บริษัท ไนซ์ คอล จำกัด (มหาชน)
MAI ·
1.08
+0.01 (+0.93%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=6736 out_tok=3044 at=2026-07-21T17:45:15 -->
# NCP กำไรสุทธิ Q3/2567 โต 10% รับแรงหนุนกำไรขั้นต้นสูงขึ้นจาก House Brand
## รายได้จากการขายสินค้าแบรนด์บริษัทฯ และบริการหนุนกำไรโต ขณะที่ค่าใช้จ่ายพนักงานเพิ่มขึ้นจากการขยายสาขา
บริษัท ไนซ์ คอล จำกัด (มหาชน) หรือ NCP รายงานผลประกอบการงวด 9 เดือนแรกปี 2567 มีกำไรสุทธิ 11.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของกำไรขั้นต้นและอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงขึ้น จากการที่บริษัทฯ มีสัดส่วนการขายสินค้าแบรนด์ของตนเอง (House Brand) มากขึ้น ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการบริการ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ NCP ในงวด 9 เดือนแรกปี 2567 คือ **การเพิ่มขึ้นของกำไรขั้นต้นและอัตรากำไรขั้นต้น (GPM)** ซึ่งส่งผลให้กำไรสุทธิเติบโตขึ้น 10.13% แม้ว่ารายได้จากการขายโดยรวมจะลดลงเล็กน้อยก็ตาม ปัจจัยหลักที่หนุน GPM คือการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนการขายสินค้าแบรนด์ของบริษัทฯ (House Brand) และการเติบโตของรายได้จากการบริการ
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
* **การเพิ่มขึ้นของสัดส่วนสินค้า House Brand:** สินค้าแบรนด์ของบริษัทฯ เช่น อาหารเสริมเพื่อการนอนหลับ, ไฟเบอร์อาหารเสริมแคลเซียม, อาหารเสริมบำรุงผิว และผลิตภัณฑ์เวชสำอาง (ครีมทำความสะอาดผิวหน้า, ครีมบำรุงผิวหน้า, ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม) มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่าสินค้าที่มาจากคู่ค้า การที่บริษัทฯ สามารถผลักดันยอดขายสินค้ากลุ่มนี้ได้มากขึ้น จึงช่วยยกระดับ GPM โดยรวม
* **การเติบโตของรายได้จากการบริการ:** ธุรกิจบริการ เช่น Upselling Service และ Dedicated Telesale Outsourcing มีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการเริ่มดำเนินธุรกิจ Telesale Outsourcing ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2566 ทำให้รายได้จากการบริการในงวด 9 เดือนแรกปี 2567 เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งบริการเหล่านี้มีอัตรากำไรขั้นต้นที่สูง
* **แรงกดดันจากรายได้จากการขายสินค้า:** รายได้จากการขายสินค้าโดยรวมลดลง 8.06% เนื่องจากยอดขายสินค้ากลุ่มเวชสำอาง (ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมและครีมบำรุงผิว) จากคู่ค้าลดลง สาเหตุมาจากฐานลูกค้าใหม่ที่เข้ามาในช่วงไตรมาส 3 ปี 2566 มีจำนวนน้อยลงในปีนี้ ประกอบกับความนิยมของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเริ่มลดน้อยลง ทำให้ยอดซื้อซ้ำชะลอตัว
อย่างไรก็ตาม แม้รายได้จากการขายจะลดลง แต่การบริหารจัดการต้นทุนขายและต้นทุนจากการบริการที่ดีขึ้น รวมถึงการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนสินค้า House Brand และรายได้บริการที่มีมาร์จิ้นสูงกว่า ทำให้ภาพรวมกำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิยังคงเติบโตได้
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง** โดยมีปัจจัยสนับสนุนดังนี้:
* **การขยายธุรกิจบริการ:** บริษัทฯ มีการลงทุนและพัฒนาธุรกิจบริการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีอัตรากำไรที่ดี การเติบโตของรายได้ส่วนนี้มีแนวโน้มที่จะส่งผลดีต่อ GPM ในอนาคต
* **การพัฒนาสินค้า House Brand:** บริษัทฯ มีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในกลุ่มอาหารเสริมสุขภาพและความงามอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่มี GPM สูง การตอบรับที่ดีจากตลาดจะช่วยหนุนการเติบโตของรายได้และกำไร
* **การขยายสาขาสำนักงานในเรือนจำ:** แม้จะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการขายเพิ่มขึ้น แต่การขยายสำนักงานในเรือนจำเพิ่มเป็น 3 แห่ง (จากเดิม 1 แห่ง) แสดงถึงการลงทุนเพื่อเพิ่ม Capacity ในการดำเนินงาน ซึ่งหากสามารถบริหารจัดการต้นทุนและเพิ่มยอดขายได้ จะเป็นปัจจัยบวกในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การลดลงของรายได้จากการขายสินค้าบางกลุ่มยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิ 9 เดือนแรกปี 2567 เท่ากับ 11.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.13% YoY**
