BKA พลิกฟื้น Q2/69 กำไรขั้นต้นดีขึ้น-คุมค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น
รายได้-กำไรดีขึ้น QoQ หลังปรับโครงสร้างธุรกิจ ขณะที่ฝ่ายจัดการเน้นยกระดับกำไรขั้นต้น-ควบคุมต้นทุนต่อเนื่อง
บริษัท บางกอก แอสเซท อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BKA รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีทิศทางปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของอัตรากำไรขั้นต้นและการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารได้ดีขึ้น แม้ภาพรวม 6 เดือนแรกของปีจะยังคงมีผลขาดทุนสุทธิอยู่ก็ตาม ฝ่ายจัดการให้ความสำคัญกับการยกระดับความสามารถในการทำกำไรและการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานในระยะถัดไป
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ BKA ในไตรมาส 2 ปี 2569 มีทิศทางดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 1 คือ การฟื้นตัวของอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) และการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A)
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:
- อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้น: ในไตรมาส 2/2569 อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 5.92% เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 2.59% ในไตรมาส 1/2569 สาเหตุหลักมาจากการที่บริษัทได้เร่งระบายทรัพย์สินคงเหลือในราคาพิเศษในช่วงไตรมาส 1 ซึ่งส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรในขณะนั้น เมื่อเข้าสู่ไตรมาส 2 การดำเนินงานกลับสู่ภาวะปกติมากขึ้น ประกอบกับการปรับปรุงสมมติฐานการประเมินมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV) ของสินค้าคงเหลือตามสภาวะตลาด ทำให้การรับรู้ต้นทุนและรายได้มีความเหมาะสมมากขึ้น นอกจากนี้ ธุรกิจบ้านแต่งและบ้านตัดมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน
- ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลง: ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารรวมในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 25.64 ล้านบาท ลดลง 7.73% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2569 ซึ่งสะท้อนถึงผลลัพธ์เบื้องต้นของมาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายและการปรับโครงสร้างองค์กรที่บริษัทได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:
มีโอกาสต่อเนื่อง โดยฝ่ายจัดการได้ระบุว่าการยกระดับอัตรากำไรขั้นต้นควบคู่กับการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างเข้มงวดเป็นวาระสำคัญเร่งด่วนในช่วงที่เหลือของปี โดยจะมุ่งเน้นการคัดเลือกทรัพย์สินที่มีศักยภาพ การนำแนวทางการจัดทำแบบมาตรฐานและระบบจัดซื้อวัสดุร่วมมาใช้เพื่อควบคุมต้นทุน รวมถึงการบริหารระยะเวลาถือครองทรัพย์สิน นอกจากนี้ การขยายธุรกิจรีโนเวทอย่างระมัดระวังและการบริหารสภาพคล่องและโครงสร้างเงินทุนอย่างใกล้ชิด จะเป็นปัจจัยสนับสนุนการดำเนินงานในระยะยาว
Highlight สำคัญ
- รายได้จากการขายและบริการ 6 เดือนแรกปี 2569 เติบโต 9.72% สู่ระดับ 331.58 ล้านบาท โดยมีจำนวนบ้านที่โอนกรรมสิทธิ์ 59 หลัง
- 6 เดือนแรกปี 2569 ขาดทุนสุทธิ 40.21 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 3.20 ล้านบาทในปีก่อนหน้า
- ไตรมาส 2 ปี 2569 ขาดทุนสุทธิ 16.63 ล้านบาท ลดลง 29.46% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ขาดทุน 23.58 ล้านบาท
- อัตรากำไรขั้นต้นไตรมาส 2 ปี 2569 ฟื้นตัวสู่ 5.92% จาก 2.59% ในไตรมาส 1 ปี 2569
- ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารไตรมาส 2 ปี 2569 ลดลง 7.73% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2569
- ฐานะการเงินยังคงแข็งแกร่ง ด้วยอัตราส่วนสภาพคล่อง 2.91 เท่า และอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ที่ 0.51 เท่า
ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับงวดหกเดือนแรกของปี 2569 บริษัทมีรายได้จากการขายและบริการรวม 331.58 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.72% จาก 302.22 ล้านบาทในงวดเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือเป็นการเติบโตสูงสุดในรอบสองปี อย่างไรก็ตาม บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ 40.21 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 3.20 ล้านบาทในปีก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงจากการแข่งขันด้านราคาและกิจกรรมส่งเสริมการขาย รวมถึงสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนในระยะเริ่มต้น
เมื่อพิจารณาเป็นรายไตรมาส พบว่าในไตรมาส 2 ปี 2569 ผลการดำเนินงานมีทิศทางดีขึ้น โดยมีผลขาดทุนสุทธิ 16.63 ล้านบาท ลดลง 29.46% จาก 23.58 ล้านบาทในไตรมาส 1 ปี 2569 ซึ่งเป็นผลจากการฟื้นตัวของอัตรากำไรขั้นต้นและการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร
