บริษัท อุตสาหกรรมถังโลหะไทย จำกัด (มหาชน)
SET · บรรจุภัณฑ์
26.50
0.50 (1.85%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=13586 out_tok=2994 at=2026-07-26T09:06:48 -->
# TMD กำไร Q3/65 พุ่ง 49.9% รับอานิสงส์ยอดขายโตแกร่ง
## รายได้-กำไรโตตามคาด ฝ่ายบริหารชี้ต้นทุนวัตถุดิบยังเป็นปัจจัยกดดันหลัก
กลุ่มบริษัท เอเชี่ยนอะไลอันซ์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ AAI รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2565 มีรายได้รวม 1,958 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิ 195 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.9% แม้ต้นทุนวัตถุดิบจะปรับตัวสูงขึ้น แต่การเติบโตของยอดขายในทุกกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะอาหารสัตว์เลี้ยง เป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ AAI ในไตรมาส 3 ปี 2565 คือ **การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของรายได้จากการขาย** ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 59.4% YoY มาอยู่ที่ 1,958 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรสุทธิปรับตัวเพิ่มขึ้น 49.9% YoY เป็น 195 ล้านบาท แม้ว่าอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) จะลดลงเล็กน้อยจาก 23.9% เป็น 20.9% เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การเติบโตของรายได้มาจากทั้งสองกลุ่มธุรกิจหลัก คือ **กลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง** ที่มีอุปสงค์แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรป โดยปริมาณขายอาหารสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้น 23% YoY และรายได้เติบโต 49% YoY มาอยู่ที่ 1,590 ล้านบาท ส่วน **กลุ่มธุรกิจอาหารพร้อมทานบรรจุภาชนะปิดผนึก (ทูน่า)** ก็มีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยปริมาณขายเพิ่มขึ้น 78% YoY และรายได้เพิ่มขึ้นถึง 116% YoY เป็น 304 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการที่ค่าขนส่งปรับตัวลดลง ประกอบกับราคาทูน่าที่ปรับตัวสูงขึ้น
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง** โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงที่ฝ่ายบริหารคาดการณ์ว่าอุปสงค์ทั่วโลกจะยังคงแข็งแกร่งในปี 2565 และ 2566 แม้จะเผชิญภาวะเงินเฟ้อและเศรษฐกิจถดถอยในบางตลาด นอกจากนี้ การขยายกำลังการผลิตไลน์อาหารสัตว์เลี้ยงแบบเพาซ์ที่แล้วเสร็จและแผนขยายกำลังการผลิตเพิ่มเติมอีก 7,500 ตันต่อปี คาดว่าจะเริ่มผลิตได้ต้นปีหน้า จะช่วยรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นได้
สำหรับธุรกิจทูน่า คาดว่ารายได้จะเติบโตได้มากกว่า 20% ในปี 2565 มาอยู่ที่ราว 1 พันล้านบาท โดยยังคงมีความต้องการสูงจากตะวันออกกลาง แม้ต้นทุนปลาทูน่าจะยังคงสูงอยู่
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหารคาดว่าจะสามารถรักษาระดับอัตรากำไรขั้นต้นสำหรับปี 2565 ให้อยู่ในระดับ 19-20% ได้ เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบมีแนวโน้มมีเสถียรภาพมากขึ้น แม้ต้นทุนค่าแรงและค่าพลังงานจะยังคงผันผวน
## Highlight สำคัญ
* **รายได้รวม Q3/65 เติบโต 59.4% YoY** แตะ 1,958 ล้านบาท จากการเติบโตของทั้งกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงและอาหารพร้อมทานบรรจุภาชนะปิดผนึก
* **กำไรสุทธิ Q3/65 เพิ่มขึ้น 49.9% YoY** เป็น 195 ล้านบาท (EPS 0.11 บาท) แม้ GPM ลดลงเล็กน้อย
* **ปริมาณขายอาหารสัตว์เลี้ยงเพิ่ม 23% YoY** หนุนรายได้กลุ่มนี้โต 49% YoY เป็น 1,590 ล้านบาท โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ และยุโรป
* **ปริมาณขายทูน่าเพิ่ม 78% YoY** หนุนรายได้กลุ่มนี้โต 116% YoY เป็น 304 ล้านบาท จากค่าขนส่งลดลงและราคาทูน่าสูงขึ้น
* **ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น** กดดัน GPM Q3/65 ลดลงจาก 23.9% เป็น 20.9%
* **ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่ม 57.1% YoY** เป็น 125 ล้านบาท ส่วนใหญ่จากค่าโฆษณาและกิจกรรมการตลาดกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงแบรนด์ตนเอง
