บริษัท กรุงไทยคาร์เร้นท์ แอนด์ ลีส จำกัด (มหาชน)
SET · เงินทุนและหลักทรัพย์
4.94
0.02 (0.40%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=6713 out_tok=2711 at=2026-07-25T19:33:36 -->
KCAR กำไรสุทธิ Q3/64 โต 6.3% รับยอดขายต่างประเทศฟื้นแรง
ฝ่ายจัดการ KCAR เผยผลประกอบการไตรมาส 3/2564 รายได้รวมเติบโต 13.6% แตะ 1,083.9 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้แรงหนุนหลักจากยอดขายในต่างประเทศที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง ขณะที่ยอดขายในประเทศชะลอตัวจากสถานการณ์โควิด-19 และน้ำท่วม ส่งผลให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 6.3% เป็น 143.0 ล้านบาท
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ KCAR ในไตรมาส 3/2564 คือ **การฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของยอดขายในต่างประเทศ** ซึ่งสามารถชดเชยยอดขายในประเทศที่ปรับตัวลดลงได้ ส่งผลให้รายได้รวมเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และดันกำไรสุทธิให้เพิ่มขึ้น 6.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การฟื้นตัวของยอดขายในต่างประเทศเกิดจากปัจจัยหลักคือ **การฉีดวัคซีนที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก** ซึ่งส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของบริษัทฯ ฟื้นตัวอย่างชัดเจน แม้จะเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และค่าระวางที่สูงขึ้น แต่บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการโดยการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มจากลูกค้าต่างประเทศได้ และรับรู้เป็นรายได้อื่น ทำให้สามารถรักษาการเติบโตของยอดขายในต่างประเทศไว้ได้
ในทางกลับกัน ยอดขายในประเทศได้รับผลกระทบจาก **สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังไม่คลี่คลาย** และ **สถานการณ์น้ำท่วม** ในหลายพื้นที่ ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคและการขนส่งสินค้า แม้ว่าบริษัทฯ จะมีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นยอดขายในประเทศ แต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยยอดขายที่หายไปในช่องทาง Traditional Trade และ Modern Trade ได้ทั้งหมด
นอกจากนี้ **ต้นทุนขายต่อรายได้รวมปรับลดลง** จาก 55.0% ในไตรมาส 3/2564 เทียบกับ 60.4% ในไตรมาส 3/2563 ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของอัตราการใช้กำลังการผลิตจากการฟื้นตัวของยอดขายต่างประเทศ การอ่อนค่าของเงินบาท และการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง** โดยเฉพาะในส่วนของยอดขายต่างประเทศ ฝ่ายจัดการมองเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน และคาดการณ์ว่าสถานการณ์จะดีขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงปี 2565 ประกอบกับการที่บริษัทฯ มีแผนการจัดจำหน่ายสินค้าใหม่ (NPD) อย่างต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการลงทุนด้านการตลาดในต่างประเทศเพื่อสร้างการรับรู้และขยายฐานลูกค้า จะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตในระยะต่อไป
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยกดดันจากยอดขายในประเทศยังคงต้องติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และผลกระทบจากภัยธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ส่วนประเด็นค่าใช้จ่ายในการส่งออกที่เพิ่มขึ้นนั้น บริษัทฯ ได้มีการบริหารจัดการโดยเรียกเก็บจากลูกค้าได้ ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อกำไรสุทธิ
## Highlight สำคัญ
* **รายได้รวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์:** ไตรมาส 3/2564 ทำรายได้รวม 1,083.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.6% YoY
* **ยอดขายต่างประเทศฟื้นตัวโดดเด่น:** เติบโต 47.2% YoY แตะ 685.1 ล้านบาท เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
* **ยอดขายในประเทศชะลอตัว:** ลดลง 33.7% YoY เหลือ 315.0 ล้านบาท จากผลกระทบโควิด-19 และน้ำท่วม
* **กำไรสุทธิเติบโต:** อยู่ที่ 143.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.3% YoY แม้รายได้ในประเทศลดลง
