เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
PRIN กำไร Q2/2566 ลดลง 24.68% เหตุต้นทุนขายพุ่ง สวนทางรายได้โต
ข่าวสาร

PRIN กำไร Q2/2566 ลดลง 24.68% เหตุต้นทุนขายพุ่ง สวนทางรายได้โต

PRIN P/E 26.52 YIELD 0.00
12 ชั่วโมง 00:51 น. 0 ความเห็น

รายได้รวม Q2/66 เติบโต 10.30% แต่ต้นทุนขายอสังหาฯ พุ่ง 23.06% กดดันกำไรสุทธิ

บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ PRIN รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีรายได้รวม 791.11 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิกลับลดลง 24.68% มาอยู่ที่ 96.49 ล้านบาท เนื่องจากต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจหลักที่ส่งผลให้กำไรสุทธิของ PRIN ในไตรมาส 2 ปี 2566 ปรับตัวลดลง 24.68% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คือ ต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 23.06% ซึ่งสวนทางกับรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เติบโตเพียง 10.82% ทำให้ความสามารถในการทำกำไรขั้นต้นลดลง

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

การเพิ่มขึ้นของต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์เป็นผลโดยตรงจากการที่บริษัทฯ มีการรับรู้รายได้จากโครงการที่เปิดขายในช่วงปลายปี 2565 และต้นปี 2566 ซึ่งโครงการเหล่านี้มีต้นทุนการก่อสร้างที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับโครงการเดิม ประกอบกับการที่รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เติบโตไม่ทันกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์คิดเป็นสัดส่วน 64.04% ของรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ เพิ่มขึ้นจาก 57.67% ในปีก่อน นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการขายก็ปรับตัวสูงขึ้น 20.32% เนื่องจากภาษีธุรกิจเฉพาะและค่าธรรมเนียมโอนที่แปรผันตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นถึง 46.86% ก็เป็นอีกปัจจัยที่กดดันกำไร

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

จากข้อมูลในเอกสาร ยังไม่ชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ แม้ว่ารายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์จะเติบโตได้ดีในกลุ่มทาวน์เฮ้าส์ แต่การลดลงของรายได้จากบ้านเดี่ยวอาจส่งผลต่อภาพรวม นอกจากนี้ การที่ต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้นนั้น อาจเป็นผลมาจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นแนวโน้มที่อาจส่งผลต่อเนื่องไปในอนาคต หากบริษัทฯ ไม่สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือไม่สามารถปรับราคาขายให้สะท้อนต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ทันท่วงที

Highlight สำคัญ

  • กำไรสุทธิ Q2/66 ลดลง 24.68% YoY อยู่ที่ 96.49 ล้านบาท จาก 128.11 ล้านบาทในปีก่อน
  • รายได้รวม Q2/66 เพิ่มขึ้น 10.30% YoY แตะ 791.11 ล้านบาท โดยมีแรงหนุนหลักจากรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เติบโต 10.82%
  • ต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์ Q2/66 พุ่งขึ้น 23.06% YoY เป็น 496.05 ล้านบาท ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลง
  • รายได้ 6 เดือนแรกปี 66 เติบโต 4.87% YoY อยู่ที่ 1,251.51 ล้านบาท แต่กำไรสุทธิลดลง 31.77% YoY อยู่ที่ 136.66 ล้านบาท
  • ต้นทุนทางการเงิน Q2/66 เพิ่มขึ้น 46.86% YoY อยู่ที่ 34.51 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 38.19% YoY สำหรับ 6 เดือนแรก

ภาพรวมผลประกอบการ

สำหรับไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน) มีรายได้รวม 791.11 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 774.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.82% ซึ่งเป็นผลมาจากการรับรู้รายได้จากโครงการที่เปิดขายในช่วงปลายปี 2565 และต้นปี 2566 อย่างไรก็ตาม ต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นถึง 23.06% ทำให้กำไรขั้นต้นลดลง ส่งผลให้กำไรสุทธิสำหรับไตรมาสนี้อยู่ที่ 96.49 ล้านบาท ลดลง 24.68% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้รวม 1,251.51 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.87% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 1,220.81 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.26% แต่ต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น 16.57% ทำให้กำไรสุทธิสำหรับงวด 6 เดือนแรกอยู่ที่ 136.66 ล้านบาท ลดลง 31.77% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

