เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
TNITY พลิกขาดทุนหนัก Q2/66 ส่อกระทบจากตั้งสำรองหนี้สูญ 232 ลบ.
ข่าวสาร

TNITY พลิกขาดทุนหนัก Q2/66 ส่อกระทบจากตั้งสำรองหนี้สูญ 232 ลบ.

TNITY P/E -100.00 YIELD 0.00
70 นาที 09:42 น. 0 ความเห็น

ผลประกอบการ Q2/66 ทรุดหนัก หลังตั้งสำรองหนี้สูญก้อนใหญ่ เผชิญความผันผวนตลาดหุ้น

บริษัท ทรีนีตี้ วัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ TNITY รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 พลิกขาดทุนสุทธิ 239.18 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 26.85 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจำนวน 232.18 ล้านบาท จากลูกหนี้เงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์สองรายที่ประสบปัญหาหลักประกันลดลงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับภาพรวมตลาดหุ้นที่ยังคงผันผวนส่งผลกระทบต่อรายได้จากธุรกิจหลักทรัพย์

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ TNITY พลิกจากกำไรเป็นขาดทุนอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาส 2 ปี 2566 คือ การตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss - ECL) จำนวน 232.18 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายการที่เกิดขึ้นจากการผิดนัดชำระหนี้ของลูกหนี้เงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์สองรายที่ประสบปัญหาหลักประกันลดลงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับ รายได้รวมที่ลดลงอย่างมากถึง 59.55% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะรายได้จากธุรกิจหลักทรัพย์ที่หดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

การตั้งสำรอง ECL จำนวนมากเกิดจากเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในตลาดหลักทรัพย์ คือ การที่หลักประกันของลูกหนี้เงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์สองรายถูกบังคับขายและราคาลดลงถึง 30% ต่อวัน เป็นเวลา 5 วันทำการติดต่อกัน ทำให้มูลค่าหลักประกันไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ ซึ่งฝ่ายบริหารได้บันทึกผลขาดทุนดังกล่าวเพื่อสะท้อนความเสี่ยงด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ รายได้รวมที่ลดลงอย่างมากมีสาเหตุหลักมาจาก รายได้จากธุรกิจหลักทรัพย์ที่ลดลง 57.85% โดยเฉพาะรายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่ลดลง 57.85% เนื่องจากปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์โดยรวมของตลาดและของลูกค้ารายย่อยลดลงอย่างมาก รวมถึงรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการที่ลดลง 63.47% จากการลดลงของค่าธรรมเนียมจัดจำหน่าย แม้ว่ารายได้ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์จะเพิ่มขึ้น 8.55% จากอัตราดอกเบี้ยที่ปรับสูงขึ้น แต่ไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากรายได้หลักที่ลดลงได้

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

ลักษณะครั้งคราว โดยมีปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การตั้งสำรอง ECL จำนวน 232.18 ล้านบาท เป็นผลจากเหตุการณ์เฉพาะที่เกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน 2566 ซึ่งฝ่ายบริหารระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และกำลังอยู่ระหว่างการติดตามการชำระหนี้จากลูกค้าเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ปัญหาลูกหนี้ MORE มูลค่า 479 ล้านบาท ที่อยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรม และการที่ผู้บริหารเชื่อว่ามีโอกาสสูงที่รายการดังกล่าวจะตกเป็นโมฆะและได้รับเงินคืนเต็มจำนวนจากทรัพย์สินที่ศาลอายัดไว้ ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ส่วนรายได้จากธุรกิจหลักทรัพย์ที่ลดลงนั้น เป็นผลจากภาพรวมตลาดที่ผันผวนและปริมาณการซื้อขายที่ลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก และมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อเนื่องหากภาวะตลาดไม่ดีขึ้น

Highlight สำคัญ

  • ขาดทุนสุทธิ 239.18 ล้านบาทใน Q2/66 พลิกจากกำไร 26.85 ล้านบาทใน Q2/65
  • ตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) 232.18 ล้านบาท จากลูกหนี้เงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ 2 ราย
  • รายได้รวมลดลง 59.55% เหลือ 77.93 ล้านบาท โดยรายได้จากธุรกิจหลักทรัพย์ลดลง 57.85%
  • ปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยต่อวันลดลง 35.66% ใน Q2/66
  • ลูกหนี้ธุรกิจหลักทรัพย์อื่น (MORE) 479 ล้านบาท อยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรม ศาลมีคำสั่งอายัดทรัพย์สินมูลค่า 4,470.87 ล้านบาท

ภาพรวมผลประกอบการ

บริษัทและบริษัทย่อยมี ขาดทุนสุทธิ 239.18 ล้านบาท ในไตรมาส 2 ปี 2566 เทียบกับ กำไรสุทธิ 26.85 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นการลดลงถึง 990.80% สำหรับงวดหกเดือนแรกปี 2566 บริษัทขาดทุนสุทธิ 262.37 ล้านบาท เทียบกับกำไรสุทธิ 83.61 ล้านบาทในงวดเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นการลดลง 413.80%

รายได้รวมในไตรมาส 2 ปี 2566 อยู่ที่ 77.93 ล้านบาท ลดลง 59.55% จาก 192.67 ล้านบาทในปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้ธุรกิจหลักทรัพย์ที่ลดลง 57.85% เป็นผลจากปริมาณการซื้อขายที่ลดลงอย่างมาก และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการที่ลดลง 63.47% ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 8.55% จากอัตราดอกเบี้ยที่ปรับสูงขึ้น