* **ต้นทุนขายต่อรายได้ลดลง:** อยู่ที่ 55.0% จาก 60.4% YoY จากการบริหารจัดการต้นทุนและเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิต
* **ค่าใช้จ่ายในการขายเพิ่มขึ้น:** สัดส่วน 20.4% ของรายได้รวม เพิ่มขึ้นจาก 13.1% YoY หลักจากค่าใช้จ่ายส่งออกที่สูงขึ้น
## ภาพรวมผลประกอบการ
บริษัท กรุงไทยคาร์เร้นท์ แอนด์ ลีส จำกัด (มหาชน) หรือ KCAR รายงานผลประกอบการในไตรมาส 3 ปี 2564 มีรายได้รวม 1,083.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของยอดขายในต่างประเทศที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากการฉีดวัคซีนทั่วโลก ในขณะที่ยอดขายในประเทศปรับตัวลดลง 33.7% เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และผลกระทบจากน้ำท่วม
ต้นทุนขายต่อรายได้รวมลดลงมาอยู่ที่ 55.0% จาก 60.4% YoY เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของอัตราการใช้กำลังการผลิตและการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการขายต่อรายได้รวมปรับเพิ่มขึ้นเป็น 20.4% จาก 13.1% YoY ส่วนใหญ่มาจากค่าใช้จ่ายในการส่งออกที่สูงขึ้นจากการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ แต่ค่าใช้จ่ายส่วนนี้สามารถเรียกเก็บเพิ่มเติมจากลูกค้าต่างประเทศได้และรับรู้เป็นรายได้อื่น
ส่งผลให้กำไรสุทธิในไตรมาส 3/2564 อยู่ที่ 143.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.3% YoY
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของตลาดต่างประเทศ:** การฉีดวัคซีนที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกส่งผลดีต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของบริษัทฯ
* **การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ (NPD):** บริษัทฯ มีการออกสินค้าใหม่ต่อเนื่องตั้งแต่ปลายไตรมาส 2/2564 และในไตรมาส 3/2564 ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายในประเทศให้กลับมาเติบโตได้
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** การเพิ่มขึ้นของอัตราการใช้กำลังการผลิตและการบริหารต้นทุนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดต้นทุนขายต่อรายได้
* **การเรียกเก็บค่าใช้จ่ายส่งออกเพิ่มเติม:** สามารถบริหารจัดการต้นทุนค่าระวางที่สูงขึ้นจากการเรียกเก็บจากลูกค้าต่างประเทศได้
## ความเสี่ยง
* **สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศ:** การแพร่ระบาดที่ยังไม่คลี่คลายส่งผลกระทบต่อยอดขายในประเทศ โดยเฉพาะช่องทาง Modern Trade และ Traditional Trade
* **ภัยธรรมชาติ:** สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าและพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค
* **การขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และค่าระวางขนส่ง:** แม้จะมีการบริหารจัดการ แต่ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามและอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนและระยะเวลาการขนส่ง
* **การแข่งขันในตลาด:** การแข่งขันด้านราคาสินค้าและโปรโมชั่นทางการตลาดอาจส่งผลต่ออัตรากำไร
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* แนวโน้มการฟื้นตัวของยอดขายในประเทศหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย
* ผลตอบรับของผลิตภัณฑ์ใหม่ (NPD) ที่ออกสู่ตลาด
* สถานการณ์การขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และค่าระวางขนส่งในตลาดโลก
* การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการขายและการตลาด เพื่อสร้างการรับรู้ในตลาดต่างประเทศ
* ผลประกอบการของบริษัทร่วม (ดาน่อน เซ็ปเป้ เบฟเวอเรจส์) และแนวโน้มการลดลงของผลขาดทุนในปี 2565
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)
* **รายได้รวม:** 1,083.9 ล้านบาท (+13.6% YoY) สูงสุดเป็นประวัติการณ์
* **รายได้จากการขาย:** 1,000.1 ล้านบาท (+6.4% YoY)
* รายได้ในประเทศ: 315.0 ล้านบาท (-33.7% YoY)
* รายได้ต่างประเทศ: 685.1 ล้านบาท (+47.2% YoY)
* **ต้นทุนขาย:** 595.6 ล้านบาท (+3.3% YoY) คิดเป็น 55.0% ของรายได้รวม (ลดลงจาก 60.4% YoY)