โอกาส

  • การเติบโตของรายได้จากทาวน์เฮ้าส์: รายได้จากทาวน์เฮ้าส์ในไตรมาส 2 ปี 2566 เพิ่มขึ้นถึง 32.24% ในไตรมาส และ 22.76% ใน 6 เดือนแรก แสดงให้เห็นถึงความต้องการในตลาดกลุ่มนี้ที่ยังคงแข็งแกร่ง
  • การเปิดโครงการใหม่: การที่บริษัทฯ มีการรับรู้รายได้จากโครงการที่เปิดขายในช่วงปลายปี 2565 และต้นปี 2566 บ่งชี้ถึงการมีโครงการใหม่ๆ ที่พร้อมจะสร้างรายได้ในอนาคต

ความเสี่ยง

  • ต้นทุนการก่อสร้างที่สูงขึ้น: ต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเป็นความเสี่ยงหลักที่กดดันอัตรากำไร
  • ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น: การเพิ่มขึ้นของต้นทุนทางการเงินถึง 46.86% ในไตรมาส 2 และ 38.19% ใน 6 เดือนแรก อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว
  • การลดลงของรายได้จากบ้านเดี่ยว: รายได้จากบ้านเดี่ยวลดลง 15.17% ในไตรมาส 2 และ 20.57% ใน 6 เดือนแรก อาจสะท้อนถึงการแข่งขันหรือการเปลี่ยนแปลงความต้องการของผู้บริโภคในตลาดบ้านเดี่ยว

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • แนวโน้มต้นทุนการก่อสร้าง: ติดตามว่าต้นทุนการก่อสร้างจะยังคงอยู่ในระดับสูง หรือมีแนวโน้มลดลง
  • กลยุทธ์การบริหารต้นทุน: บริษัทฯ จะมีมาตรการอย่างไรในการบริหารจัดการต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • การปรับราคาขาย: ความสามารถในการปรับราคาขายโครงการใหม่ให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
  • ยอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog): ตรวจสอบมูลค่า Backlog ที่จะทยอยรับรู้รายได้ในอนาคต
  • การเปิดโครงการใหม่: แผนการเปิดโครงการใหม่และการตอบรับของตลาดต่อโครงการเหล่านั้น

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)

  • รายได้จากการขาย: รายได้รวมเติบโต 10.30% ในไตรมาส 2 และ 4.87% ใน 6 เดือนแรก โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากกลุ่มทาวน์เฮ้าส์ที่เติบโตโดดเด่นถึง 32.24% ในไตรมาส 2 และ 22.76% ใน 6 เดือนแรก ในขณะที่รายได้จากบ้านเดี่ยวลดลงอย่างต่อเนื่อง
  • ต้นทุนขาย: ต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น 23.06% ในไตรมาส 2 และ 16.57% ใน 6 เดือนแรก ซึ่งสูงกว่าการเติบโตของรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ต้นทุนขายคิดเป็นสัดส่วนที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับรายได้
  • ค่าใช้จ่ายในการขาย: เพิ่มขึ้น 20.32% ในไตรมาส 2 และ 21.95% ใน 6 เดือนแรก สอดคล้องกับรายได้ที่เพิ่มขึ้น โดยมีปัจจัยจากภาษีธุรกิจเฉพาะและค่าธรรมเนียมโอน
  • ต้นทุนทางการเงิน: เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 46.86% ในไตรมาส 2 และ 38.19% ใน 6 เดือนแรก สะท้อนถึงภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

(เอกสารที่ให้มาไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสด เช่น งบดุล, D/E, หรือกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน/ลงทุน/จัดหาเงิน จึงไม่สามารถสรุปในส่วนนี้ได้)

สรุปท้าย

PRIN ในไตรมาส 2 ปี 2566 เผชิญกับความท้าทายจากต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งกดดันอัตรากำไรขั้นต้น แม้ว่ารายได้รวมจะเติบโตได้ดี โดยเฉพาะในกลุ่มทาวน์เฮ้าส์ แต่การเพิ่มขึ้นของต้นทุนขายและต้นทุนทางการเงิน ทำให้กำไรสุทธิปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มต้นทุนการก่อสร้างและกลยุทธ์การบริหารต้นทุนของบริษัทฯ รวมถึงความสามารถในการปรับราคาขายเพื่อรักษาอัตรากำไรในระยะต่อไป

ยังไม่มีความคิดเห็น