บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน)
SET · อาหารและเครื่องดื่ม
1.76
+0.01 (+0.57%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=5283 out_tok=3300 at=2026-07-25T19:17:34 -->
# KSL พลิกขาดทุนยับปี 63 สู่กำไร 616 ล้านบาทปี 64 รับราคาอ้อย-น้ำตาลโลกพุ่ง
## รายได้รวมหด 12% แต่บริหารต้นทุน-ค่าใช้จ่ายได้ดี หนุนกำไรสุทธิโตแรง
บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) หรือ KSL พลิกฟื้นผลประกอบการปีบัญชี 2564 (สิ้นสุด 31 ต.ค. 64) กลับมามีกำไรสุทธิ 616 ล้านบาท จากที่เคยขาดทุนสุทธิ 83 ล้านบาทในปี 2563 โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากราคาขายน้ำตาลที่สูงขึ้นตามตลาดโลก แม้รายได้จากการดำเนินงานรวมจะลดลง 12% จากปริมาณการขายที่ลดลงก็ตาม ฝ่ายจัดการเน้นการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ทำให้ KSL พลิกจากขาดทุนสุทธิ 83 ล้านบาทในปี 2563 มามีกำไรสุทธิ 616 ล้านบาทในปี 2564 คือ **การปรับตัวสูงขึ้นของราคาขายน้ำตาลเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นถึง 23%** ซึ่งชดเชยผลกระทบจากปริมาณการขายน้ำตาลที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ลดลง โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายเงินนำส่งเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย ซึ่งมีรายการพิเศษที่เกิดขึ้นครั้งเดียวในปี 2563 ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนกำไร
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ราคาขายน้ำตาลที่ปรับตัวสูงขึ้น 23% เป็นผลโดยตรงจาก **ราคาน้ำตาลตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น** ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่ส่งผลบวกต่อรายได้จากการขายน้ำตาล แม้ว่าปริมาณการขายน้ำตาลจะลดลง 27% จากปริมาณอ้อยเข้าหีบที่ลดลงในฤดูการผลิต 2563/2564 และปริมาณน้ำตาลยกมาจากปีก่อนที่ลดลงอันเป็นผลจากภัยแล้ง แต่ราคาขายที่สูงขึ้นก็สามารถชดเชยผลกระทบดังกล่าวได้
ในส่วนของต้นทุนและค่าใช้จ่าย ฝ่ายจัดการได้บริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยต้นทุนการขายน้ำตาลที่สูงขึ้นประมาณ 22% นั้น ส่วนหนึ่งมาจากราคาวัตถุดิบ (อ้อย) ที่สูงขึ้นตามปริมาณอ้อยที่ลดลง แต่ก็ถูกชดเชยด้วยราคาขายที่สูงขึ้นเช่นกัน ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและจัดจำหน่ายลดลง 35% สอดคล้องกับปริมาณการขายที่ลดลง โดยเฉพาะการส่งออก ส่วนค่าใช้จ่ายในการบริหารและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ลดลงอย่างมากถึง 292 ล้านบาท เนื่องจากการรับรู้ค่าใช้จ่ายเงินกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายของปีก่อนๆ ซึ่งเป็นรายการพิเศษที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่องในระดับหนึ่ง แต่ต้องจับตาปัจจัยภายนอก** ราคาขายน้ำตาลที่ปรับตัวสูงขึ้นตามตลาดโลกเป็นปัจจัยที่ฝ่ายจัดการคาดว่าจะส่งผลดีต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านปริมาณการผลิตอ้อยยังคงเป็นความท้าทายจากผลกระทบภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นอีก การเปลี่ยนแปลงมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่ส่งผลต่อการรับรู้รายการเครื่องมือทางการเงินและการป้องกันความเสี่ยงราคาโภคภัณฑ์ อาจทำให้การเปรียบเทียบอัตรากำไรขั้นต้นระหว่างปี 2563 และ 2564 ไม่ตรงไปตรงมานัก หากไม่ปรับผลกระทบดังกล่าวออกไป
## Highlight สำคัญ
* **พลิกกำไรสุทธิ:** KSL มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 616 ล้านบาท ในปี 2564 เพิ่มขึ้น 699 ล้านบาท จากขาดทุนสุทธิ 83 ล้านบาทในปี 2563
* **รายได้รวมลดลง:** รายได้จากการดำเนินงานรวมอยู่ที่ 10,470 ล้านบาท ลดลง 1,383 ล้านบาท หรือ 12% จากปีก่อน
