เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
STGT กำไรสุทธิ Q2/66 เหลือ 15.2 ล้านบาท ลดลง 88.5% QoQ รับแรงกดดันต้นทุนพุ่ง
ข่าวสาร

STGT กำไรสุทธิ Q2/66 เหลือ 15.2 ล้านบาท ลดลง 88.5% QoQ รับแรงกดดันต้นทุนพุ่ง

STGT P/E -100.00 YIELD 4.65
2 อาทิตย์ 06:25 น. 0 ความเห็น

รายได้รวมฟื้นตัว 10% QoQ แต่กำไรสุทธิหดตัวแรง เหตุต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น ขณะอุตสาหกรรมยังเผชิญอุปทานส่วนเกิน

บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 15.2 ล้านบาท ลดลง 88.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และลดลง 97.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) แม้รายได้จากการขายรวมจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 10.0% QoQ เป็น 5,036.9 ล้านบาท แต่ถูกกดดันจากต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำยางธรรมชาติและน้ำยางสังเคราะห์ ประกอบกับอุตสาหกรรมถุงมือยางยังคงเผชิญกับภาวะอุปทานส่วนเกิน

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจหลักที่ทำให้อัตรากำไรและกำไรสุทธิของ STGT ในไตรมาส 2/2566 ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คือ ต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะราคาน้ำยางธรรมชาติที่ปรับขึ้น 7.0% QoQ และน้ำยางสังเคราะห์ที่เพิ่มขึ้น 4.6% QoQ ส่งผลให้กำไรขั้นต้นลดลง 60.7% YoY แม้ว่าราคาขายเฉลี่ยจะปรับตัวสูงขึ้น 5.1% QoQ เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี และปริมาณการขายเพิ่มขึ้น 5.1% QoQ แต่ก็ไม่สามารถชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้นได้ทัน นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ยังปรับตัวเพิ่มขึ้น 38.4% QoQ ซึ่งเป็นผลจากการที่อัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization rate) ยังอยู่ในระดับต่ำที่ 58.9% ทำให้ค่าใช้จ่ายบางส่วนถูกปันส่วนเป็นค่าใช้จ่ายบริหารมากขึ้น

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

การเพิ่มขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบหลัก (น้ำยางธรรมชาติและน้ำยางสังเคราะห์) เป็นปัจจัยกดดันโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้น แม้ว่าบริษัทฯ จะสามารถปรับราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นได้บ้าง แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมต้นทุนที่สูงขึ้น ประกอบกับสถานการณ์อุตสาหกรรมถุงมือยางที่ยังมีอุปทานส่วนเกิน ทำให้การผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคทำได้จำกัด ในส่วนของค่าใช้จ่าย SG&A ที่เพิ่มขึ้นนั้น เกิดจากการที่อัตราการใช้กำลังการผลิตยังไม่สูงนัก ทำให้ค่าใช้จ่ายคงที่ เช่น ค่าเสื่อมราคาและเงินเดือน ถูกปันส่วนไปยังต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายบริหารในสัดส่วนที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าเผื่อหนี้สูญ และค่าที่ปรึกษาที่เพิ่มขึ้น

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

ลักษณะครั้งคราว แต่ต้องติดตาม จากข้อมูลในเอกสาร ระบุว่าราคาขายเฉลี่ยที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นไตรมาสแรกในรอบ 2 ปี และปริมาณการขายที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องตลอด 3 ไตรมาสที่ผ่านมา บ่งชี้ถึงสัญญาณที่ดีขึ้นของตลาด โดยเฉพาะในโซนอเมริกาเหนือและยุโรปที่สถานการณ์ overstock คลี่คลายลง อย่างไรก็ตาม การที่อัตราการใช้กำลังการผลิตยังอยู่ที่ 58.9% และอุตสาหกรรมยังคงเผชิญกับอุปทานส่วนเกิน บ่งชี้ว่าแรงกดดันด้านต้นทุนและค่าใช้จ่ายอาจยังคงอยู่ โดยเฉพาะหากราคาน้ำยางธรรมชาติและน้ำยางสังเคราะห์ยังคงอยู่ในระดับสูง การฟื้นตัวของกำไรสุทธิอย่างมีนัยสำคัญอาจต้องรอการปรับตัวของอุปสงค์และอุปทานในตลาดให้เข้าสู่ภาวะสมดุลมากขึ้น

