บริษัท สหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน)
SET · ธุรกิจการเกษตร
6.80
+0.05 (+0.74%)
สรุปสั้น
กำไรที่เพิ่มขึ้น เกิดจากรายได้ เพิ่มขึ้น 265.35 ล้านบาท +120.58% สาเหตุหลักมาจากราคาขายถัวเฉลี่ยต่อหน่วยน้ํามันปาล์มดิบ และน้ํามันเมล็ดในปาล์มปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 64.6 และ ร้อยละ 87.3 ตามลําดับ
อีกทั้งปริมาณการขายน้ํามันปาล์ม ดิบ และน้ํามันเมล็ดในปาล์มปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 22.3 และ ร้อยละ 224.0 ตามลําดับ ส่งผลให้รายได้จากการขาย เพิ่มสูงขึ้น
ส่งผลให้ในไตรมาส 2/2564 บริษัทและบริษัทย่อยมีผลกําไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเมื่อ เปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 95.8 ล้านบาท หรือร้อยละ 174.3 นอกจากนี้บริษัทบันทึกขาดทุนจากการ เปลี่ยนแปลงในมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ชีวภาพ เนื่องจากการใช้มาตรฐานการบัญชีฉบับที่4 1 เรื่องเกษตรกรรม และแนวปฏิบัติทางบัญชีสําหรับการวัดมูลค่าและรับรู้รายการของพืชเพื่อการให้ผลิตผลเพิ่มขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายในการ ขายและบริหารเพิ่มขึ้น ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ส่งผลให้กําไรสุทธิหลังหักภาษีของบริษัทและบริษัทย่อยเพิ่มขึ้น 79.2 ล้านบาท (ไตรมาส 2/2563: กําไรสุทธิหลังหักภาษีสําหรับงวด 15.9 ล้านบาท)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=7588 out_tok=2700 at=2026-07-26T11:53:58 -->
# UPOIC ปี 2564 กำไรสุทธิวูบ 19.4% รับผลกระทบเศรษฐกิจ-ต้นทุนการเงินพุ่ง
## รายได้รวมหดตัว 3.5% แต่ธุรกิจค้าส่ง-ค้าปลีกยังเติบโตได้ดี หลังรวมงบฯ แม็คโคร-โลตัสส์
บริษัท สหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) หรือ UPOIC รายงานผลประกอบการปี 2564 มีกำไรสุทธิ 12,985 ล้านบาท ลดลง 19.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้รายได้รวมจะเพิ่มขึ้น 7.5% เป็น 587,597 ล้านบาท โดยปัจจัยหลักมาจากผลกระทบเศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้อผู้บริโภคลดลง และการบันทึกต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจากการเข้าซื้อธุรกิจโลตัสส์ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะแม็คโคร ยังคงรักษาการเติบโตได้ดี
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ทำให้กำไรสุทธิของ UPOIC ในปี 2564 ลดลง 19.4% มาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ 1) **ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและกำลังซื้อผู้บริโภคที่ลดลง** ส่งผลให้ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ซึ่งเป็นธุรกิจหลักมีรายได้จากการขายและบริการลดลง 3.5% และยอดขายเฉลี่ยต่อร้านเดิมลดลง 6.7% และ 2) **ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น** จากการเข้าซื้อธุรกิจโลตัสส์ตั้งแต่ปลายปี 2563 และการออกหุ้นกู้เพื่อชำระคืนเงินกู้ยืมสถาบันการเงิน
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
**ปัจจัยด้านเศรษฐกิจและกำลังซื้อ:** สถานการณ์ COVID-19 ยังคงส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมผู้บริโภค ทำให้จำนวนลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการร้านสะดวกซื้อลดลง และจำนวนชั่วโมงในการเปิดให้บริการน้อยลง แม้บริษัทฯ จะปรับกลยุทธ์ด้านสินค้าและบริการ รวมถึงกลยุทธ์ O2O (Online to Offline) เพื่อรักษาฐานลูกค้าและขยายฐานลูกค้าใหม่ แต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยรายได้ที่หายไปได้ทั้งหมด นอกจากนี้ สัดส่วนกำไรขั้นต้นของธุรกิจร้านสะดวกซื้อลดลงเล็กน้อยจาก 27.8% เป็น 27.4% เนื่องจากสัดส่วนรายได้สินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงลดลง และการประหยัดต่อขนาดที่ศูนย์กระจายสินค้าลดลง
**ปัจจัยด้านต้นทุนทางการเงิน:** การเข้าซื้อธุรกิจโลตัสส์ส่งผลให้บริษัทฯ มีภาระต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะดอกเบี้ยจ่าย นอกจากนี้ บริษัทยังมีการออกหุ้นกู้เพื่อชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินก่อนครบกำหนด ซึ่งอาจมีผลต่อต้นทุนทางการเงินในระยะสั้น
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่องในบางส่วน แต่ต้องติดตาม:** ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะส่งผลต่อเนื่องในปี 2565 โดยบริษัทฯ คาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของรายได้จะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ซึ่งยังคงต้องจับตาปัจจัยต่างๆ เช่น อัตราเงินเฟ้อ ราคาวัตถุดิบ และราคาพลังงาน
