เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
PTT กำไรสุทธิ Q2/66 ดิ่ง 48.2% รับผลกระทบราคาพลังงาน-ปิโตรฯ ดิ่ง
ข่าวสาร

PTT กำไรสุทธิ Q2/66 ดิ่ง 48.2% รับผลกระทบราคาพลังงาน-ปิโตรฯ ดิ่ง

PTT P/E 12.08 YIELD 5.82
8 ชั่วโมง 01:56 น. 0 ความเห็น

รายได้-กำไร ปรับตัวตามราคา commodity ขณะที่ฝ่ายจัดการเน้นผลกระทบจากกลุ่มปิโตรเคมีและการกลั่นเป็นปัจจัยหลัก

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 (2Q2566) มีกำไรสุทธิ 20,107 ล้านบาท ลดลง 48.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยมีรายได้จากการขาย 778,065 ล้านบาท ลดลง 16.1% YoY ปัจจัยหลักมาจากผลการดำเนินงานที่ลดลงของกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น รวมถึงกลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

หัวใจหลักของผลประกอบการ PTT ในไตรมาส 2 ปี 2566 คือ การปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญของกำไรสุทธิ YoY และ QoQ โดยมีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยลบในกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น รวมถึงกลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:

  1. กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น: เป็นปัจจัยกดดันหลักที่ทำให้ EBITDA และกำไรสุทธิลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะธุรกิจการกลั่น มีผลการดำเนินงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก ผลขาดทุนสต็อกน้ำมัน ในไตรมาสนี้ประมาณ 4,000 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ มีกำไรจากสต็อกน้ำมันประมาณ 19,000 ล้านบาท นอกจากนี้ กำไรขั้นต้นจากการกลั่น (Market GRM) ลดลงจาก 21.3 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ใน 2Q2565 เหลือเพียง 4.1 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ใน 2Q2566 เนื่องจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปกับน้ำมันดิบปรับลดลง แม้ปริมาณขายจะเพิ่มขึ้น สำหรับธุรกิจปิโตรเคมี ผลการดำเนินงานลดลงจากกลุ่มโอเลฟินส์และอะโรเมติกส์ เนื่องจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบปรับลดลง

  2. กลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP): มีผลการดำเนินงานลดลงตาม ราคาขายเฉลี่ยที่ลดลง จาก 55.6 เหรียญสหรัฐฯ ต่อ BOE ใน 2Q2565 เป็น 45.7 เหรียญสหรัฐฯ ต่อ BOE ใน 2Q2566 ประกอบกับ ปริมาณการขายเฉลี่ยที่ลดลง จากการสิ้นสุดสัมปทานโครงการบงกช และโครงการโอมาน แปลง 61 แม้ว่าจะมีปัจจัยบวกจากภาษีเงินได้ที่ลดลง

  3. กลุ่มธุรกิจอื่นๆ: มีผลการดำเนินงานลดลงจากการจำหน่ายธุรกิจถ่านหิน รวมถึงกลุ่มธุรกิจน้ำมันและการค้าปลีก และกลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ มีผลการดำเนินงานลดลงจากกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อหน่วยที่ลดลง แม้ปริมาณการขายจะเพิ่มขึ้น

จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:

ลักษณะครั้งคราว (มีโอกาสต่อเนื่องในบางส่วน)

  • ผลขาดทุนสต็อกน้ำมันและ Market GRM ที่ลดลง: มีแนวโน้มที่จะผันผวนตามราคาตลาดน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ซึ่งฝ่ายจัดการระบุว่าส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับน้ำมันดิบปรับลดลง ซึ่งอาจเกิดขึ้นต่อเนื่องหากอุปทานน้ำมันสำเร็จรูปยังคงมีมากและเศรษฐกิจโลกชะลอตัว
  • ราคาขายเฉลี่ย PTTEP: มีแนวโน้มผันผวนตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ซึ่งฝ่ายจัดการคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบใน 3Q2566 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 77-82 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และค่าการกลั่นอ้างอิงสิงคโปร์จะเฉลี่ยอยู่ที่ 5.0-6.0 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งยังคงต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน
  • ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี: มีแนวโน้มปรับตัวลดลงต่อเนื่องใน 3Q2566 ตามความต้องการซื้อที่อ่อนแอและราคาแนฟทาที่ลดลง อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยสนับสนุนจากอุปทานที่จำกัดและการเข้าสู่ช่วงเทศกาลปลายปี