* **ราคาขายน้ำตาลพุ่ง:** ราคาขายน้ำตาลเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 23% จากราคาน้ำตาลตลาดโลกที่สูงขึ้น ชดเชยปริมาณขายที่ลดลง 27%
* **ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น:** ต้นทุนขายน้ำตาลสูงขึ้น 22% จากราคาอ้อยที่ปรับตัวสูงขึ้นตามปริมาณอ้อยที่ลดลง
* **ค่าใช้จ่ายบริหารลดลง:** ค่าใช้จ่ายในการบริหารและค่าใช้จ่ายอื่นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะรายการพิเศษที่เกิดขึ้นครั้งเดียวในปี 2563
* **ส่วนแบ่งกำไรโต:** ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น 58% จากธุรกิจเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์ชีวภาพของ BBGI
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในปีบัญชี 2564 บริษัทมีรายได้จากการดำเนินงานรวม 10,470 ล้านบาท ลดลง 12% จากปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้จากการขายน้ำตาลทรายและกากน้ำตาลที่ลดลง 1,323 ล้านบาท หรือ 13% เนื่องจากปริมาณการขายน้ำตาลที่ลดลง 180,860 ตัน หรือ 27% จากปริมาณอ้อยเข้าหีบที่ลดลงและปริมาณน้ำตาลยกมาจากปีก่อนที่น้อยลง อย่างไรก็ตาม ราคาขายน้ำตาลเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 23% จากราคาน้ำตาลตลาดโลกที่สูงขึ้น รายได้จากการขายไฟฟ้าลดลง 75 ล้านบาท หรือ 6% จากปริมาณการขายที่ลดลง แต่รายได้จากธุรกิจสนับสนุนเพิ่มขึ้น 52 ล้านบาท หรือ 14%
บริษัทมีกำไรขั้นต้นลดลง 30% จาก 1,771 ล้านบาท เป็น 1,240 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากปริมาณการขายน้ำตาลที่ลดลง แม้ว่าราคาขายน้ำตาลและกากน้ำตาลเฉลี่ยจะปรับตัวสูงขึ้น แต่ต้นทุนขายน้ำตาลก็สูงขึ้นตามราคาวัตถุดิบ (อ้อย) ที่เพิ่มขึ้น อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 15% ในปี 2563 เป็น 12% ในปี 2564 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่ทำให้การรับรู้รายการเครื่องมือทางการเงินและผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงราคาโภคภัณฑ์ (น้ำตาล) และขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 215 ล้านบาท ถูกจัดประเภทเป็นส่วนหนึ่งของรายได้จากการขายในปี 2564 หากไม่รวมผลกระทบนี้ อัตรากำไรขั้นต้นจะใกล้เคียงเดิม
กำไรขั้นต้นของธุรกิจไฟฟ้าลดลงจาก 31% เป็น 13% เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้นจากการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพอื่นทดแทนกากอ้อยที่ไม่เพียงพอ รายได้อื่นๆ มีกำไรจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนเพิ่มขึ้น 86 ล้านบาท ต้นทุนในการจัดจำหน่ายลดลง 157 ล้านบาท หรือ 35% สอดคล้องกับปริมาณการขายที่ลดลง โดยเฉพาะการส่งออก
ค่าใช้จ่ายในการบริหารและค่าใช้จ่ายอื่นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานและกรรมการลดลง 93 ล้านบาท และที่สำคัญคือค่าใช้จ่ายเงินนำส่งเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายลดลง 292 ล้านบาท เนื่องจากปี 2563 มีการรับรู้ค่าใช้จ่ายเงินกองทุนฯ ของปีก่อนๆ เป็นรายการพิเศษครั้งเดียว ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนลดลง และขาดทุนจากสัญญาป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำตาลลดลงทั้งจำนวน หนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้น 127 ล้านบาท ส่วนหนึ่งจากการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานการรายงานทางการเงิน
ต้นทุนทางการเงินลดลง 14% จาก 497 ล้านบาท เป็น 425 ล้านบาท เนื่องจากการทยอยชำระคืนเงินต้นและอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น 58% เป็น 511 ล้านบาท จากธุรกิจเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์ชีวภาพของ บมจ. บีบีจีไอ
