บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน)
SET · เงินทุนและหลักทรัพย์
34.50
0.25 (0.72%)
สรุปสั้น
รายได้รวมเพิ่มขึ้น 8.83% โดยส่วนใหญ่มาจาก รายได้ดอกเบี้ยในการให้บริการสินเชื่อและสัญญาเช่าซื้อ ในขณะที่กำไรจากการดำเนินงานยังเป็นบวก อยู่ที่ 5.45% แต่ปัจจัยที่ส่งผลให้กำไรลดลงเกิดจาก ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ปรับตัวเพิ่มขึ้น 457 ล้าน หรือ คิดเป็น 157.04% จากสถานการณ์ช่วง COVID-19
ณ วันท่ี 31 ธันวาคม 2564 บริษัทมีสินทรัพย์เพิ่ขึ้น 27.41% สาเหตุหลักมาจากยอดสินเชื่อคงค้างที่เพิ่มขึ้น
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=4648 out_tok=2383 at=2026-07-25T20:56:19 -->
# MTC กำไร Q3/2566 โต 6.64% รับรายได้สินเชื่อพุ่ง แม้ต้นทุนการเงินสูงขึ้น
## รายได้ดอกเบี้ยบริการสินเชื่อโตเด่น 22.26% หนุนกำไรสุทธิ 1,285 ล้านบาท ขณะที่ NPL เพิ่มเป็น 3.18%
บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 1,285 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.64% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานจะปรับตัวสูงขึ้น โดยปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากรายได้ดอกเบี้ยจากการให้บริการสินเชื่อที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องจับตา
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ขับเคลื่อนกำไรสุทธิของ MTC ในไตรมาส 3 ปี 2566 คือ **การเติบโตอย่างมีนัยสำคัญของรายได้ดอกเบี้ยจากการให้บริการสินเชื่อ** ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 22.26% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน แม้ว่าจะมีแรงกดดันจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น 36.23% และค่าใช้จ่ายในการบริการและบริหารที่เพิ่มขึ้น 19.07% แต่การเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยสามารถชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้นได้ ส่งผลให้กำไรสุทธิโดยรวมยังคงเติบโตได้
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยมาจาก **การขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อ** โดยฝ่ายจัดการระบุว่าจำนวนสาขาเพิ่มขึ้น 697 สาขา จากสิ้นปี 2565 เป็น 7,365 สาขา ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2566 ซึ่งการขยายสาขาเหล่านี้ส่งผลให้บริษัทสามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้นและปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้นตามไปด้วย การเพิ่มขึ้นของสินเชื่อคงค้างเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้สินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้น 13.62% และส่งผลโดยตรงต่อรายได้ดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นเกิดจากการกู้ยืมและหนี้สินตามสัญญาเช่าที่สูงขึ้นตามการขยายธุรกิจ ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริการและบริหารที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของเงินเดือนพนักงานเพื่อรองรับการขยายสาขาและค่าเสื่อมราคาจากสินทรัพย์สิทธิการใช้
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง** โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องของบริษัท ซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักในการเพิ่มฐานลูกค้าและปริมาณสินเชื่อ นอกจากนี้ การเติบโตของสินทรัพย์รวมที่เพิ่มขึ้น 13.62% บ่งชี้ถึงการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อที่ยังคงดำเนินต่อไป อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ที่ปรับตัวสูงขึ้นจาก 2.91% ณ สิ้นปี 2565 เป็น 3.18% ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2566 และการเพิ่มขึ้นของขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเล็กน้อย (0.63%) เป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าการเติบโตของสินเชื่อจะยังคงมีคุณภาพหรือไม่
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิไตรมาส 3 ปี 2566 เท่ากับ 1,285 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.64% YoY** จาก 1,205 ล้านบาทในปีก่อน
* **รายได้ดอกเบี้ยจากการให้บริการสินเชื่อและสัญญาเช่าซื้อเติบโต 22.26% YoY** เป็น 6,063 ล้านบาท
* **ค่าใช้จ่ายในการบริการและบริหารเพิ่มขึ้น 19.07% YoY** เป็น 2,391 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากค่าใช้จ่ายพนักงานและค่าเสื่อมราคา
* **ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 36.23% YoY** เป็น 1,004 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ยืมและหนี้สินตามสัญญาเช่า
* **ขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.63% YoY** เป็น 965 ล้านบาท
* **อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) อยู่ที่ 3.18%** เพิ่มขึ้นจาก 2.91% ณ สิ้นปี 2565
* **จำนวนสาขาเพิ่มขึ้นเป็น 7,365 สาขา** ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2566
## ภาพรวมผลประกอบการ
บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) รายงานผลประกอบการสำหรับไตรมาส 3 ปี 2566 มีกำไรสุทธิรวม 1,285 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 80 ล้านบาท หรือคิดเป็น 6.64% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,205 ล้านบาท โดยรวมรายได้จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 21.49% เป็น 6,299 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากรายได้ดอกเบี้ยที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการบริการและบริหาร รวมถึงต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ส่งผลให้อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิไม่สูงเท่ารายได้รวม
## โอกาส
* **การขยายเครือข่ายสาขา:** การเพิ่มจำนวนสาขาอย่างต่อเนื่องเป็นกลยุทธ์หลักในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายและเพิ่มปริมาณสินเชื่อ
* **การเติบโตของพอร์ตสินเชื่อ:** การเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์รวมบ่งชี้ถึงการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของบริษัท
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** แม้ต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานจะเพิ่มขึ้น แต่การเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยยังสามารถชดเชยได้ ซึ่งแสดงถึงความสามารถในการบริหารจัดการ
## ความเสี่ยง
* **คุณภาพสินทรัพย์:** อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็น 3.18% และการเพิ่มขึ้นของขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเล็กน้อย เป็นสัญญาณที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
* **ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น:** การเพิ่มขึ้นของต้นทุนทางการเงินอาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรในอนาคต หากไม่สามารถปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อได้ทัน
* **การแข่งขันในอุตสาหกรรม:** ธุรกิจสินเชื่อรายย่อยมีการแข่งขันสูง ซึ่งอาจกดดันอัตราดอกเบี้ยและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM)
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* แนวโน้มอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) และการตั้งสำรองหนี้สูญ
* การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินและผลกระทบต่อ NIM
* ความสามารถในการควบคุมค่าใช้จ่ายในการบริการและบริหารท่ามกลางการขยายสาขา
* การเติบโตของพอร์ตสินเชื่อใหม่และคุณภาพของสินเชื่อที่ปล่อยออกไป
* ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจต่อกำลังซื้อและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)
ในไตรมาส 3 ปี 2566 MTC ยังคงแสดงให้เห็นถึงการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยจากการให้บริการสินเชื่อที่แข็งแกร่ง โดยมีรายได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 22.26% YoY เป็น 6,063 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อที่สนับสนุนโดยการเพิ่มจำนวนสาขาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 36.23% YoY เป็น 1,004 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น และค่าใช้จ่ายในการบริการและบริหารเพิ่มขึ้น 19.07% YoY เป็น 2,391 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายพนักงานเพื่อรองรับการขยายสาขาและค่าเสื่อมราคาจากสินทรัพย์สิทธิการใช้ แม้ว่าขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย 0.63% YoY เป็น 965 ล้านบาท แต่อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ได้ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3.18% จาก 2.91% ณ สิ้นปี 2565 ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในแง่ของการบริหารความเสี่ยงด้านเครดิต
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 กันยายน 2566 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 145,506 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.62% จากสิ้นปี 2565 โดยมีสาเหตุหลักจากการเพิ่มขึ้นของยอดสินเชื่อคงค้าง ด้านหนี้สินรวมอยู่ที่ 114,864 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.05% จากสิ้นปี 2565 ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ยืมและหนี้สินตามสัญญาเช่า ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 3.75 เท่า ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 5.34% จากสิ้นปี 2565 เป็น 30,642 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักจากการเพิ่มขึ้นของกำไรสำหรับงวด 9 เดือน และการจ่ายปันผลประจำปี
## สรุปท้าย
MTC ในไตรมาส 3 ปี 2566 สามารถรักษาการเติบโตของกำไรสุทธิได้ที่ 6.64% YoY โดยมีรายได้ดอกเบี้ยจากการปล่อยสินเชื่อเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ แม้จะเผชิญกับต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) เป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การขยายสาขาอย่างต่อเนื่องยังคงเป็นโอกาสในการเติบโต แต่บริษัทต้องบริหารจัดการความเสี่ยงด้านเครดิตควบคู่ไปกับการควบคุมต้นทุน เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ MTC ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
8,056.83
ล้านบาท
↑ 10.8% YoY
กำไรขั้นต้น
8,016.07
ล้านบาท
↑ 11% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
99.49
%
กำไรสุทธิ
1,553.34
ล้านบาท
↑ 34.3% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
19.28
%
D/E Ratio
3.48
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
8,057
↑ + 10.8%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
8,016
↑ + 11%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
1,553
↑ + 34.3%
YoY
D/E Ratio
3.48
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — MTC
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
3.48
ROE (%)
16.84
ROA (%)
8.03
Book Value/หุ้น
21.19
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — MTC
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+4,578
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+112
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — MTC
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
4,578.18
-59.31%
|
11,250.25
+38.76%
|
8,107.67
-37.78%
|
13,031.49
-486.12%
|
-3,374.97
+41.35%
|
-2,387.59
+362.49%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
112.25
-68.10%
|
351.90
+33.83%
|
262.94
-25.54%
|
353.15
+34.18%
|
263.20
-141.52%
|
-633.88
+102.80%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-4,142.81
-53.94%
|
-8,995.29
+64.05%
|
-5,483.17
-65.17%
|
-15,744.02
+777.72%
|
-1,793.74
-149.60%
|
3,616.39
+451.15%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
547.61
-78.99%
|
2,606.87
-9.72%
|
2,887.43
-222.38%
|
-2,359.37
-1,121.77%
|
230.91
-61.19%
|
594.92
-444.56%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
3,126.34
+10.80%
|
2,821.52
-12.18%
|
3,212.86
+145.95%
|
1,306.30
-5.21%
|
1,378.09
+75.96%
|
783.17
-11.02%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
4,995.36
+59.78%
|
3,126.34
+10.80%
|
2,821.52
-12.18%
|
3,212.86
+145.95%
|
1,306.30
-5.21%
|
1,378.09
+75.96%
|