บริษัท อุตสาหกรรมถังโลหะไทย จำกัด (มหาชน)
SET · บรรจุภัณฑ์
26.50
0.50 (1.85%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=6777 out_tok=2758 at=2026-07-26T09:10:22 -->
# TMD พลิกขาดทุนเพิ่ม Q2/65 รับแรงกดดันต้นทุนวัตถุดิบ Flexible Packaging พุ่ง
## ปรับกลยุทธ์ขายกระสอบพลาสติกแบบ Trading หนุนกำไรขั้นต้นแน่นอน ขณะที่ Flexible Packaging เผชิญต้นทุนวัตถุดิบสูง
บริษัท เอ็นอีพีอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ TMD รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2565 พลิกขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 12.40 ล้านบาท จากขาดทุน 2.38 ล้านบาทในปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้จากการขายที่ลดลง 12.77% และต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นในกลุ่มผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน (Flexible Packaging) อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ปรับกลยุทธ์การขายกระสอบพลาสติกในรูปแบบ Outsourcing หรือ Trading ซึ่งช่วยสร้างกำไรขั้นต้นที่แน่นอนขึ้น
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่อธิบายผลประกอบการที่ขาดทุนเพิ่มขึ้นในไตรมาส 2 ปี 2565 คือ **การลดลงของรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์กระสอบพลาสติก** ประกอบกับ **ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญสำหรับผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน (Flexible Packaging)** แม้ว่าบริษัทจะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขายกระสอบพลาสติกเป็นแบบ Trading ซึ่งช่วยสร้างกำไรขั้นต้นที่แน่นอน แต่ก็ไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากปัจจัยลบข้างต้นได้ทั้งหมด
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
* **รายได้จากการขายลดลง:** เกิดจากการที่บริษัทได้ยกเลิกสายการผลิตกระสอบพลาสติก และคัดเลือกเฉพาะลูกค้ารายใหญ่ ทำให้ยอดขายผลิตภัณฑ์กระสอบพลาสติกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่ายอดขายบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนจะมีแนวโน้มสูงขึ้นจากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ แต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยยอดขายที่หายไปได้ทั้งหมด
* **ต้นทุนวัตถุดิบ Flexible Packaging สูงขึ้น:** ราคาวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์ Flexible Packaging ปรับตัวสูงขึ้นถึง 15-20% และมีความผันผวนทุกสัปดาห์ตามราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจโลกและสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลให้บริษัทไม่สามารถปรับราคาขายสินค้าที่ลูกค้าสั่งซื้อล่วงหน้าได้ทันท่วงที ทำให้เกิดผลขาดทุนขั้นต้นในกลุ่มผลิตภัณฑ์นี้
* **ค่าใช้จ่ายในการบริหารสูงขึ้น:** เกิดจากการตั้งด้อยค่าเครื่องจักรผลิตกระสอบพลาสติกที่รอการขายจำนวน 2.57 ล้านบาท และผลขาดทุนจากการทำลายสินค้าสำเร็จรูปจำนวน 2.09 ล้านบาท
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ลักษณะครั้งคราว** สำหรับผลขาดทุนที่เพิ่มขึ้นในไตรมาสนี้ โดยเฉพาะในส่วนของค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เกิดจากการตั้งด้อยค่าและผลขาดทุนจากการทำลายสินค้าสำเร็จรูป ซึ่งเป็นรายการพิเศษ อย่างไรก็ตาม แรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นในกลุ่ม Flexible Packaging อาจมีแนวโน้มต่อเนื่อง หากราคาน้ำมันยังคงผันผวนและส่งผลกระทบต่อราคาวัตถุดิบ แต่บริษัทมีแผนการสั่งซื้อวัตถุดิบล่วงหน้าและวางแผนการรับคำสั่งซื้อและการกำหนดราคาขายให้สอดคล้องกับแผนการสั่งซื้อวัตถุดิบ ซึ่งจะช่วยบรรเทาผลกระทบได้ในระยะต่อไป
## Highlight สำคัญ
* **ขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น:** ไตรมาส 2 ปี 2565 ขาดทุนสุทธิ 12.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.02 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
* **รายได้จากการขายลดลง:** อยู่ที่ 83.08 ล้านบาท ลดลง 12.77% จากปีก่อน เนื่องจากยอดขายกระสอบพลาสติกลดลงจากการปรับกลยุทธ์
* **ต้นทุนวัตถุดิบ Flexible Packaging พุ่ง:** ราคาวัตถุดิบปรับสูงขึ้น 15-20% ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น
* **ปรับกลยุทธ์ขายกระสอบพลาสติก:** เปลี่ยนเป็น Outsourcing/Trading เพื่อสร้างกำไรขั้นต้นที่แน่นอน
* **ค่าใช้จ่ายบริหารสูงขึ้น:** จากการตั้งด้อยค่าเครื่องจักรและผลขาดทุนจากการทำลายสินค้า
