เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
UAC โชว์กำไร Q2/2566 พุ่ง 1,255% รับแรงหนุนรายได้ Trading-กำไรขายสินทรัพย์
ข่าวสาร

UAC โชว์กำไร Q2/2566 พุ่ง 1,255% รับแรงหนุนรายได้ Trading-กำไรขายสินทรัพย์

UAC P/E 34.10 YIELD 7.81
54 นาที 12:07 น. 0 ความเห็น

รายได้รวมโต 57.63% YoY หนุนกำไรสุทธิก้าวกระโดด ขณะที่ฝ่ายจัดการเน้นบริหารต้นทุนและสภาพคล่องท่ามกลางเศรษฐกิจผันผวน

บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) หรือ UAC รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ด้วยแรงหนุนจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นและการรับรู้กำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์และเงินลงทุน ขณะที่ภาพรวม 6 เดือนแรกของปี 2566 บริษัทยังคงรักษาการเติบโตของรายได้และกำไรได้ต่อเนื่อง ท่ามกลางการบริหารจัดการต้นทุนและสภาพคล่องอย่างรอบคอบ

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจหลักที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ UAC ในไตรมาส 2 ปี 2566 และครึ่งปีแรก คือ การเติบโตของรายได้จากการขายและบริการที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจ Trading - Energy ประกอบกับการรับรู้รายการพิเศษจากกำไรจากการขายสินทรัพย์และเงินลงทุน ซึ่งส่งผลให้กำไรสุทธิเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (YoY)

  • ไตรมาส 2/2566: กำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัท (Consolidated) เพิ่มขึ้น 74.13 ล้านบาท หรือ 412.27% YoY มาอยู่ที่ 88.66 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการขายและบริการเพิ่มขึ้น 139.60 ล้านบาท หรือ 57.63% YoY และมีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 44.37 ล้านบาท หรือ 140.28% YoY นอกจากนี้ ยังมีรายได้อื่นเพิ่มขึ้น 50.09 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกำไรจากการขายสินทรัพย์ 58.31 ล้านบาท
  • 6 เดือนแรกปี 2566: กำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัท (Consolidated) เพิ่มขึ้น 90.91 ล้านบาท หรือ 101.17% YoY มาอยู่ที่ 180.77 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการขายและบริการเพิ่มขึ้น 151.90 ล้านบาท หรือ 23.51% YoY และมีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 64.59 ล้านบาท หรือ 84.12% YoY โดยมีรายได้อื่นเพิ่มขึ้น 54.62 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงกำไรจากการขายเงินลงทุนในบริษัทย่อยและกำไรจากการเปลี่ยนสถานะเงินลงทุน 70.65 ล้านบาท และกำไรจากการขายสินทรัพย์ 58.31 ล้านบาท

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

การเติบโตของรายได้ในกลุ่ม Trading - Energy เป็นปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะในไตรมาส 2/2566 ที่รายได้กลุ่มนี้เพิ่มขึ้น 145.37 ล้านบาท (งบเฉพาะกิจการ) และ 143.52 ล้านบาท (งบรวม) ซึ่งฝ่ายจัดการระบุว่าเกิดจากการที่ปัญหาการขนส่งสินค้าจาก Principle หลักเริ่มคลี่คลาย และยังได้รับ Margin สูงกว่าที่ประมาณการไว้

สำหรับ กำไรพิเศษ เกิดจากการขายสินทรัพย์ (คลังสินค้า) จำนวน 57.05 ล้านบาท (งบเฉพาะกิจการ) และ 58.31 ล้านบาท (งบรวม) ในช่วง 6 เดือนแรกปี 2566 รวมถึงการขายเงินลงทุนในบริษัทย่อย (UAPC) และการเปลี่ยนสถานะเงินลงทุนในบริษัทย่อยเป็นบริษัทร่วม ซึ่งส่งผลให้รับรู้กำไรจากการขายเงินลงทุน 38.20 ล้านบาท (งบเฉพาะกิจการ) และรวม 70.65 ล้านบาท (งบรวม)

นอกจากนี้ การปรับปรุงโครงสร้างการลงทุนของ UAPC จากบริษัทย่อยเป็นบริษัทร่วมตั้งแต่ไตรมาส 2/2566 ส่งผลให้ผลการดำเนินงานของ UAPC ถูกรับรู้ในส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมแทนการรวมงบการเงิน ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายการกำไรจากการดำเนินงานที่ยกเลิกที่ลดลง

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

ลักษณะครั้งคราว สำหรับรายการพิเศษจากกำไรจากการขายสินทรัพย์และเงินลงทุน โดยทั่วไปแล้วรายการเหล่านี้มักเป็นเหตุการณ์ครั้งเดียว (One-time event) และไม่สามารถคาดหวังให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกไตรมาส อย่างไรก็ตาม การเติบโตของรายได้ในกลุ่ม Trading - Energy ที่เกิดจากการคลี่คลายของปัญหาการขนส่งและ Margin ที่ดีขึ้น อาจมีโอกาสต่อเนื่องได้ในระยะสั้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตลาดและคู่ค้า

