่อเทียบกับปีก่อน และ 28% ในช่วงครึ่งปีแรก
  • เบี้ยประกันภัยปีแรกแบบคำนวณรายปี (APE) ในช่วงครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้น 29% ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมที่ 9%
  • กำไรจากการให้บริการตามสัญญากรมธรรม์ใหม่ (New Business CSM) ในช่วงครึ่งปีแรกมีมูลค่า 7,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน
  • กำไรสุทธิอยู่ที่ 6,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในระดับเลขสองหลัก

2. โอกาสทางธุรกิจ (Business Opportunities):

TLI มองเห็นโอกาสในการเติบโตจากช่องทางที่หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคลเพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ บริษัทฯ ยังคงให้ความสำคัญกับช่องทางตัวแทนในการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุ้มครองมูลค่าสูง และช่องทางพันธมิตรในการเพิ่มการเข้าถึงลูกค้า

3. ความเสี่ยงที่กำลังเผชิญ (Risks and Challenges):

บริษัทฯ ตระหนักถึงความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ต้องเผชิญอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาวะดอกเบี้ยต่ำ TLI ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัย และการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

4. วิธีการแก้ไขปัญหาผลกระทบ (Problem-Solving and Mitigation):

TLI มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงเพื่อลดผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวลดลง และยังคงสร้างมูลค่าในระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้น บริษัทฯ มีความสามารถในการปรับตัวที่ช่วยให้ยังคงรักษาความสามารถในการทำกำไรที่ดีในทุกช่องทาง

5. แนวโน้มและอนาคต (Outlook and Future Trends):

TLI มั่นใจในการสร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน ไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด บริษัทฯ ยังคงมุ่งสู่การเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งความยั่งยืนที่ส่งมอบมูลค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยนำแนวทาง ESG มาผสานเข้ากับกลยุทธ์ทางธุรกิจ

6. ช่วงถาม-ตอบ (Q&A Session): [เริ่ม Q&A นาทีที่ 31.20]

  1. **หัวข้อ: วิธีการคำนวณ % CSM Release ต่อปี**

    คำถาม: เปอร์เซ็นต์ CSM Release ต่อปี คำนวณอย่างไร?

    คำตอบ: CSM คือตัวสำรองของกำไรในงบการเงิน เมื่อบริษัทขายกรมธรรม์ใหม่ จะคำนวณกระแสเงินสดและรายได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แล้วคิดลดกลับมาตั้งเป็นสำรอง ซึ่งประกอบด้วยหนี้สิน, ผลประโยชน์ที่ต้องจ่ายให้ลูกค้าในอนาคต และกำไรที่จะเกิดขึ้นในอนาคต CSM จะถูกทยอยปล่อยและรับรู้เป็นกำไรตามบริการที่ให้ มีตารางการคำนวณของแต่ละผลิตภัณฑ์ เช่น ขายผลิตภัณฑ์ 3 ปี ปีแรกให้บริการ 15 คน ปีที่สอง 10 คน ปีที่สาม 5 คน รวม 30 คน หากปีแรกให้บริการ 15 คน คิดเป็น 50% CSM ที่คำนวณไว้ก็จะถูกปล่อยออกมา 50% เนื่องจากได้ให้บริการไปแล้ว

  2. **หัวข้อ: ประเมินภาพรวมธุรกิจครึ่งปีหลัง 2568**

    คำถาม: ประเมินภาพรวมธุรกิจในครึ่งปีหลังไว้อย่างไร จะเห็นการเติบโตต่อเนื่องจากครึ่งปีแรกได้หรือไม่ และมาจากปัจจัยใดหนุนบ้าง?

    คำตอบ: คาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะยังคงลดลงต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง ทำให้คนมองหาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การออมระยะยาว ซึ่งเป็นจุดแข็งของบริษัทประกันชีวิต TLI มีผลิตภัณฑ์หลากหลายที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกัน ตั้งแต่สะสมทรัพย์แบบดั้งเดิม, Participating Product ที่มีส่วนร่วมในเงินปันผล ไปจนถึง Investment Link ที่ควบการลงทุน คาดว่าความต้องการผลิตภัณฑ์ออมจะสูงขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง

  3. **หัวข้อ: ตั้งเป้าเบี้ยรับรวมปี 2568**

    คำถาม: ตั้งเป้าเบี้ยรับรวมปี 2568 ไว้ที่เท่าไหร่ โดยเป็นเบี้ยประกันรับใหม่เท่าไหร่ และเติบโตจากอะไรบ้าง?