* **กำไรขั้นต้น 9 เดือนแรกปี 2567 เพิ่มขึ้น 10.95% YoY** โดยมีอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวสูงขึ้นจาก 57.38% เป็น 61.90%
* **รายได้จากการขาย 9 เดือนแรกปี 2567 ลดลง 8.06% YoY** สาเหตุหลักจากยอดขายสินค้าเวชสำอางจากคู่ค้าลดลง
* **รายได้จากการบริการ 9 เดือนแรกปี 2567 เพิ่มขึ้น 2,424.14% YoY** จากการเริ่มดำเนินธุรกิจ Telesale Outsourcing ใน Q3/2566
* **ค่าใช้จ่ายในการขาย 9 เดือนแรกปี 2567 เพิ่มขึ้น 14.27% YoY** จากการขยายสำนักงานในเรือนจำเพิ่มเป็น 3 แห่ง และการรับพนักงานขายทางโทรศัพท์เพิ่มขึ้น
* **ค่าใช้จ่ายในการบริหาร 9 เดือนแรกปี 2567 เพิ่มขึ้น 10.11% YoY** จากค่าที่ปรึกษาเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และค่าใช้จ่ายในการจำหน่ายหุ้น
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในงวด 9 เดือนแรกปี 2567 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวม 118.41 ล้านบาท ลดลง 8.06% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของรายได้จากการขายสินค้ากลุ่มเวชสำอางจากคู่ค้า เนื่องจากฐานลูกค้าใหม่ที่เข้ามาในปีนี้มีจำนวนน้อยลง และความนิยมของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเริ่มลดน้อยลง
ในขณะที่รายได้จากการบริการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 2,424.14% เป็น 14.64 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทฯ ได้เริ่มดำเนินธุรกิจ Telesale Outsourcing ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2566 ซึ่งส่งผลให้ภาพรวมรายได้รวม (จากการขายและบริการ) มีการเปลี่ยนแปลงตามสัดส่วน
ต้นทุนขายลดลง 8.07% สอดคล้องกับรายได้จากการขายที่ลดลง แต่ที่สำคัญคืออัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวสูงขึ้นจาก 57.38% เป็น 61.90% เนื่องจากสัดส่วนการขายสินค้า House Brand ที่มี GPM สูงขึ้น และสินค้าเวชสำอางบางรายการ รวมถึงผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมที่ทำกำไรได้ดีขึ้น
ต้นทุนจากการบริการเริ่มมีการบันทึกในปีนี้ 3.72 ล้านบาท คิดเป็น 25.41% ของรายได้จากการบริการ ซึ่งประกอบด้วยค่าแรงพนักงานขาย
กำไรขั้นต้นรวมเพิ่มขึ้น 10.95% เป็น 82.36 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหนุนจากสินค้าอาหารเสริมสุขภาพที่ออกใหม่ สินค้าอาหารเสริมความงาม และอัตรากำไรจากการให้บริการ
อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการขายเพิ่มขึ้น 14.27% จากการขยายสำนักงานในเรือนจำเพิ่มเป็น 3 แห่ง และการจ้างพนักงานขายทางโทรศัพท์เพิ่มขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 10.11% จากค่าที่ปรึกษาและค่าใช้จ่ายในการจำหน่ายหุ้น
ส่งผลให้กำไรสุทธิในงวด 9 เดือนแรกปี 2567 อยู่ที่ 11.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
## โอกาส
* **การเติบโตของธุรกิจบริการ:** การขยายธุรกิจ Upselling Service และ Telesale Outsourcing มีศักยภาพในการสร้างรายได้และกำไรที่ต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในการเพิ่มยอดขาย
* **การพัฒนาและขยายตลาดสินค้า House Brand:** การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มอาหารเสริมสุขภาพและความงาม รวมถึงการผลักดันสินค้าเดิมที่มี GPM สูง จะช่วยเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดและสร้างการเติบโตของรายได้
* **การขยายเครือข่ายสำนักงานในเรือนจำ:** การเพิ่มจำนวนสำนักงานในเรือนจำเป็นการเพิ่ม Capacity ในการดำเนินงาน ซึ่งหากสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นโอกาสในการเพิ่มยอดขายและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้มากขึ้น
* **การเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์:** แม้จะมีค่าใช้จ่ายในช่วงเตรียมการ แต่การเข้าจดทะเบียนจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ สร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และขยายธุรกิจในอนาคต