ส่วนการปรับโครงสร้าง UAPC เป็นบริษัทร่วมนั้น จะส่งผลต่อการรับรู้รายได้และกำไรในรูปแบบที่แตกต่างออกไป โดยจะรับรู้เป็นส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมแทน ซึ่งฝ่ายจัดการระบุว่าจะรับรู้ผลการดำเนินงานของ UAPC จากส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม นับตั้งแต่ไตรมาส 2/2566 เป็นต้นไป

Highlight สำคัญ

  • กำไรสุทธิรวม Q2/2566 เติบโต 412.27% YoY แตะ 88.66 ล้านบาท จาก 17.98 ล้านบาทในปีก่อน
  • รายได้รวม Q2/2566 เพิ่มขึ้น 57.63% YoY แตะ 416.05 ล้านบาท จาก 242.24 ล้านบาท
  • กำไรขั้นต้นรวม Q2/2566 เพิ่มขึ้น 140.28% YoY แตะ 76.00 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจาก 13.06% เป็น 19.90%
  • 6 เดือนแรกปี 2566 กำไรสุทธิรวมเติบโต 101.17% YoY แตะ 180.77 ล้านบาท จาก 89.86 ล้านบาท
  • 6 เดือนแรกปี 2566 รายได้รวมเพิ่มขึ้น 23.51% YoY แตะ 797.89 ล้านบาท จาก 645.99 ล้านบาท
  • รับรู้กำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์ (คลังสินค้า) 58.31 ล้านบาท และกำไรจากการขาย/เปลี่ยนสถานะเงินลงทุนในบริษัทย่อย 70.65 ล้านบาท ในช่วง 6 เดือนแรกปี 2566
  • ปรับโครงสร้าง UAPC จากบริษัทย่อยเป็นบริษัทร่วม ตั้งแต่ Q2/2566 เป็นต้นไป

ภาพรวมผลประกอบการ

ไตรมาส 2/2566 (งบรวม): บริษัทมีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 416.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57.63% YoY โดยมีปัจจัยหลักจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ในกลุ่มธุรกิจ Trading 143.52 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มธุรกิจ Manufacturing – Energy & Petroleum ลดลงเล็กน้อย 3.91 ล้านบาท กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 140.28% YoY เป็น 76.00 ล้านบาท ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นจาก 13.06% เป็น 19.90% รายได้อื่นเพิ่มขึ้น 120.35% YoY เป็น 85.00 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากกำไรจากการขายสินทรัพย์ 58.31 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 8.50% YoY เป็น 45.15 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายทางการเงินเพิ่มขึ้น 10.64% YoY เป็น 10.63 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้น 412.27% YoY เป็น 88.66 ล้านบาท

6 เดือนแรกปี 2566 (งบรวม): บริษัทมีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 797.89 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.51% YoY โดยมีปัจจัยหลักจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ในกลุ่มธุรกิจ Trading 151.14 ล้านบาท และกลุ่มธุรกิจ Manufacturing – Energy & Petroleum เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.76 ล้านบาท กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 84.12% YoY เป็น 141.37 ล้านบาท ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นจาก 11.89% เป็น 17.72% รายได้อื่นเพิ่มขึ้น 44.73% YoY เป็น 176.72 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงกำไรจากการขายเงินลงทุนในบริษัทย่อยและกำไรจากการเปลี่ยนสถานะเงินลงทุน 70.65 ล้านบาท และกำไรจากการขายสินทรัพย์ 58.31 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 3.81% YoY เป็น 100.31 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายทางการเงินเพิ่มขึ้น 18.24% YoY เป็น 21.61 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้น 101.17% YoY เป็น 180.77 ล้านบาท

โอกาส

  • การฟื้นตัวของกลุ่มธุรกิจ Trading - Energy: การคลี่คลายของปัญหาการขนส่งและการได้รับ Margin ที่ดีขึ้น เป็นโอกาสในการรักษาการเติบโตของรายได้ในกลุ่มนี้
  • การขยายธุรกิจใหม่: โครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง เช่น โรงงานผลิต RDF3 ที่เวียงจันทน์, โครงการโรงไฟฟ้าภูผาม่าน (PPM), การร่วมทุน PT Cahaya Yasa Cipta (CYC) ในอินโดนีเซีย และการลงทุนในธุรกิจ EV Charging Station เป็นโอกาสในการสร้างรายได้และกำไรในอนาคต
  • การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต: การวางแผนจัดหาเครื่องจักรเพื่อเพิ่มการผลิตปิโตรเลียมให้ได้ 250 bbl/day ภายในไตรมาส 3 และ 4 เป็นโอกาสในการเพิ่มรายได้จากธุรกิจ Petroleum