Highlight สำคัญ

  • กำไรสุทธิลดลง 88.5% QoQ เหลือ 15.2 ล้านบาท: เป็นผลจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นและค่าใช้จ่าย SG&A ที่เพิ่มขึ้น
  • รายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 10.0% QoQ เป็น 5,036.9 ล้านบาท: ได้แรงหนุนจากการปรับขึ้นราคาขายเฉลี่ย 5.1% QoQ และปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น 5.1% QoQ
  • ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 10.2% QoQ: ตามราคาน้ำยางธรรมชาติ (+7.0% QoQ) และน้ำยางสังเคราะห์ (+4.6% QoQ)
  • อัตรากำไรขั้นต้นลดลง YoY: อยู่ที่ 10.4% จาก 22.5% ใน Q2/65 เนื่องจากอุปสงค์และราคาขายถุงมือยางชะลอตัวหลังโควิด-19
  • อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 58.9%: ยังอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้ค่าใช้จ่าย SG&A เพิ่มขึ้น 38.4% QoQ
  • ปริมาณการขายเติบโตต่อเนื่อง: เพิ่มขึ้น 0.4% YoY และ 5.1% QoQ โดยเฉพาะถุงมือยางธรรมชาติไม่มีแป้ง (NRPF) และยางสังเคราะห์ (NBR)

ภาพรวมผลประกอบการ

สำหรับไตรมาส 2 ปี 2566 STGT มีรายได้จากการขายรวม 5,036.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.0% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) แต่ลดลง 23.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยมีสัดส่วนรายได้จากถุงมือยางธรรมชาติชนิดมีแป้ง (NRPD) 36%, ชนิดไม่มีแป้ง (NRPF) 42% และยางสังเคราะห์ (NBR) 22% ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 627 บาท/พันชิ้น เพิ่มขึ้น 5.1% QoQ แต่ลดลง 25.5% YoY ปริมาณการขายอยู่ที่ 7,660 ล้านชิ้น เพิ่มขึ้น 5.1% QoQ และ 0.4% YoY ต้นทุนขายอยู่ที่ 4,515.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.2% QoQ ตามราคาน้ำยางธรรมชาติและน้ำยางสังเคราะห์ที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 521.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.9% QoQ คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 10.4% แต่ลดลง 60.7% YoY ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 38.4% QoQ เป็น 555.5 ล้านบาท ทำให้กำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) อยู่ที่ (6.5) ล้านบาท จาก 161.0 ล้านบาทในไตรมาสก่อนหน้า และขาดทุนสุทธิ 15.2 ล้านบาท

โอกาส

  • การคลี่คลายของภาวะ Overstock: ปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มถุงมือยางธรรมชาติไม่มีแป้ง (NRPF) และยางสังเคราะห์ (NBR) ในตลาดอเมริกาเหนือและยุโรป บ่งชี้ว่าสถานการณ์สินค้าคงค้างในสต็อกเริ่มคลี่คลายลง
  • การปรับขึ้นราคาขายเฉลี่ย: เป็นสัญญาณบวกแรกในรอบ 2 ปีที่บริษัทฯ สามารถปรับราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งอาจช่วยชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้นได้ในอนาคต
  • การขยายตลาด: ตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าไปยังกว่า 190 ประเทศภายใน 2 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันที่ 170 ประเทศ
  • การเพิ่มผลิตภัณฑ์ Specialty Gloves: มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์เฉพาะทางมากขึ้น เช่น ถุงมือปราศจากโปรตีน ถุงมือผ่าตัด และถุงมือ Diamond Textured เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย
  • การบริหารต้นทุนและประสิทธิภาพการผลิต: มุ่งมั่นลดต้นทุนการผลิตต่อเนื่องด้วยเทคโนโลยี Automation และการเพิ่มประสิทธิภาพ