* **ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมลดลง:** อยู่ที่ 10.50 ล้านบาท ลดลงจาก 19.69 ล้านบาทในปีก่อน
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 2 ปี 2565 บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ 12.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีผลขาดทุน 2.38 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการขาย 83.08 ล้านบาท ลดลง 12.77% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ต้นทุนขายลดลง 15.45% ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำลง แต่ยังคงมีผลขาดทุนขั้นต้น 2.47%
ในส่วนของต้นทุนในการจัดจำหน่ายลดลงเล็กน้อยเป็น 2.24 ล้านบาท หรือ 2.69% ของยอดขาย ซึ่งถือว่าควบคุมได้ดีกว่าปีก่อน ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้นเป็น 15.46 ล้านบาท หรือ 18.51% ของรายได้ เนื่องจากมีการตั้งด้อยค่าเครื่องจักรผลิตกระสอบพลาสติกและผลขาดทุนจากการทำลายสินค้าสำเร็จรูป
ค่าตอบแทนผู้บริหารลดลงเล็กน้อย ส่วนค่าใช้จ่ายทางการเงินใกล้เคียงปีก่อน ขณะที่ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จาก 19.69 ล้านบาท เหลือ 10.50 ล้านบาท
สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2565 บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ 24.14 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 12.55 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการขาย 175.32 ล้านบาท ลดลง 9.07% ต้นทุนขายลดลง 10.73% แต่ยังคงมีผลขาดทุนขั้นต้น 3.92% ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้นจากการตั้งด้อยค่าและผลขาดทุนจากการทำลายสินค้า แต่หากพิจารณารายการปกติจะลดลงกว่าปีก่อน
## โอกาส
* **การปรับกลยุทธ์ขายกระสอบพลาสติก:** การเปลี่ยนมาทำ Outsourcing หรือ Trading จะช่วยสร้างกำไรขั้นต้นที่แน่นอนจากการขายกระสอบพลาสติก โดยใช้ฐานลูกค้าเดิม
* **การเติบโตของ Flexible Packaging:** มีแนวโน้มยอดขายสูงขึ้นจากการเปิดตลาดด้วยผลิตภัณฑ์ประเภทใหม่ๆ และการลงทุนในเครื่องจักรใหม่เพื่อเพิ่มคุณภาพและความหลากหลายของผลิตภัณฑ์
* **การควบคุมต้นทุน:** บริษัทสามารถควบคุมต้นทุนการจัดจำหน่ายได้ดีขึ้นเมื่อเทียบเป็นสัดส่วนจากยอดขาย
* **การลดค่าใช้จ่ายในการบริหาร:** การปรับโครงสร้างจะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง ซึ่งจะเห็นผลชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2565
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ:** ราคาวัตถุดิบสำหรับ Flexible Packaging ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันโลกและสงครามรัสเซีย-ยูเครน เป็นปัจจัยกดดันอัตรากำไร
* **การกำหนดราคาขายสินค้า:** ความผันผวนของราคาวัตถุดิบทำให้การกำหนดราคาขายสินค้าที่ลูกค้าสั่งซื้อล่วงหน้าทำได้ยาก
* **การลดลงของส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม:** เป็นปัจจัยลบต่อผลกำไรโดยรวมของบริษัท
* **ภาวะเศรษฐกิจ:** สภาวะเศรษฐกิจของประเทศและทั่วโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวดีนักจากภาวะสงครามและผลกระทบจากโควิด-19 อาจส่งผลกระทบต่อยอดขาย
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มราคาวัตถุดิบ:** โดยเฉพาะวัตถุดิบสำหรับ Flexible Packaging ว่าจะยังคงผันผวนสูงหรือไม่
* **ผลการดำเนินงานของ Flexible Packaging:** จะสามารถบริหารจัดการต้นทุนและราคาขายให้มีกำไรได้หรือไม่
* **การเติบโตของยอดขาย Flexible Packaging:** จะสามารถเติมเต็มกำลังการผลิตที่ว่างอยู่ได้มากน้อยเพียงใด
* **ผลกระทบจากการปรับกลยุทธ์ Trading กระสอบพลาสติก:** จะสามารถสร้างกำไรขั้นต้นได้ตามที่คาดหวังหรือไม่
* **การลดลงของค่าใช้จ่ายในการบริหาร:** จะเป็นไปตามแผนที่วางไว้หรือไม่ในช่วงครึ่งปีหลัง
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
* **Utilization:** การยกเลิกสายการผลิตกระสอบพลาสติกส่งผลให้กำลังการผลิตในส่วนนี้ว่างลง แต่บริษัทมีแผนจะใช้กำลังการผลิตที่ว่างอยู่ของ Flexible Packaging ให้ครอบคลุมต้นทุนคงที่
* **Order Book:** ไม่ได้ระบุข้อมูลโดยตรง แต่กล่าวถึงการกำหนดราคาขายสินค้าที่ลูกค้ามีการสั่งซื้อล่วงหน้าไว้แล้ว ซึ่งอาจเป็นความท้าทายเมื่อวัตถุดิบผันผวน
* **ราคาวัตถุดิบ:** เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อกลุ่ม Flexible Packaging โดยปรับตัวสูงขึ้น 15-20% ตามราคาน้ำมันโลก
* **GPM:** มีผลขาดทุนขั้นต้นในกลุ่ม Flexible Packaging เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น ขณะที่กระสอบพลาสติกที่ทำ Trading มีกำไรขั้นต้นที่แน่นอน
* **ส่งออก:** ไม่ได้ระบุข้อมูลโดยตรง