โอกาส
- มาตรการภาครัฐ: มาตรการลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยมูลค่าไม่เกิน 7 ล้านบาท จะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อ
- ความต้องการที่อยู่อาศัยมือสองและบริการรีโนเวท: ความต้องการในส่วนนี้ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นโอกาสในการขยายธุรกิจรีโนเวท
- การปรับปรุงผลิตภัณฑ์: การปรับปรุงแนวทางการออกแบบบ้านแต่งให้มีเอกลักษณ์และร่วมสมัยมากขึ้น ได้รับการตอบรับที่ดีในไตรมาส 2
- การขยายธุรกิจรีโนเวท: บริษัทมีแผนยกระดับธุรกิจรีโนเวทเข้าสู่กลุ่ม Premium และพัฒนาระบบประเมินต้นทุน การบริหารโครงการ และควบคุมคุณภาพ
ความเสี่ยง
- ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว: กำลังซื้อของผู้บริโภคฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป และความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการอนุมัติสินเชื่อที่อยู่อาศัยยังคงเป็นปัจจัยกดดัน
- การแข่งขันด้านราคา: ผู้ประกอบการยังคงใช้กลยุทธ์ด้านราคาและกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อเร่งระบายสินค้าคงเหลือ
- ต้นทุนการดำเนินงาน: แม้จะมีการควบคุม แต่ต้นทุนการปรับปรุงทรัพย์สินและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารยังคงเป็นประเด็นที่ต้องบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ
- ผลขาดทุนจากการดำเนินงาน: บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิในงวด 6 เดือนแรกปี 2569 ซึ่งยังต้องใช้เวลาในการยกระดับความสามารถในการทำกำไร
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- ทิศทางอัตรากำไรขั้นต้น: จะสามารถรักษาการฟื้นตัวและยกระดับให้สูงขึ้นได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่
- การควบคุมค่าใช้จ่าย: มาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารจะสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ชัดเจนขึ้นในระยะยาวได้หรือไม่
- การเติบโตของธุรกิจรีโนเวท: การขยายธุรกิจรีโนเวทเข้าสู่กลุ่ม Premium จะสามารถสร้างรายได้และกำไรได้ตามเป้าหมายหรือไม่
- การบริหารจัดการสินค้าคงเหลือ: ประสิทธิภาพในการหมุนเวียนสินค้าคงเหลือเป็นกระแสเงินสดท่ามกลางภาวะตลาดที่ชะลอตัว
- การบริหารสภาพคล่องและโครงสร้างเงินทุน: การรักษาระดับ D/E Ratio ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมและปลอดภัย
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
- รายได้จากการขายและบริการ: ใน 6 เดือนแรกปี 2569 เติบโต 9.72% โดยธุรกิจบ้านแต่งยังคงเป็นรายได้หลัก แม้จะลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ในไตรมาส 2 มีการเติบโต QoQ จากการตอบรับผลิตภัณฑ์ใหม่ ธุรกิจบ้านตัดมีการเติบโต 6 เดือนแรก YoY แต่ลดลง QoQ เนื่องจากมีการเร่งระบายสต็อกในไตรมาส 1 ธุรกิจรีโนเวทเริ่มสร้างรายได้และเติบโต QoQ
- ต้นทุนขายและบริการ: ใน 6 เดือนแรกปี 2569 เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เป็นผลจากแรงกดดันด้านราคาและกิจกรรมส่งเสริมการขาย แต่ในไตรมาส 2 สัดส่วนต้นทุนต่อรายได้ปรับตัวดีขึ้น
- กำไรขั้นต้น: 6 เดือนแรกปี 2569 อัตรากำไรขั้นต้นลดลง YoY จากภาวะตลาดและการแข่งขัน แต่ในไตรมาส 2 มีการฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะธุรกิจบ้านแต่งและบ้านตัด
- ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร: 6 เดือนแรกปี 2569 เพิ่มขึ้น YoY จากการลงทุนพัฒนาแบรนด์ใหม่และธุรกิจรีโนเวท แต่ในไตรมาส 2 มีการปรับลดลง QoQ จากมาตรการควบคุมค่าใช้จ่าย
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 213.98 ล้านบาท ลดลงจากสิ้นปี 2568 โดยหลักจากสินค้าคงเหลือที่ลดลงจากการบริหารจัดการพอร์ตทรัพย์สิน หนี้สินรวมเพิ่มขึ้นเป็น 72.67 ล้านบาท จากการเบิกใช้วงเงินสินเชื่อเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนและรองรับการปรับปรุงสินค้าคงเหลือ ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงเป็น 141.31 ล้านบาท ตามผลขาดทุนสุทธิ อัตราส่วนสภาพคล่องอยู่ที่ 2.91 เท่า และ D/E Ratio อยู่ที่ 0.51 เท่า ซึ่งยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้
สรุปท้าย
BKA แสดงสัญญาณการฟื้นตัวในไตรมาส 2 ปี 2569 ด้วยอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับดีขึ้นและการควบคุมค่าใช้จ่ายที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการพลิกฟื้นผลประกอบการ แม้ภาพรวม 6 เดือนแรกจะยังคงมีผลขาดทุน แต่แนวโน้มการดำเนินงานในระยะถัดไปมีโอกาสต่อเนื่องจากการมุ่งเน้นยกระดับกำไรขั้นต้นและการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายจากภาวะตลาดและกำลังซื้อของผู้บริโภคยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความสามารถในการรักษาโมเมนตัมเชิงบวกและสร้างผลกำไรที่ยั่งยืน