## ความเสี่ยง
* **การแข่งขันในตลาด:** ธุรกิจบริการและสินค้าอุปโภคบริโภคมีการแข่งขันสูง ทั้งจากผู้ประกอบการรายเดิมและรายใหม่
* **การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค:** ความนิยมในผลิตภัณฑ์บางประเภทอาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อยอดขาย เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมและครีมบำรุงผิว
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** การขยายธุรกิจและการเพิ่มจำนวนพนักงานส่งผลให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น ซึ่งหากไม่สามารถควบคุมหรือเพิ่มรายได้ให้สอดคล้อง อาจกระทบต่ออัตรากำไร
* **ความผันผวนของเศรษฐกิจ:** สภาวะเศรษฐกิจโดยรวมอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค และความสามารถในการใช้จ่าย
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มรายได้จากการขายสินค้า House Brand:** จะสามารถรักษา GPM สูงได้ต่อเนื่องหรือไม่
* **การเติบโตของรายได้จากการบริการ:** จะยังคงเติบโตในอัตราสูงได้ต่อเนื่องหรือไม่ และมีอัตรากำไรเป็นอย่างไร
* **การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร:** จะสามารถควบคุมต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการขยายธุรกิจได้หรือไม่
* **การตอบรับของผลิตภัณฑ์ใหม่:** ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสุขภาพและความงามที่ออกใหม่ จะได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาดในระยะยาวหรือไม่
* **การเปลี่ยนแปลงของความนิยมสินค้าเวชสำอาง:** จะมีกลยุทธ์ในการฟื้นฟูหรือทดแทนยอดขายในกลุ่มนี้ได้อย่างไร
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
* **รายได้จากการขายสินค้า:** แม้รายได้รวมจะลดลง แต่การเพิ่มขึ้นของสัดส่วนสินค้า House Brand ซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นสูง เป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ช่วยชดเชยรายได้ที่หายไปจากสินค้าคู่ค้า โดยเฉพาะกลุ่มอาหารเสริมสุขภาพและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ออกสู่ตลาด
* **รายได้จากการบริการ:** การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของรายได้จากการบริการ โดยเฉพาะธุรกิจ Telesale Outsourcing แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของธุรกิจนี้ ซึ่งมีอัตรากำไรที่ดี และเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนกำไรของบริษัทฯ
* **ต้นทุนจากการบริการ:** การเริ่มบันทึกต้นทุนจากการบริการในปีนี้ สะท้อนถึงการเติบโตของธุรกิจบริการที่ถึงจุดที่ต้องมีการปันส่วนต้นทุนอย่างเป็นระบบ ซึ่งต้นทุนหลักคือค่าแรงพนักงานขาย
* **ค่าใช้จ่ายในการขาย:** การขยายสำนักงานในเรือนจำเพิ่มเป็น 3 แห่ง และการจ้างพนักงานขายทางโทรศัพท์เพิ่มขึ้น เป็นการลงทุนเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต แต่ก็ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 กันยายน 2567 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 207.02 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 84.84% จากสิ้นปี 2566 โดยมีสาเหตุหลักจากการรับชำระเงินค่าหุ้นจากการจำหน่ายหุ้น ทำให้เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น และการก่อสร้างอาคารสำนักงานแห่งใหม่
หนี้สินรวมอยู่ที่ 32.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.06% โดยส่วนใหญ่เป็นเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับปริมาณการซื้อสินค้าจากคู่ค้าและโรงงานผลิต
ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 108.34% เป็น 174.90 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของทุนจดทะเบียนจากการจำหน่ายหุ้น และกำไรสะสมจากการดำเนินงาน บริษัทฯ มีการจ่ายเงินปันผลทั้งจากผลประกอบการปี 2566 และเงินปันผลระหว่างกาล