* **ค่าเงิน:** ไม่ได้ระบุข้อมูลโดยตรง
* **สินค้าคงคลัง:** ลดลง 14.73 ล้านบาท จากการหยุดการผลิตกระสอบพลาสติก
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
* **สินทรัพย์รวม:** ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2565 อยู่ที่ 730.89 ล้านบาท ลดลง 6.87% จากสิ้นปี 2564 โดยสินทรัพย์หมุนเวียนลดลง 21.13% จากเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดที่ลดลง และสินค้าคงเหลือที่ลดลงจากการหยุดผลิตกระสอบพลาสติก สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนลดลง 3.88% จากการขายเครื่องจักรผลิตกระสอบพลาสติก
* **หนี้สินรวม:** ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2565 อยู่ที่ 97.19 ล้านบาท ลดลง 23.45% จากสิ้นปี 2564 โดยหนี้สินหมุนเวียนลดลง 22.70% จากเจ้าหนี้การค้าที่ลดลงตามปริมาณการสั่งซื้อวัตถุดิบ หนี้สินไม่หมุนเวียนลดลง 30.32% จากการคำนวณหนี้สินผลประโยชน์พนักงานใหม่หลังการยกเลิกสายการผลิตกระสอบพลาสติก บริษัทไม่มีหนี้สินระยะยาวจากสถาบันทางการเงิน
* **ส่วนของผู้ถือหุ้น:** ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2565 อยู่ที่ 633.69 ล้านบาท ลดลง 3.67% จากสิ้นปี 2564 เนื่องจากผลขาดทุนจากการดำเนินงาน 24.14 ล้านบาท
* **กระแสเงินสด:** ไม่ได้ระบุข้อมูลโดยตรง แต่การลดลงของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดบ่งชี้ถึงกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่อาจติดลบ
## สรุปท้าย
TMD ในไตรมาส 2 ปี 2565 เผชิญกับแรงกดดันจากรายได้ที่ลดลงและการเพิ่มขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบในกลุ่ม Flexible Packaging ส่งผลให้ผลขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การปรับกลยุทธ์การขายกระสอบพลาสติกในรูปแบบ Trading เป็นโอกาสในการสร้างกำไรขั้นต้นที่แน่นอน ขณะที่การเติบโตของ Flexible Packaging และการควบคุมต้นทุนเป็นปัจจัยบวกที่ต้องจับตา ความเสี่ยงหลักยังคงอยู่ที่ความผันผวนของราคาวัตถุดิบและภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งบริษัทจำเป็นต้องบริหารจัดการอย่างใกล้ชิดเพื่อประคับประคองผลประกอบการ
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TMD ไตรมาส 2/2565
รายได้รวม
437.76
ล้านบาท
↓ 52.2% YoY
กำไรขั้นต้น
125.70
ล้านบาท
↓ 44.2% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
28.72
%
กำไรสุทธิ
87.81
ล้านบาท
↓ 42.7% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
20.06
%
D/E Ratio
0.08
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
438
↓ -52.2%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
126
↓ -44.2%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
88
↓ -42.7%
YoY
D/E Ratio
0.08
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TMD
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.08
ROE (%)
11.31
ROA (%)
12.40
Book Value/หุ้น
23.12
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TMD
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+368
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-99
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TMD
| รายการ | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 | 2562 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน |
367.70
+153.29%
|
145.17
-200.93%
|
-143.83
-39.63%
|
-238.25
+72.62%
|
-138.02
-129.93%
|
461.16
+13.58%
|
406.01
-4.56%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน |
-99.18
+351.02%
|
-21.99
-85.11%
|
-147.69
+72.86%
|
-85.44
-14.90%
|
-100.40
-29.74%
|
-142.90
+61.74%
|
-88.35
-62.76%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน |
-256.30
|
0.00
-100.00%
|
240.00
-4.99%
|
252.60
+5.25%
|
240.00
-361.55%
|
-91.76
-73.42%
|
-345.24
+80.01%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) |
12.22
-428.49%
|
-3.72
-92.78%
|
-51.52
-27.53%
|
-71.09
-133.63%
|
211.42
-6.66%
|
226.50
-921.25%
|
-27.58
+649.46%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด |
179.88
+29.66%
|
138.73
+6.43%
|
130.35
-10.10%
|
144.99
-51.09%
|
296.46
+323.76%
|
69.96
-28.28%
|
97.54
-3.64%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด |
192.10
+6.79%
|
179.88
+29.66%
|
138.73
+6.43%
|
130.35
-10.10%
|
144.99
-51.09%
|
296.46
+323.76%
|
69.96
-28.28%
|