TNP สรุปผลประกอบการ Q2/2566
TNP กำไรสุทธิ Q2/66 โต 10.5% รับแรงหนุนรายได้จากการขายเพิ่ม – ขยายสาขาต่อเนื่อง
รายได้จากการขาย Q2/66 โต 11.18% YoY หนุนกำไรสุทธิพุ่ง 10.50% ขณะที่ SSS Growth ยังติดลบเล็กน้อย ฝ่ายจัดการชี้การเปิดสาขาใหม่เป็นปัจจัยหลัก
บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) หรือ TNP รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 37.84 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของรายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้น 11.18% แม้ว่ายอดขายสาขาเดิม (SSS Growth) จะยังคงติดลบเล็กน้อยก็ตาม
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ TNP ในไตรมาส 2 ปี 2566 คือ การเติบโตของรายได้จากการขายที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องของบริษัท
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:
ฝ่ายจัดการระบุว่า การเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายจำนวน 64.72 ล้านบาท หรือ 11.18% เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็นผลมาจากการเปิดสาขาใหม่ของบริษัท โดยในปีที่ผ่านมาได้เปิดไป 4 สาขา และในครึ่งปีแรกของปี 2566 ได้เปิดเพิ่มอีก 1 สาขา ทำให้ปัจจุบันมีสาขารวมทั้งสิ้น 43 สาขา การขยายสาขาใหม่นี้ช่วยเพิ่มฐานรายได้โดยรวมของบริษัท แม้ว่ายอดขายสาขาเดิม (SSS Growth) ในไตรมาส 2 ปี 2566 จะยังคงติดลบเล็กน้อยที่ 1.9% ก็ตาม
จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:
มีโอกาสต่อเนื่อง โดยฝ่ายจัดการได้ระบุถึงแผนการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักในการผลักดันการเติบโตของรายได้ การเปิดสาขาใหม่เป็นปัจจัยที่สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นได้ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การเติบโตของ SSS Growth ที่ยังติดลบเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าบริษัทจะสามารถพลิกฟื้นให้กลับมาเป็นบวกได้หรือไม่ในอนาคต
Highlight สำคัญ
- รายได้จากการขาย Q2/66 เติบโต 11.18% YoY แตะ 643.81 ล้านบาท
- กำไรสุทธิ Q2/66 เพิ่มขึ้น 10.50% YoY อยู่ที่ 37.84 ล้านบาท
- อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ทรงตัว อยู่ที่ 16.96% ใน Q2/66
- อัตรากำไรสุทธิ (NPM) ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย อยู่ที่ 5.82% ใน Q2/66
- การเปิดสาขาใหม่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนรายได้หลัก โดยมีสาขารวม 43 แห่ง
- ต้นทุนขายต่อรายได้จากการขายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เป็น 83.04% ใน Q2/66
- ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 11.23% YoY จากการขยายสาขาและค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น
ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 2 ปี 2566 TNP มีรายได้จากการขายรวม 643.81 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเปิดสาขาใหม่ ขณะที่ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 11.76% ทำให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 8.42% อยู่ที่ 109.18 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 16.96% ซึ่งใกล้เคียงกับปีก่อน
รายได้อื่นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 85.31% YoY เป็น 6.69 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากการรับรู้กำไรจากการขายสินทรัพย์จำนวน 3.59 ล้านบาท
ค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 11.23% YoY เป็น 68.29 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการขยายสาขา เช่น ค่าจ้างพนักงาน ค่าเสื่อมราคา ค่าสาธารณูปโภค รวมถึงค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้น
ต้นทุนทางการเงินใกล้เคียงปีก่อน ขณะที่ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ส่งผลให้กำไรสุทธิในไตรมาส 2 ปี 2566 อยู่ที่ 37.84 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.50% YoY โดยมีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 5.82%
สำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวม 1,265.56 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.42% YoY และมีกำไรสุทธิ 74.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.82% YoY
โอกาส
- การขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง: การเปิดสาขาใหม่เป็นกลยุทธ์หลักในการเพิ่มฐานรายได้และเข้าถึงลูกค้าในพื้นที่ใหม่ๆ
- การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการบริโภค: หากเศรษฐกิจโดยรวมฟื้นตัว จะส่งผลดีต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคและยอดขายของบริษัท
- การบริหารจัดการต้นทุน: ความสามารถในการควบคุมต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน จะช่วยรักษาและเพิ่มอัตรากำไรได้
ความเสี่ยง
- ยอดขายสาขาเดิม (SSS Growth) ติดลบ: การที่ SSS Growth ยังคงติดลบเล็กน้อย แสดงถึงความท้าทายในการกระตุ้นยอดขายจากสาขาที่มีอยู่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตโดยรวมหากไม่สามารถแก้ไขได้
- ต้นทุนค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น: เป็นปัจจัยที่เพิ่มภาระต้นทุนในการดำเนินงาน โดยเฉพาะสาขาที่มีการใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก
- การแข่งขันในธุรกิจค้าปลีก: ธุรกิจค้าปลีกมีการแข่งขันสูง ทั้งจากผู้เล่นรายเดิมและรายใหม่ ซึ่งอาจส่งผลต่อส่วนแบ่งทางการตลาดและอัตรากำไร
- ความผันผวนของเศรษฐกิจ: สภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSS Growth): จะสามารถกลับมาเป็นบวกได้หรือไม่ในไตรมาสถัดไป
- แผนการเปิดสาขาใหม่: จำนวนสาขาที่จะเปิดเพิ่ม และผลตอบรับจากสาขาที่เปิดใหม่
- การบริหารจัดการต้นทุนค่าไฟฟ้า: มาตรการของบริษัทในการรับมือกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น
- การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค: การปรับตัวของบริษัทให้เข้ากับความต้องการและพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้า
- ผลประกอบการในไตรมาส 3: ซึ่งเป็นช่วงฤดูฝน อาจมีผลต่อการเดินทางและกำลังซื้อของผู้บริโภค
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
- รายได้จากการขาย: เติบโต 11.18% YoY เป็น 643.81 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักจากการเปิดสาขาใหม่ 1 สาขาในครึ่งปีแรก ทำให้มีสาขารวม 43 แห่ง การเติบโตนี้สะท้อนถึงการขยาย Capacity ของบริษัท
- ยอดขายสาขาเดิม (SSS Growth): ยังคงติดลบเล็กน้อยที่ -1.9% ใน Q2/66 ซึ่งบ่งชี้ว่าการเติบโตส่วนใหญ่มาจากการขยายสาขา ไม่ใช่การเพิ่มขึ้นของยอดขายจากสาขาเดิม
- อัตรากำไรขั้นต้น (GPM): อยู่ที่ 16.96% ลดลงเล็กน้อยจาก 17.39% ในปีก่อน แต่ยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิม แสดงถึงความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนขายได้ค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับรายได้
- ต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหาร: เพิ่มขึ้น 11.23% YoY เป็น 68.29 ล้านบาท สอดคล้องกับการขยายสาขาที่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เช่น ค่าจ้างพนักงาน ค่าเสื่อมราคา และค่าสาธารณูปโภค รวมถึงผลกระทบจากค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 1,317.66 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.45% จากสิ้นปี 2565 โดยมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น 25.24 ล้านบาท และสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น 25.59 ล้านบาท
หนี้สินรวมอยู่ที่ 289.00 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.60% จากสิ้นปี 2565 ส่วนใหญ่มาจากเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่นที่เพิ่มขึ้น
ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 1,028.66 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.85% จากสิ้นปี 2565 ซึ่งเป็นผลมาจากการบันทึกกำไรสะสม 74.10 ล้านบาท หักลบด้วยการจ่ายเงินปันผล 36.00 ล้านบาท
สรุปท้าย
TNP ในไตรมาส 2 ปี 2566 สามารถสร้างการเติบโตของกำไรสุทธิได้ 10.50% YoY โดยมีหัวใจสำคัญมาจากการขยายสาขาใหม่ที่ช่วยผลักดันรายได้จากการขายให้เติบโต 11.18% แม้ว่ายอดขายสาขาเดิมจะยังคงติดลบเล็กน้อยก็ตาม การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่สอดคล้องกับการขยายสาขาและการปรับขึ้นของค่าไฟฟ้าเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา ขณะที่ฐานะการเงินยังคงแข็งแกร่ง การเติบโตในอนาคตจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุน ควบคู่ไปกับการกระตุ้นยอดขายจากสาขาเดิมให้กลับมาเติบโตได้อีกครั้ง