Highlight สำคัญ

  • กำไรสุทธิ 2Q2566 อยู่ที่ 20,107 ล้านบาท ลดลง 48.2% YoY และ 27.8% QoQ
  • EBITDA ลดลง 49.3% YoY และ 10.9% QoQ โดยมีสาเหตุหลักจากกลุ่มปิโตรเคมีและการกลั่น
  • ธุรกิจการกลั่นขาดทุนสต็อกน้ำมัน 4,000 ล้านบาท เทียบกับกำไร 19,000 ล้านบาทใน 2Q2565 และ Market GRM ลดลงจาก 21.3 เหลือ 4.1 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล
  • PTTEP ราคาขายเฉลี่ยลดลง 17.8% YoY และปริมาณขายลดลง 4.4% YoY จากการสิ้นสุดสัมปทานโครงการบงกช
  • ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีสายโอเลฟินส์และอะโรเมติกส์ปรับลดลง จากความต้องการซื้อที่ซบเซาและอุปทานใหม่ที่เพิ่มขึ้น
  • เศรษฐกิจไทย 2Q2566 ขยายตัวต่อเนื่อง จากภาคท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชน แต่การส่งออกยังหดตัว
  • PTT ปรับแผนลงทุนปี 2566 เพิ่มขึ้นเป็น 93,598 ล้านบาท เน้นลงทุนในธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร และ LNG Receiving Terminal แห่งที่ 2

ภาพรวมผลประกอบการ

งวด 3 เดือน สิ้นสุด 30 มิ.ย. 2566 (2Q2566)

  • ยอดขาย: 778,065 ล้านบาท ลดลง 16.1% YoY และเพิ่มขึ้น 2.8% QoQ
  • EBITDA: 92,625 ล้านบาท ลดลง 49.3% YoY และ 10.9% QoQ
  • กำไรสุทธิ: 20,107 ล้านบาท ลดลง 48.2% YoY และ 27.8% QoQ
  • กำไรสุทธิต่อหุ้น: 0.70 บาท ลดลง 48.9% YoY และ 28.6% QoQ

งวด 6 เดือน สิ้นสุด 30 มิ.ย. 2566 (1H2566)

  • ยอดขาย: 1,534,755 ล้านบาท ลดลง 8.9% YoY
  • EBITDA: 196,633 ล้านบาท ลดลง 39.3% YoY
  • กำไรสุทธิ: 47,962 ล้านบาท ลดลง 24.6% YoY
  • กำไรสุทธิต่อหุ้น: 1.68 บาท ลดลง 25.0% YoY

โอกาส

  • การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย: การท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวต่อเนื่อง เป็นปัจจัยหนุนการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจน้ำมันและการค้าปลีก (OR)
  • การลงทุนในธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (EV): PTT มีการลงทุนในโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน และโรงงานผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์โลกที่มุ่งสู่พลังงานสะอาด
  • ความมั่นคงทางพลังงาน: การลงทุนในโครงการ LNG Receiving Terminal และการจัดหา LNG ระยะยาว เพื่อรองรับความต้องการก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น
  • การลงทุนในพลังงานหมุนเวียน: การขยายการลงทุนในธุรกิจพลังงานลมและระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) ผ่านบริษัทร่วมทุนและบริษัทย่อย

ความเสี่ยง

  • ความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์: ราคาปิโตรเลียมและปิโตรเคมีที่ผันผวนตามสภาวะเศรษฐกิจโลกและปัจจัยด้านอุปทาน-อุปสงค์ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้และกำไรของกลุ่มธุรกิจหลัก
  • ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว: ความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยในประเทศเศรษฐกิจหลัก และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนที่ช้ากว่าคาด อาจส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้พลังงานและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี
  • ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและสิ่งแวดล้อม: การเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงานและการลงทุนในอนาคต
  • ความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาล: อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นภาคธุรกิจและการลงทุน รวมถึงการใช้จ่ายภาครัฐในระยะข้างหน้า

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • แนวโน้มราคาปิโตรเลียมและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี: โดยเฉพาะราคา Crude Dubai, Market GRM, และส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี (Olefins, Aromatics) เพื่อประเมินผลประกอบการของกลุ่มปิโตรเคมีและการกลั่น
  • ปริมาณการขายและราคาขายเฉลี่ยของ PTTEP: เพื่อประเมินผลการดำเนินงานของกลุ่มสำรวจและผลิต
  • การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน: เป็นปัจจัยสำคัญต่ออุปสงค์พลังงานและปิโตรเคมีในภูมิภาคเอเชีย
  • ความคืบหน้าโครงการลงทุนสำคัญ: เช่น โครงการ LNG Receiving Terminal 3, โรงงานผลิตแบตเตอรี่ EV, และโครงการพลังงานหมุนเวียน
  • นโยบายการเงินของธนาคารกลางหลัก: การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินและภาวะเศรษฐกิจโดยรวม