## โอกาส
* **ราคาน้ำตาลตลาดโลก:** แนวโน้มราคาน้ำตาลในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น เป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มรายได้และอัตรากำไรจากการขายน้ำตาล
* **ธุรกิจไฟฟ้าและชีวภาพ:** การเติบโตของธุรกิจไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ผ่านการลงทุนใน บมจ. บีบีจีไอ เป็นอีกช่องทางในการสร้างรายได้และกำไรที่มั่นคง
* **การบริหารต้นทุน:** ความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยหนุนผลกำไรในระยะยาว
* **การเพาะปลูกอ้อย:** การที่ชาวไร่มีกิจกรรมเพิ่มผลผลิตอ้อยในฤดูการเพาะปลูกหน้า เป็นสัญญาณที่ดีต่อปริมาณวัตถุดิบในอนาคต
## ความเสี่ยง
* **ภัยแล้งและปริมาณอ้อย:** ความเสี่ยงจากภาวะภัยแล้งที่อาจส่งผลกระทบต่อปริมาณอ้อยเข้าหีบ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตน้ำตาล
* **ความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์:** ราคาน้ำตาลและกากน้ำตาลมีความผันผวนตามปัจจัยตลาดโลก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้และกำไร
* **ต้นทุนวัตถุดิบ:** ต้นทุนวัตถุดิบหลัก (อ้อย) ที่สูงขึ้นจากการลดลงของปริมาณการผลิต อาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไร
* **อัตราแลกเปลี่ยน:** ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนอาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการ โดยเฉพาะในส่วนของการส่งออก
* **การเปลี่ยนแปลงมาตรฐานบัญชี:** การเปลี่ยนแปลงมาตรฐานการรายงานทางการเงินอาจส่งผลต่อการรับรู้รายการทางการเงินบางประเภท
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มราคาน้ำตาลตลาดโลก:** ติดตามทิศทางราคาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นปัจจัยขับเคลื่อนรายได้หลัก
* **ปริมาณอ้อยเข้าหีบในฤดูการผลิตถัดไป:** ประเมินผลกระทบจากสภาพอากาศและมาตรการส่งเสริมการเพาะปลูก
* **ต้นทุนวัตถุดิบและเชื้อเพลิง:** จับตาการเปลี่ยนแปลงของราคาอ้อยและต้นทุนเชื้อเพลิงชีวภาพอื่นๆ
* **ผลประกอบการของ บมจ. บีบีจีไอ:** ติดตามการเติบโตของธุรกิจเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์ชีวภาพ
* **การบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่าย:** ประเมินความสามารถในการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร)
* **ราคาวัตถุดิบ/สินค้า:** ราคาขายน้ำตาลเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 23% ตามตลาดโลก ราคาขายกากน้ำตาลเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 41% ต้นทุนอ้อยสำหรับค่าความหวาน (10 CCS) ปี 2564 อยู่ในช่วง 975.43 - 1,019.62 บาท/ตันอ้อย เทียบกับปี 2563 ที่ 813.85 - 825.93 บาท/ตันอ้อย
* **Volume:** ปริมาณการขายน้ำตาลลดลง 27% (180,860 ตัน) จากปริมาณอ้อยเข้าหีบที่ลดลงและน้ำตาลยกมาจากปีก่อนน้อยลง ปริมาณการขายไฟฟ้าลดลง 6%
* **GPM:** อัตรากำไรขั้นต้นรวมลดลงจาก 15% เป็น 12% โดยธุรกิจน้ำตาลได้รับผลกระทบจากปริมาณขายลดลง แม้ราคาขายสูงขึ้น ขณะที่ธุรกิจไฟฟ้า GPM ลดลงจาก 31% เป็น 13% จากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น
* **ช่องทางขาย:** การส่งออกมีสัดส่วนลดลง ส่งผลให้ค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายในการส่งออกลดลง
* **สต็อก:** เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูลเกี่ยวกับสต็อกสินค้าโดยตรง
* **อัตราแลกเปลี่ยน/ส่งออก:** ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 15 ล้านบาท ในขณะที่ปีก่อนมีกำไร 29 ล้านบาท การส่งออกที่ลดลงส่งผลให้ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องลดลง
* **ฤดูกาลผลิต:** ฤดูการผลิต 2563/2564 มีปริมาณอ้อยเข้าหีบลดลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิตน้ำตาล