ค่าใช้จ่ายรวมในไตรมาส 2 ปี 2566 เพิ่มขึ้น 132.91% เป็น 377.73 ล้านบาท จาก 162.18 ล้านบาทในปีก่อน โดยมีค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงานลดลง 11.16% และค่าธรรมเนียมและบริการจ่ายลดลง 51.73% แต่มี ค่าใช้จ่ายผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 232.18 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายทางการเงินเพิ่มขึ้น 33.96%

โอกาส

  • การฟื้นตัวของตลาดหลักทรัพย์: หากภาวะตลาดหุ้นไทยปรับตัวดีขึ้น นักลงทุนกลับมามีความเชื่อมั่น และปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น จะส่งผลดีต่อรายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์และรายได้ค่าธรรมเนียม
  • การติดตามการชำระหนี้: ความสำเร็จในการติดตามการชำระหนี้จากลูกหนี้เงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ที่ผิดนัดชำระ จะช่วยลดผลกระทบจาก ECL ที่ตั้งไว้
  • การดำเนินคดีลูกหนี้ MORE: หากกระบวนการยุติธรรมเป็นไปตามที่ฝ่ายบริหารคาดหวัง และสามารถเรียกคืนเงินได้เต็มจำนวน จะช่วยลดผลกระทบจากลูกหนี้รายดังกล่าว

ความเสี่ยง

  • ความผันผวนของตลาดทุน: ความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจโลกและปัจจัยภายในประเทศ อาจส่งผลให้ตลาดหุ้นผันผวนต่อเนื่อง กดดันปริมาณการซื้อขายและรายได้ของบริษัท
  • ความเสี่ยงด้านเครดิต: การผิดนัดชำระหนี้ของลูกหนี้เงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ อาจเกิดขึ้นอีกหากภาวะตลาดไม่เอื้ออำนวย หรือลูกหนี้ประสบปัญหาทางการเงิน
  • ความไม่แน่นอนทางกฎหมาย: คดีความที่เกี่ยวข้องกับลูกหนี้ MORE ยังอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งอาจใช้เวลานานและผลลัพธ์ยังไม่แน่นอน
  • ความเห็นของผู้สอบบัญชี: ผู้สอบบัญชีแสดงความเห็นอย่างมีเงื่อนไขต่อรายการลูกหนี้ธุรกิจหลักทรัพย์ MORE ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • การตั้งสำรอง ECL ในไตรมาสถัดไป: จะมีการตั้งสำรองเพิ่มเติมหรือไม่ และมีปัจจัยใดเป็นสาเหตุ
  • ความคืบหน้าคดี MORE: การดำเนินคดีและการอายัดทรัพย์สินจะมีความคืบหน้าอย่างไร และมีโอกาสได้รับชดใช้ความเสียหายหรือไม่
  • ปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์: แนวโน้มปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของตลาดและของบริษัท จะฟื้นตัวหรือลดลงต่อเนื่อง
  • รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ: การปรับตัวของรายได้จากธุรกิจที่ปรึกษาทางการเงินและการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์
  • อัตราดอกเบี้ย: การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยนโยบายและอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)

  • รายได้จากธุรกิจหลักทรัพย์: ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะรายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่ลดลงตามปริมาณการซื้อขายที่หดตัวลงอย่างมากในตลาด
  • รายได้ดอกเบี้ย: เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ที่ปรับสูงขึ้นตามทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย
  • ผลตอบแทนจากเงินลงทุน: ขาดทุนเพิ่มขึ้นจากความผันผวนของตลาดหุ้นที่ดัชนีปรับลดลง
  • ค่าใช้จ่าย: มีค่าใช้จ่ายผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ก้อนใหญ่จากการผิดนัดชำระหนี้ของลูกหนี้เงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์
  • ลูกหนี้ธุรกิจหลักทรัพย์: มีการตั้งสำรอง ECL เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากลูกหนี้ 2 ราย และยังมีประเด็นลูกหนี้ MORE ที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดี

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

  • สินทรัพย์รวม: ลดลงจาก 7,238.25 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2565 เป็น 5,761.35 ล้านบาท ณ สิ้น Q2/66 โดยมีลูกหนี้ธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าลดลงจาก 4,523.39 ล้านบาท เป็น 3,411.30 ล้านบาท
  • หนี้สินรวม: ลดลงจาก 5,498.57 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2565 เป็น 4,283.83 ล้านบาท ณ สิ้น Q2/66 โดยเงินกู้ยืมรวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
  • ส่วนของผู้ถือหุ้น: ลดลงจาก 1,739.69 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2565 เป็น 1,477.52 ล้านบาท ณ สิ้น Q2/66 เป็นผลจากขาดทุนสุทธิ
  • อัตราหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น: ลดลงจาก 2.75 เท่า ณ สิ้นปี 2565 เป็น 2.44 เท่า ณ สิ้น Q2/66
  • อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE): ติดลบที่ -32.62% ต่อปี

สรุปท้าย

TNITY เผชิญผลประกอบการที่น่าผิดหวังในไตรมาส 2 ปี 2566 โดยพลิกขาดทุนสุทธิอย่างมีนัยสำคัญ จากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นก้อนใหญ่ ประกอบกับรายได้จากธุรกิจหลักทรัพย์ที่ลดลงอย่างมากตามภาวะตลาดที่ผันผวน แม้ว่าจะมีโอกาสจากการฟื้นตัวของตลาดและกระบวนการติดตามหนี้ แต่ความเสี่ยงด้านเครดิตและความไม่แน่นอนทางกฎหมายยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป

ยังไม่มีความคิดเห็น