* **คาดการณ์รายได้ปี 2565 เติบโตกว่า 40%** แตะ 7.2 พันล้านบาท จากทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 3 ปี 2565 กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้จากการขายและบริการรวม 1,958 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อน โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากการเติบโตของทั้งกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงและกลุ่มอาหารพร้อมทานบรรจุภาชนะปิดผนึก แม้ต้นทุนขายและบริการจะเพิ่มขึ้น 65.6% เป็น 1,548 ล้านบาท ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 23.9% เป็น 20.9% แต่ด้วยปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้กำไรขั้นต้นรวมเพิ่มขึ้น 39.8% เป็น 410 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 57.1% เป็น 125 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากค่าโฆษณาและกิจกรรมทางการตลาดสำหรับแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงของบริษัท ประกอบกับต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจากการกู้ยืมระยะสั้น ทำให้กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 33.3% เป็น 285 ล้านบาท เมื่อรวมรายได้อื่นและรายการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ ทำให้กำไรก่อนภาษีเพิ่มขึ้น 39.5% เป็น 221 ล้านบาท และเมื่อหักค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ที่ลดลงจากการใช้สิทธิประโยชน์ BOI ทำให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 49.9% เป็น 195 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 10.0%
สำหรับงวด 9 เดือนแรกของปี 2565 รายได้รวมเพิ่มขึ้น 48.8% เป็น 5,423 ล้านบาท และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 27.5% เป็น 559 ล้านบาท โดยอัตรากำไรสุทธิลดลงจาก 12.0% เป็น 10.3% เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงเป็นสำคัญ
## โอกาส
* **การเติบโตของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง:** อุปสงค์ทั่วโลกยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะอาหารแมวแบบเปียก ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์ที่สนับสนุนการเติบโตของ AAI
* **การขยายกำลังการผลิต:** การเพิ่มสายการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงแบบเพาซ์และการขยายกำลังการผลิตเพิ่มเติม จะช่วยรองรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นและสร้างการเติบโตในอนาคต
* **การพัฒนาแบรนด์ตนเอง:** การทำแผนการตลาดที่เข้มข้นขึ้นและการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายแบรนด์ "มองชู" และ "ฮาจิโกะ" ในประเทศไทย มีโอกาสเพิ่มสัดส่วนยอดขายแบรนด์ตนเองให้เป็น 10% ตามเป้าหมาย
* **การฟื้นตัวของตลาดจีน:** คาดว่านโยบายโควิด-19 ในจีนจะผ่อนคลายในปีหน้า ซึ่งจะเปิดโอกาสให้โรงงานอาหารสัตว์เลี้ยงแบบเม็ดสามารถรับจ้างผลิตจากแบรนด์ต่างประเทศได้
* **การเติบโตของธุรกิจทูน่า:** ความต้องการจากตะวันออกกลางยังคงสูง และการปรับลดลงของค่าขนส่งช่วยหนุนการส่งออก
## ความเสี่ยง
* **ต้นทุนวัตถุดิบผันผวน:** ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นยังคงเป็นปัจจัยกดดันอัตรากำไรขั้นต้น
* **การแข่งขันในตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในประเทศ:** ตลาดภายในประเทศยังคงมีการแข่งขันรุนแรง
* **สถานการณ์โควิด-19 ในจีน:** มาตรการควบคุมที่เข้มงวดส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทในจีน
* **ต้นทุนค่าแรงและค่าพลังงาน:** มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นและผันผวน
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มต้นทุนวัตถุดิบ:** การเปลี่ยนแปลงของราคาวัตถุดิบหลัก เช่น ปลาทูน่า และส่วนผสมอาหารสัตว์เลี้ยง
* **การขยายกำลังการผลิต:** ความคืบหน้าในการขยายกำลังการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง และผลกระทบต่อต้นทุนและประสิทธิภาพ
* **การเติบโตของแบรนด์ตนเอง:** ความสามารถในการเพิ่มสัดส่วนยอดขายแบรนด์ AAI ในตลาดไทย
* **สถานการณ์ในประเทศจีน:** การผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 และผลกระทบต่อธุรกิจในจีน
* **อัตราแลกเปลี่ยน:** ความผันผวนของค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ อาจส่งผลต่อต้นทุนและรายได้
* **ค่าขนส่งระหว่างประเทศ:** การเปลี่ยนแปลงของค่าระวางเรืออาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจทูน่า
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
* **Utilization Rate:** แม้เอกสารจะไม่ได้ระบุตัวเลข Utilization Rate โดยตรง แต่การกล่าวถึงการเริ่มเดินสายการผลิตไลน์เพาซ์ และการขยายกำลังการผลิตเพิ่มเติม สะท้อนถึงการบริหารจัดการกำลังการผลิตเพื่อรองรับอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น
* **Order Book:** การเพิ่มขึ้นของสินค้าคงคลังและลูกหนี้การค้า สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของปริมาณคำสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ของบริษัท
* **ราคาวัตถุดิบ:** เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อ GPM โดยฝ่ายบริหารระบุว่าต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลง
* **GPM:** อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 23.9% ใน Q3/64 เป็น 20.9% ใน Q3/65 เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น