## สรุปท้าย
NCP ในงวด 9 เดือนแรกปี 2567 สามารถพลิกแรงกดดันจากรายได้จากการขายที่ลดลง มาสู่การเติบโตของกำไรสุทธิได้สำเร็จ โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การบริหารจัดการต้นทุนขายที่ทำให้ GPM สูงขึ้นจากการเพิ่มสัดส่วนสินค้า House Brand และการเติบโตอย่างโดดเด่นของรายได้จากการบริการ แม้จะมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้นจากการขยายธุรกิจ แต่แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจบริการและสินค้า House Brand ชี้ให้เห็นถึงโอกาสในการสร้างผลประกอบการที่ดีต่อเนื่องในอนาคต อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในตลาดและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ NCP ไตรมาส 3/2567
รายได้รวม
48.94
ล้านบาท
↓ 47.8% YoY
กำไรขั้นต้น
28.42
ล้านบาท
↓ 51.6% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
58.07
%
กำไรสุทธิ
5.74
ล้านบาท
↓ 16.7% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
11.72
%
D/E Ratio
0.26
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
49
↓ -47.8%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
28
↓ -51.6%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
6
↓ -16.7%
YoY
D/E Ratio
0.26
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — NCP
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 |
|---|---|---|---|
| รายได้รวม | — |
48.94
-47.84%
|
93.82
|
| กำไรขั้นต้น | — |
28.42
-51.58%
|
58.69
|
| ค่าใช้จ่ายรวม | — |
21.56
-57.13%
|
50.28
|
| กำไรสุทธิ | — |
5.74
-16.72%
|
6.89
|
| กำไรต่อหุ้น | — |
0.03
-15.79%
|
0.04
|
| อัตรากำไรขั้นต้น(%) | — |
58.07
-7.18%
|
62.56
|
| อัตราค่าใช้จ่าย(%) | — |
44.05
-17.80%
|
53.59
|
| อัตรากำไรสุทธิ(%) | — |
11.72
+59.67%
|
7.34
|
| กำไร(ขาดทุน)อื่นๆ | — |
0.00
|
0.00
|
| ROE(%) | — |
12.06
+1.94%
|
11.83
|
| ROA(%) | — |
12.22
+6.54%
|
11.47
|
| หนี้สิน/ส่วนผู้ถือหุ้น | — |
0.26
+23.81%
|
0.21
|
| P/E | — |
8.69
-39.32%
|
14.32
|
| P/BV | — |
1.00
-9.91%
|
1.11
|
| BV | — |
0.96
-1.03%
|
0.97
|
| YIELD(%) | — |
7.08
-32.05%
|
10.42
|
| ราคาหุ้น | — |
0.96
-11.11%
|
1.08
|
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.26
ROE (%)
12.06
ROA (%)
12.22
Book Value/หุ้น
1.01
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — NCP
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 |
|---|---|---|---|
| รวมสินทรัพย์หมุนเวียน | — |
121.79
-5.78%
|
129.26
+132.75%
|
| รวมสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน | — |
102.22
+15.87%
|
88.21
+56.24%
|
| รวมสินทรัพย์ | — |
224.01
+3.00%
|
217.47
+94.18%
|
| รวมหนี้สินหมุนเวียน | — |
43.79
+20.14%
|
36.45
+33.97%
|
| รวมหนี้สินไม่หมุนเวียน | — |
3.05
+53.26%
|
1.99
+132.70%
|
| รวมหนี้สิน | — |
46.84
+21.86%
|
38.44
+36.98%
|
| รวมส่วนของเจ้าของ | — |
177.17
-1.04%
|
179.03
+113.30%
|
| D/E | — |
0.26
|
0.21
|
| อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น | — |
12.06
|
11.83
|
| อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ | — |
12.22
|
11.47
|
| อัตราส่วนสภาพคล่อง | — |
2.78
|
3.55
|
| อัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็ว | — |
2.56
|
3.28
|
| ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ย | — |
9.42
|
9.77
|
| ระยะเวลาขายสินค้าเฉลี่ย | — |
23.06
|
25.43
|
| ระยะเวลาชำระหนี้เจ้าหนี้การค้า | — |
178.49
|
146.75
|
| วงจรเงินสด | — |
-146.01
|
-111.54
|
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-22
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+8
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — NCP
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 |
|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-21.78
-446.26%
|
6.29
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
7.95
-125.85%
|
-30.76
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
12.46
-25.83%
|
16.80
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-1.37
-82.14%
|
-7.67
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
84.07
+113.48%
|
39.38
-28.58%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
76.26
-9.29%
|
84.07
+113.47%
|