* **กำไรขั้นต้น:** 488.3 ล้านบาท (+29.2% YoY) คิดเป็น 45.0% ของรายได้รวม (เพิ่มขึ้นจาก 39.6% YoY)
* **ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร:** 305.6 ล้านบาท (+54.4% YoY) คิดเป็น 28.2% ของรายได้รวม (เพิ่มขึ้นจาก 20.7% YoY)
* ค่าใช้จ่ายในการขาย: 221.2 ล้านบาท (+77.2% YoY) คิดเป็น 20.4% ของรายได้รวม (เพิ่มขึ้นจาก 13.1% YoY)
* ค่าใช้จ่ายในการบริหาร: 81.3 ล้านบาท (+11.1% YoY) คิดเป็น 7.5% ของรายได้รวม (ใกล้เคียง 7.7% YoY)
* **กำไรจากกิจกรรมดำเนินงาน:** 182.7 ล้านบาท (+1.5% YoY)
* **กำไรก่อนภาษีเงินได้:** 178.6 ล้านบาท (+5.2% YoY)
* **ภาษีเงินได้นิติบุคคล:** 35.6 ล้านบาท (+1.3% YoY)
* **กำไรสุทธิ:** 143.0 ล้านบาท (+6.3% YoY) คิดเป็น 13.2% ของรายได้รวม (ใกล้เคียง 14.1% YoY)
* **กำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่:** 142.0 ล้านบาท (+6.9% YoY)
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
(เอกสารที่ให้มาไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสดโดยตรงในส่วน MD&A นี้ จึงขอข้ามส่วนนี้ไป)
## สรุปท้าย
KCAR โชว์ผลประกอบการไตรมาส 3/2564 ทำรายได้รวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 1,083.9 ล้านบาท เติบโต 13.6% YoY โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของยอดขายในต่างประเทศที่เติบโตถึง 47.2% จากการคลายล็อกดาวน์และการฉีดวัคซีนทั่วโลก แม้ว่ายอดขายในประเทศจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 และน้ำท่วม แต่การบริหารจัดการต้นทุนขายที่ลดลงเหลือ 55.0% และการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายส่งออกเพิ่มเติมจากลูกค้าต่างประเทศได้ ช่วยหนุนให้กำไรสุทธิเติบโต 6.3% YoY แตะ 143.0 ล้านบาท ฝ่ายจัดการมองว่าแนวโน้มการเติบโตในต่างประเทศจะต่อเนื่อง ขณะที่การฟื้นตัวในประเทศต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมกับการออกผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อกระตุ้นตลาด
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ KCAR ไตรมาส 2/2025
รายได้รวม
547.00
ล้านบาท
↑ 1.1% YoY
กำไรขั้นต้น
79.65
ล้านบาท
↓ 6.6% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
14.56
%
กำไรสุทธิ
24.05
ล้านบาท
↓ 10.3% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
4.40
%
D/E Ratio
1.09
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
547
↑ + 1.1%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
80
↓ -6.6%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
24
↓ -10.3%
YoY
D/E Ratio
1.09
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — KCAR
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
1.09
ROE (%)
6.83
ROA (%)
5.55
Book Value/หุ้น
10.26
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — KCAR
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-858
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-56
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — KCAR
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-857.67
+439.75%
|
-158.90
-80.01%
|
-794.84
+90.39%
|
-417.49
-12.31%
|
-476.12
-167.21%
|
708.44
-1,079.05%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
-55.87
-233.72%
|
41.78
-89.79%
|
409.26
-247.24%
|
-277.96
-10,062.72%
|
2.79
-94.84%
|
54.04
-619.12%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
907.06
+529.16%
|
144.17
-69.21%
|
468.24
-22.44%
|
603.72
+52.78%
|
395.15
-148.80%
|
-809.66
-977.39%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-6.46
-123.88%
|
27.05
-67.28%
|
82.68
-190.16%
|
-91.70
+30.42%
|
-70.31
+49.03%
|
-47.18
+1,251.86%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
52.11
-11.09%
|
58.61
-20.79%
|
73.99
+136.31%
|
31.31
-20.11%
|
39.19
-54.63%
|
86.37
-3.88%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
92.20
+76.93%
|
52.11
-11.09%
|
58.61
-20.79%
|
73.99
+136.31%
|
31.31
-20.11%
|
39.19
-54.63%
|