* **การส่งออก:** รายได้จากการขายส่วนใหญ่เป็นการส่งออก โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ ยุโรป และตะวันออกกลาง
* **ค่าเงิน:** ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐฯ ช่วยชดเชยต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นได้บางส่วน
* **สินค้าคงคลัง:** มูลค่าสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น 185 ล้านบาท เป็น 1,814 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของปริมาณคำสั่งซื้อ
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 กันยายน 2565 กลุ่มบริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 4,708 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.6% จากสิ้นปี 2564 โดยมีสินทรัพย์หมุนเวียนเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของลูกหนี้การค้าและสินค้าคงเหลือ ขณะที่หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 85.6% เป็น 2,283 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของเงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้น เพื่อสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนและการลงทุน ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นจาก 0.7 เป็น 0.9
กระแสเงินสดจากการดำเนินงานสำหรับ 9 เดือนแรกปี 2565 อยู่ที่ 29 ล้านบาท ลดลงจาก 240 ล้านบาทในปี 2564 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของลูกหนี้การค้าและสินค้าคงเหลือตามการเติบโตของคำสั่งซื้อ ขณะที่กระแสเงินสดใช้ไปในกิจกรรมการลงทุนลดลงเหลือ 307 ล้านบาท จาก 607 ล้านบาทในปี 2564 ส่วนกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินเพิ่มขึ้นเป็น 367 ล้านบาท จาก 341 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ยืมระยะสั้นจากธนาคาร
## สรุปท้าย
AAI โชว์ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2565 เติบโตโดดเด่นทั้งรายได้และกำไรสุทธิ โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของทั้งธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและอาหารทูน่า แม้จะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น แต่การบริหารจัดการกำลังการผลิตและการขยายกำลังการผลิตในอนาคต รวมถึงการเติบโตของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงทั่วโลก เป็นโอกาสสำคัญที่จะสนับสนุนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น เพื่อประเมินแนวโน้มอัตรากำไรในระยะถัดไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TMD ไตรมาส 3/2565
รายได้รวม
437.76
ล้านบาท
↓ 52.2% YoY
กำไรขั้นต้น
125.70
ล้านบาท
↓ 44.2% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
28.72
%
กำไรสุทธิ
87.81
ล้านบาท
↓ 42.7% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
20.06
%
D/E Ratio
0.08
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
438
↓ -52.2%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
126
↓ -44.2%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
88
↓ -42.7%
YoY
D/E Ratio
0.08
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TMD
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.08
ROE (%)
11.31
ROA (%)
12.40
Book Value/หุ้น
23.12
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TMD
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+368
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-99
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TMD
| รายการ | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 | 2562 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน |
367.70
+153.29%
|
145.17
-200.93%
|
-143.83
-39.63%
|
-238.25
+72.62%
|
-138.02
-129.93%
|
461.16
+13.58%
|
406.01
-4.56%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน |
-99.18
+351.02%
|
-21.99
-85.11%
|
-147.69
+72.86%
|
-85.44
-14.90%
|
-100.40
-29.74%
|
-142.90
+61.74%
|
-88.35
-62.76%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน |
-256.30
|
0.00
-100.00%
|
240.00
-4.99%
|
252.60
+5.25%
|
240.00
-361.55%
|
-91.76
-73.42%
|
-345.24
+80.01%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) |
12.22
-428.49%
|
-3.72
-92.78%
|
-51.52
-27.53%
|
-71.09
-133.63%
|
211.42
-6.66%
|
226.50
-921.25%
|
-27.58
+649.46%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด |
179.88
+29.66%
|
138.73
+6.43%
|
130.35
-10.10%
|
144.99
-51.09%
|
296.46
+323.76%
|
69.96
-28.28%
|
97.54
-3.64%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด |
192.10
+6.79%
|
179.88
+29.66%
|
138.73
+6.43%
|
130.35
-10.10%
|
144.99
-51.09%
|
296.46
+323.76%
|
69.96
-28.28%
|