ความเสี่ยง

  • อุปทานส่วนเกินในอุตสาหกรรม: ยังคงเป็นความท้าทายหลักที่กดดันราคาขายและอัตรากำไร
  • ความผันผวนของราคาน้ำยางธรรมชาติและน้ำยางสังเคราะห์: ต้นทุนวัตถุดิบหลักยังคงมีความผันผวน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตรากำไร
  • อัตราการใช้กำลังการผลิตที่ต่ำ: อยู่ที่ 58.9% ทำให้ค่าใช้จ่าย SG&A เพิ่มขึ้น และส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไร
  • ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน: แม้จะมีการป้องกันความเสี่ยง แต่ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงยังคงส่งผลกระทบต่อผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน
  • ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น: อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • แนวโน้มราคาขายเฉลี่ยและปริมาณการขาย: จะสามารถปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องได้หรือไม่ เพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
  • ทิศทางราคาน้ำยางธรรมชาติและน้ำยางสังเคราะห์: การเปลี่ยนแปลงของราคาวัตถุดิบหลักจะเป็นปัจจัยสำคัญต่ออัตรากำไร
  • อัตราการใช้กำลังการผลิต: การเพิ่มขึ้นของ Utilization rate จะช่วยลดแรงกดดันต่อค่าใช้จ่าย SG&A และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
  • การบริหารจัดการต้นทุนการผลิต: ความสามารถในการลดต้นทุนผ่านเทคโนโลยีและกระบวนการผลิต
  • สถานการณ์อุปทานส่วนเกินในตลาด: การปรับตัวเข้าสู่ภาวะสมดุลของอุตสาหกรรมจะส่งผลต่อการฟื้นตัวของราคาขาย
  • การขยายตลาดและผลิตภัณฑ์ใหม่: ความสำเร็จในการเจาะตลาดใหม่และการออกผลิตภัณฑ์ Specialty Gloves

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุปโภคบริโภค)

  • Sizing/Volume: ปริมาณการขายรวมอยู่ที่ 7,660 ล้านชิ้น เพิ่มขึ้น 5.1% QoQ และ 0.4% YoY โดยปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นมาจากถุงมือยางธรรมชาติชนิดไม่มีแป้ง (NRPF) และถุงมือยางสังเคราะห์ (NBR) ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มุ่งเน้นตลาดอเมริกาเหนือและยุโรป
  • ราคาขาย (Average Selling Price - ASP): อยู่ที่ 627 บาท/พันชิ้น เพิ่มขึ้น 5.1% QoQ แต่ลดลง 25.5% YoY การปรับขึ้นราคา QoQ เป็นสัญญาณบวกแรกในรอบ 2 ปี
  • ต้นทุนวัตถุดิบ (Raw Material Costs): ราคาน้ำยางธรรมชาติเพิ่มขึ้น 7.0% QoQ และน้ำยางสังเคราะห์เพิ่มขึ้น 4.6% QoQ เป็นปัจจัยหลักที่กดดันอัตรากำไรขั้นต้น
  • ค่าใช้จ่ายการตลาด (Marketing Expenses): ไม่ได้ระบุแยกชัดเจน แต่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) โดยรวมเพิ่มขึ้น 38.4% QoQ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการขายที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณการขาย
  • ช่องทางขาย (Sales Channels): เอกสารไม่ได้ระบุรายละเอียดของช่องทางขาย (เช่น Modern Trade, ออนไลน์) แต่ระบุว่าตลาดหลักของ NRPF และ NBR คืออเมริกาเหนือและยุโรป ซึ่งมักใช้ช่องทางที่หลากหลาย

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 47,570.0 ล้านบาท ลดลง 2.0% จากสิ้นปี 2565 โดยมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 6,405.9 ล้านบาท สินทรัพย์ทางการเงินหมุนเวียน 4,615.2 ล้านบาท สินค้าคงเหลือ 3,877.8 ล้านบาท และที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ 25,864.3 ล้านบาท หนี้สินรวมอยู่ที่ 10,633.6 ล้านบาท ลดลง 9.3% จากสิ้นปี 2565 โดยมีหนี้สินหลักคือเงินกู้ยืมระยะยาวจาก กยท. 4,479.5 ล้านบาท และหุ้นกู้ 1,498.5 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 36,936.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.3% จากสิ้นปี 2565 อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (IBD) อยู่ที่ 0.22 เท่า ลดลงเล็กน้อย

กระแสเงินสดจากการดำเนินงานสำหรับ 6 เดือนแรกปี 2566 อยู่ที่ 322.0 ล้านบาท ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยใช้ไปในกิจกรรมลงทุน 6,900.8 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงิน และใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงิน 1,591.3 ล้านบาท

สรุปท้าย

STGT ในไตรมาส 2/2566 เผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลงอย่างมาก แม้ว่ารายได้และปริมาณการขายจะเริ่มฟื้นตัวตามสัญญาณที่ดีขึ้นของตลาด แต่การที่อัตราการใช้กำลังการผลิตยังอยู่ในระดับต่ำและอุตสาหกรรมยังคงมีอุปทานส่วนเกิน ทำให้บริษัทฯ ยังคงต้องบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างใกล้ชิด โอกาสในการฟื้นตัวของกำไรจะขึ้นอยู่กับการปรับตัวของอุปสงค์และอุปทานในตลาด รวมถึงความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้น

ยังไม่มีความคิดเห็น