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน)

  • ราคา Commodity และ ASP: ราคาขายเฉลี่ยผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและปิโตรเคมีปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ YoY และ QoQ เป็นปัจจัยหลักกดดันรายได้และกำไร โดยเฉพาะราคา Naphtha, LPG, Ethane, Propane, Benzene, PX, HDPE, PP และราคาขายเฉลี่ยของ PTTEP
  • ปริมาณขาย-ผลิต: ปริมาณขายของ PTTEP ลดลงเล็กน้อย YoY และ QoQ จากการสิ้นสุดสัมปทานโครงการบงกช ขณะที่ปริมาณขายผลิตภัณฑ์โรงแยกก๊าซฯ เพิ่มขึ้นเล็กน้อย YoY แต่ลดลง QoQ
  • ต้นทุนต่อหน่วย: เอกสารไม่ได้ระบุต้นทุนต่อหน่วยที่ชัดเจน แต่มีการกล่าวถึงต้นทุนค่าเนื้อก๊าซฯ ที่ปรับลดลงในธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ
  • กำลังการผลิต: มีการกล่าวถึงการก่อสร้างโรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 7 และ 8 รวมถึงโรงงานประกอบแบตเตอรี่ EV
  • โครงการลงทุน: มีการปรับแผนลงทุนปี 2566 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเน้นการลงทุนในธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร (Horizon Plus, Arun Plus) และ LNG Receiving Terminal แห่งที่ 2 รวมถึงโครงการท่อส่งก๊าซฯ และโรงแยกก๊าซฯ
  • กฎระเบียบพลังงาน/สิ่งแวดล้อม: มีการกล่าวถึงการขยายเวลาตรึงราคา NGV เพื่อช่วยเหลือประชาชน และการลงทุนในธุรกิจพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

  • สินทรัพย์รวม: ณ 30 มิ.ย. 2566 อยู่ที่ 3,421,537 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2% จากสิ้นปี 2565 โดยหลักจากเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้นที่เพิ่มขึ้น
  • หนี้สินรวม: อยู่ที่ 1,829,145 ล้านบาท ลดลง 2.8% จากสิ้นปี 2565 โดยหลักจากหนี้สินอื่นที่ลดลง (ตราสารอนุพันธ์, ภาษีค้างจ่าย)
  • ส่วนของผู้ถือหุ้น: อยู่ที่ 1,592,392 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% จากสิ้นปี 2565 จากกำไรสุทธิ 1H2566 หักเงินปันผล
  • อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น: อยู่ที่ 0.75 เท่า ลดลงจาก 0.78 เท่า ณ สิ้นปี 2565
  • กระแสเงินสด:
    • กิจกรรมดำเนินงาน: มีเงินสดรับสุทธิ 208,381 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากกำไรก่อนภาษี โดยมีรายการหลักคือ ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย 82,298 ล้านบาท
    • กิจกรรมลงทุน: มีเงินสดจ่ายสุทธิ 94,982 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ โดยเฉพาะโครงการ G1/61, G2/61 ของ PTTEP, โครงการท่อส่งก๊าซฯ, โรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 7, โครงการ CFP ของ TOP
    • กิจกรรมจัดหาเงิน: มีเงินสดจ่ายสุทธิ 63,234 ล้านบาท จากการจ่ายเงินปันผล 30,649 ล้านบาท และการจ่ายคืนเงินกู้ยืม

สรุปท้าย

PTT ในไตรมาส 2 ปี 2566 เผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานและปิโตรเคมีที่ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ YoY และ QoQ โดยเฉพาะผลกระทบจากธุรกิจการกลั่นที่มีผลขาดทุนสต็อกน้ำมันและ Market GRM ที่ลดลงอย่างมาก รวมถึงราคาขายเฉลี่ยของ PTTEP ที่อ่อนตัวลง แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะยังคงขยายตัวได้ดีจากภาคท่องเที่ยวและการบริโภค แต่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อผลประกอบการในระยะต่อไป อย่างไรก็ตาม PTT ยังคงเดินหน้าลงทุนในธุรกิจพลังงานแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานหมุนเวียน เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว

ยังไม่มีความคิดเห็น