    คำตอบ: ในช่วงครึ่งปีแรก เบี้ยรับรวมอยู่ที่ 42,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการขายกรมธรรม์ใหม่ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง คาดว่าแนวโน้มนี้จะดำเนินต่อไปในช่วงครึ่งปีหลัง และยังคงตั้งเป้าหมายที่จะบรรลุการเติบโตที่เป็นบวกปานกลางเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

  4. **หัวข้อ: ไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ**

    คำถาม: ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว มองว่าเป็นปัจจัยบวกต่อความต้องการ หรือเป็นความท้าทายจากเคลมที่สูงขึ้นและกำลังซื้อที่ลดลง?

    คำตอบ: การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุสร้างความต้องการที่มากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับบริษัทประกันชีวิตในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกัน คนเริ่มตระหนักถึงการวางแผนเกษียณและการมีหลักประกันที่เพียงพอ บริษัทฯ ได้เตรียมผลิตภัณฑ์ที่รองรับความต้องการนี้ และมุ่งเน้นการพัฒนาบริการที่ตอบโจทย์ผู้สูงอายุ เช่น บริการดูแลระยะยาว หรือการเข้าถึง Nursing Home ได้ง่ายขึ้น

  5. **หัวข้อ: กรณี กนง. ปรับลดดอกเบี้ย**

    คำถาม: กนง. เพิ่งปรับลดดอกเบี้ย บริษัทฯ ต้องมีการปรับพอร์ตลงทุนหรือไม่ และเน้นลงทุนอะไร?

    คำตอบ: บริษัทฯ คาดการณ์แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาลงอยู่แล้ว จึงเน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลที่มีอายุค่อนข้างยาว และทำสัญญาอนุพันธ์ Bond Forward เพื่อล็อคอัตราดอกเบี้ยที่สูงไว้ สัดส่วนการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลจึงปรับตัวเพิ่มขึ้นมาก นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนในตราสารทุนต่างประเทศค่อนข้างเยอะ เนื่องจากให้ผลตอบแทนที่ดี แม้มีความกังวลเรื่อง US Tariff บริษัทฯ ยังคงมีมุมมองที่เป็นบวกต่อการลงทุนในตราสารทุน และติดตามพัฒนาการของนโยบายทางการเงินและการคลังอย่างใกล้ชิด

  6. **หัวข้อ: ผลกระทบจากดอกเบี้ยในตลาดลดลง**

    คำถาม: การที่ดอกเบี้ยในตลาดลดลง จะส่งผลต่อบริษัทฯ อย่างไร รายรับการลงทุนจะลดลงหรือไม่ หรือต้องมีการตั้งสำรองการลดลงของดอกเบี้ยหรือไม่?

    คำตอบ: ดอกเบี้ยในตลาดลดลงส่งผลต่อผลตอบแทนจากการลงทุน เนื่องจากพอร์ตส่วนใหญ่เป็นตราสารหนี้ แต่อัตราเงินปันผลรับจากการลงทุนในตราสารทุนมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วย Offset อัตราดอกเบี้ยที่ลดลงได้ ในส่วนของการตั้งสำรอง ปกติจะตั้งสำรองในกรณีที่มีความเสี่ยงด้านเครดิต เช่น หุ้นกู้เอกชนมีโอกาสผิดนัดชำระหนี้ แต่ในกรณีที่อัตราดอกเบี้ยปรับตัวลดลง มูลค่าของสินทรัพย์ที่ลงทุนจะมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น จึงไม่จำเป็นต้องตั้งสำรองสำหรับส่วนนี้

  7. **หัวข้อ: สถานการณ์การเคลมหลัง Co-payment**

    คำถาม: สถานการณ์การเคลมในช่วงหลัง Co-payment เป็นอย่างไร?

    คำตอบ: Co-payment มีเป้าหมายเพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล และลดการใช้บริการที่ไม่จำเป็น จากการติดตาม 3 เดือนแรกหลังการใช้ Co-payment พบว่าอัตราการเคลมไม่ได้แย่ลง และอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ บริษัทฯ ยังไม่มีแรงกดดันที่จะต้องเพิ่มเบี้ยประกันสำหรับลูกค้า

สรุป: TLI ประสบความสำเร็จในการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 แม้เผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจ บริษัทฯ มีกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการบริหารความเสี่ยง คว้าโอกาสในการเติบโต และสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้น

โพสต์ล่าสุด