ส่วนต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจากการเข้าซื้อธุรกิจโลตัสส์นั้น เป็นผลจากการลงทุนเพื่อการเติบโตในระยะยาว ซึ่งอาจส่งผลต่อผลประกอบการในระยะสั้น แต่หากการรวมธุรกิจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะสร้างการเติบโตในอนาคตได้
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิปี 2564 ลดลง 19.4%** อยู่ที่ 12,985 ล้านบาท จากผลกระทบเศรษฐกิจและต้นทุนทางการเงิน
* **รายได้รวมปี 2564 เพิ่มขึ้น 7.5%** เป็น 587,597 ล้านบาท โดยธุรกิจร้านสะดวกซื้อลดลง 3.5% แต่ธุรกิจค้าส่งค้าปลีก (แม็คโคร) เติบโตได้ดี
* **ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ขยายสาขา 702 สาขา** รวมเป็น 13,134 สาขา ณ สิ้นปี 2564
* **ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภค (แม็คโคร) มีกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษีเพิ่มขึ้น 3.4%** จากการรวมธุรกิจโลตัสส์และควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี
* **คาดการณ์ปี 2565 ขยายสาขา 7-Eleven อีก 700 สาขา** และตั้งเป้าขยายอัตรากำไรขั้นต้นให้ต่อเนื่อง
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในปี 2564 UPOIC มีรายได้รวม 587,597 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.5% จากปีก่อน โดยรายได้จากการขายสินค้าและบริการอยู่ที่ 565,207 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.5% จากการปรับกลยุทธ์สินค้าและบริการ รวมถึงกลยุทธ์ O2O เพื่อรับมือกับสถานการณ์ COVID-19 และได้เปรียบจากฐานรายได้ที่ต่ำในปีก่อน อย่างไรก็ตาม รายได้รวมยังคงได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้อลดลง และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
กำไรขั้นต้นจากการขายและบริการอยู่ที่ 120,369 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.7% จากปีก่อน แต่เมื่อคิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นรวมลดลงจาก 21.9% เป็น 21.3% เนื่องจากสัดส่วนกำไรขั้นต้นของกลุ่มธุรกิจที่มีอัตรากำไรต่ำเพิ่มขึ้น
ต้นทุนในการจัดจำหน่าย ค่าใช้จ่ายในการบริหาร และค่าใช้จ่ายอื่น เพิ่มขึ้น 15.0% เป็น 124,026 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการบันทึกการด้อยค่าของสินทรัพย์ไม่มีตัวตน 7,159 ล้านบาท และการรวมธุรกิจของบริษัทย่อย
ส่งผลให้กำไรก่อนค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ลดลง 34.7% มาอยู่ที่ 12,577 ล้านบาท และกำไรสุทธิลดลง 19.4% มาอยู่ที่ 12,985 ล้านบาท โดยมีกำไรต่อหุ้นเท่ากับ 1.33 บาท
## โอกาส
* **การขยายเครือข่ายร้านสาขา 7-Eleven อย่างต่อเนื่อง:** บริษัทฯ วางแผนขยายสาขาใหม่ประมาณ 700 สาขาในปี 2565 เพื่อเข้าถึงความต้องการของลูกค้าในทุกชุมชน และรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ปรับเข้าสู่วิถีชีวิตใหม่
* **การพัฒนาช่องทางการจำหน่ายสินค้าและบริการ:** การพัฒนาระบบ O2O ทั้งแพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึง 7-delivery, ALL Online และ ShopAt24 จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้ลูกค้าและสร้างการเติบโตของรายได้
* **การเติบโตของธุรกิจค้าส่งค้าปลีก:** การรวมธุรกิจแม็คโครและโลตัสส์เข้ามาเป็นบริษัทย่อย จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งและสร้างการเติบโตให้กับกลุ่มธุรกิจนี้
* **การพัฒนาสินค้าและบริการ:** การมุ่งเน้นพัฒนาสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม และเพิ่มเมนูใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการผลักดันสัดส่วนสินค้าที่มีกำไรขั้นต้นสูง จะช่วยเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้น
## ความเสี่ยง
* **ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและกำลังซื้อผู้บริโภค:** เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อรายได้และยอดขายของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ
* **การแข่งขันในธุรกิจค้าปลีก:** การแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจค้าปลีกอาจส่งผลกระทบต่อส่วนแบ่งการตลาดและอัตรากำไร
* **ต้นทุนทางการเงิน:** การมีภาระต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจากการเข้าซื้อธุรกิจโลตัสส์และภาระหนี้สินอาจส่งผลกระทบต่อผลกำไร
* **การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค:** การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคที่รวดเร็ว อาจทำให้บริษัทฯ ต้องปรับกลยุทธ์และต้นทุนในการดำเนินงาน
* **มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19:** หากมีการกลับมาตรการที่เข้มงวด อาจส่งผลกระทบต่อจำนวนลูกค้าและการดำเนินงาน
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มการฟื้นตัวของกำลังซื้อผู้บริโภค:** จะส่งผลโดยตรงต่อยอดขายของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ
* **ประสิทธิภาพในการรวมธุรกิจแม็คโครและโลตัสส์:** การผนึกกำลังจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและสร้างการเติบโตได้มากน้อยเพียงใด
* **การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน:** การบริหารจัดการหนี้สินและต้นทุนดอกเบี้ยให้มีประสิทธิภาพ
* **ความสำเร็จของกลยุทธ์ O2O และช่องทางออนไลน์:** จะสามารถสร้างรายได้และชดเชยผลกระทบจากยอดขายหน้าร้านได้มากน้อยเพียงใด
* **การควบคุมค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่ายและบริหาร:** ท่ามกลางการขยายสาขาและการลงทุนใหม่ๆ
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร)
**กลุ่มธุรกิจร้านสะดวกซื้อ:** แม้รายได้รวมจะลดลง 3.5% แต่บริษัทฯ ยังคงขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง 702 สาขาในปี 2564 รวมเป็น 13,134 สาขา โดยสัดส่วนรายได้จากอาหารและเครื่องดื่มเพิ่มขึ้นเป็น 73.7% สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นความสะดวกและรวดเร็ว การปรับกลยุทธ์ O2O และช่องทางออนไลน์ได้รับการตอบรับที่ดี แต่กำไรขั้นต้นลดลงเล็กน้อยจาก 27.8% เป็น 27.4%
**กลุ่มธุรกิจค้าส่งค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภค:** มีกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษีเพิ่มขึ้น 3.4% จากการรวมธุรกิจโลตัสส์เข้ามาเป็นบริษัทย่อย และการเติบโตของแม็คโคร รวมถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ดี
**กลุ่มธุรกิจอื่น:** มีกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษีลดลง 26.2% จากการประหยัดจากขนาดลดลงและค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มในการรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจ
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.90 เท่า ลดลงจาก 1.62 เท่าในปี 2563 เนื่องจากส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุม บริษัทฯ ยังคงปฏิบัติตามข้อกำหนดสิทธิผู้ออกหุ้นกู้ โดยดำรงอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนผู้ถือหุ้นไม่เกิน 2:1
## สรุปท้าย
UPOIC ในปี 2564 เผชิญความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลง อย่างไรก็ตาม การขยายสาขาอย่างต่อเนื่องของ 7-Eleven และการเติบโตของธุรกิจค้าส่งค้าปลีกหลังการรวมโลตัสส์ เป็นปัจจัยบวกที่น่าจับตา บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาช่องทาง O2O และสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยต้องติดตามแนวโน้มการฟื้นตัวของกำลังซื้อและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุนอย่างใกล้ชิดในปี 2565
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ UPOIC ไตรมาส 2/2564
รายได้รวม
301.32
ล้านบาท
↑ 66.2% YoY
กำไรขั้นต้น
31.14
ล้านบาท
↑ 199.7% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
10.33
%
กำไรสุทธิ
89.81
ล้านบาท
↑ 89.8% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
29.81
%
D/E Ratio
0.13
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
301
↑ + 66.2%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
31
↑ + 199.7%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
90
↑ + 89.8%
YoY
D/E Ratio
0.13
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — UPOIC
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.13
ROE (%)
12.82
ROA (%)
14.32
Book Value/หุ้น
5.33
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — UPOIC
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+4
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+98
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — UPOIC
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
3.82
-101.38%
|
-277.46
+100.30%
|
-138.52
-75.63%
|
-568.31
-430.49%
|
171.96
+33.41%
|
128.90
+157.95%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
98.07
-380.84%
|
-34.92
+375.10%
|
-7.35
-112.76%
|
57.61
+1,130.98%
|
4.68
-106.53%
|
-71.67
+131.57%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-49.67
-117.29%
|
287.33
+48.48%
|
193.52
-51.66%
|
400.36
-310.49%
|
-190.20
+395.44%
|
-38.39
+83.51%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
52.22
-308.30%
|
-25.07
-152.62%
|
47.64
-143.18%
|
-110.34
+713.12%
|
-13.57
-172.03%
|
18.84
-1,091.58%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
124.33
+4.54%
|
118.93
+19.00%
|
99.94
+204.88%
|
32.78
-17.72%
|
39.84
+89.71%
|
21.00
-8.30%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
78.54
-38.01%
|
126.69
+6.52%
|
118.93
+19.00%
|
99.94
+204.88%
|
32.78
-17.72%
|
39.84
+89.71%
|