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2564 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 41,521 ล้านบาท หนี้สินรวม 21,410 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 20,111 ล้านบาท อัตราหนี้สินที่มีดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (IBD/Equity Ratio) อยู่ที่ 0.92 เท่า
ต้นทุนทางการเงินลดลง 14% จาก 497 ล้านบาท เป็น 425 ล้านบาท เนื่องจากการทยอยชำระคืนเงินต้นของเงินกู้ยืมระยะยาวและหุ้นกู้ รวมถึงอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของเงินกู้ระยะสั้นที่ลดลง
เอกสารไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน การลงทุน หรือการจัดหาเงินโดยตรง
## สรุปท้าย
KSL สามารถพลิกฟื้นผลประกอบการในปี 2564 กลับมามีกำไรสุทธิ 616 ล้านบาท โดยมีหัวใจสำคัญมาจากการที่ราคาขายน้ำตาลเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้นตามตลาดโลกถึง 23% ซึ่งสามารถชดเชยผลกระทบจากปริมาณการขายที่ลดลงได้ ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการลดลงของรายการพิเศษที่เกิดขึ้นครั้งเดียวในปี 2563 แม้ว่าภาพรวมรายได้จะลดลง 12% และอัตรากำไรขั้นต้นรวมปรับตัวลดลง แต่การเติบโตของส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์ชีวภาพ รวมถึงโอกาสจากแนวโน้มราคาน้ำตาลในตลาดโลกที่ยังคงแข็งแกร่ง เป็นปัจจัยที่น่าจับตา อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากภัยแล้ง ปริมาณอ้อย และความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด.
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ KSL ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
3,996.85
ล้านบาท
↓ 55.8% YoY
กำไรขั้นต้น
-47.76
ล้านบาท
↓ 104.6% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
-1.19
%
กำไรสุทธิ
-955.55
ล้านบาท
↓ 1296.4% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-23.91
%
D/E Ratio
1.07
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
3,997
↓ -55.8%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
-48
↓ -104.6%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-956
↓ -1296.4%
YoY
D/E Ratio
1.07
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — KSL
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
1.07
ROE (%)
-3.06
ROA (%)
0.24
Book Value/หุ้น
4.93
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — KSL
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+6,928
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+860
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — KSL
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
6,927.53
+127.41%
|
3,046.32
|
— |
4,991.73
-27.98%
|
6,930.84
+351.57%
|
1,534.82
-73.16%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
859.93
-123.20%
|
-3,706.92
|
— |
-683.89
+11.31%
|
-614.38
+169.04%
|
-228.36
+162.21%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-8,247.24
-1,797.17%
|
485.94
|
— |
-4,549.95
-26.64%
|
-6,202.05
+72.71%
|
-3,590.96
-13.79%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-485.42
+189.23%
|
-167.83
|
— |
-257.42
-382.85%
|
91.01
-103.97%
|
-2,292.66
-256.13%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
0.00
-100.00%
|
206.39
-19.01%
|
— |
224.06
+62.68%
|
137.73
-94.33%
|
2,430.39
+1,780.52%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
0.00
-100.00%
|
210.95
+2.21%
|
— |
254.85
+13.74%
|
0.00
|
0.00
|