ความเสี่ยง

  • ความผันผวนของสภาวะเศรษฐกิจโลก: การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ภาระเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยที่ปรับสูงขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ
  • ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน: ฝ่ายจัดการยังคงให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
  • การพึ่งพิงรายได้จากกลุ่ม Trading: แม้ว่ากลุ่ม Trading จะเติบโตได้ดี แต่การพึ่งพิงรายได้จากกลุ่มนี้อาจมีความเสี่ยงหากเกิดการเปลี่ยนแปลงของตลาดหรือคู่ค้า
  • ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น: ค่าใช้จ่ายทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจากดอกเบี้ยหุ้นกู้และค่าธรรมเนียมธนาคาร อาจเป็นแรงกดดันต่อกำไร

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • แนวโน้มรายได้และ Margin ในกลุ่ม Trading - Energy: การรักษาอัตรากำไรที่ดีและปริมาณการขายที่ต่อเนื่อง
  • ความคืบหน้าของโครงการใหม่: การก่อสร้างและเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการ RDF, โรงไฟฟ้า PPM, CYC และ EV Charging Station
  • ผลกระทบจากการปรับโครงสร้าง UAPC: การรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม UAPC และผลกระทบต่อภาพรวมงบการเงิน
  • การบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่าย: ความสามารถในการควบคุมต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อ
  • การบริหารสภาพคล่องและหนี้สิน: การรักษาสภาพคล่องทางการเงินและระดับหนี้สินให้อยู่ในกรอบนโยบาย

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)

Utilization และ Order Book: เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูล Utilization Rate หรือ Order Book โดยตรง แต่มีการกล่าวถึงการเพิ่มขึ้นของยอดขายในกลุ่ม Energy จากปัญหาการขนส่งคลี่คลาย และการลดลงของยอดขายในกลุ่ม Industrial จากการสั่งซื้ออุปกรณ์ในอุตสาหกรรมสำรวจปิโตรเลียมที่ลดลง ซึ่งบ่งชี้ถึงความผันผวนของอุปสงค์ในบางกลุ่มอุตสาหกรรม

ราคาวัตถุดิบ: ไม่ได้มีการระบุถึงราคาวัตถุดิบโดยตรง แต่มีการกล่าวถึงการควบคุมต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

GPM (Gross Profit Margin): อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัท (งบรวม) ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จาก 13.06% ใน Q2/2565 เป็น 19.90% ใน Q2/2566 และจาก 11.89% ใน 6M/2565 เป็น 17.72% ใน 6M/2566 ซึ่งสะท้อนถึงการบริหารจัดการต้นทุนขายที่ดีขึ้น หรือการได้รับราคาขายที่สูงขึ้นในบางกลุ่มธุรกิจ

การส่งออก: มีการกล่าวถึงค่าใช้จ่ายในการขาย-ส่งออก ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น ซึ่งบ่งชี้ว่าบริษัทยังมีการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก

ค่าเงิน: ฝ่ายจัดการระบุว่ามีการลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา

สินค้าคงคลัง: สินค้าคงเหลือ ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2566 อยู่ที่ 136.41 ล้านบาท ลดลงจาก 291.79 ล้านบาท ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2565 ซึ่งอาจสะท้อนถึงการบริหารจัดการสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพ หรือการลดลงของสต็อกที่เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้าง UAPC

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

สินทรัพย์รวม ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2566 อยู่ที่ 3,046.47 ล้านบาท ลดลง 14.10% จากสิ้นปี 2565 โดยหลักมาจากการปรับโครงสร้าง UAPC ที่ตัดรายการสินทรัพย์และหนี้สินออกไป เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดลดลง 32.48 ล้านบาท จากการจ่ายปันผล

หนี้สินรวม ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2566 อยู่ที่ 1,292.77 ล้านบาท ลดลง 29.03% จากสิ้นปี 2565 โดยส่วนใหญ่เกิดจากการปรับโครงสร้าง UAPC และการจ่ายคืนเงินกู้ยืม

ส่วนของผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2566 อยู่ที่ 1,753.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.66% จากสิ้นปี 2565 โดยเกิดจากกำไรสะสมจากการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น และการจ่ายเงินปันผล

อัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) อยู่ที่ 0.80 เท่า ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2566 ซึ่งยังคงอยู่ในกรอบนโยบายของบริษัทที่ไม่เกิน 2 เท่า

กระแสเงินสด:

  • กิจกรรมดำเนินงาน: ใช้เงินสดสุทธิ 66.01 ล้านบาท ใน 6 เดือนแรกปี 2566
  • กิจกรรมลงทุน: ได้เงินสดสุทธิ 343.22 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากการให้กู้ยืมระยะสั้นแก่กิจการที่เกี่ยวข้อง, การรับเงินจากการจำหน่ายสินทรัพย์, รับเงินปันผล และรับเงินสดจากการเพิ่มทุน/ลดสัดส่วนการควบคุมในบริษัทย่อย
  • กิจกรรมจัดหาเงิน: ใช้เงินสดสุทธิ 316.01 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากการจ่ายคืนเงินกู้ยืมและการจ่ายเงินปันผล
  • เงินสดคงเหลือปลายงวด อยู่ที่ 141.96 ล้านบาท ลดลงจากต้นงวด

สรุปท้าย

UAC โชว์ผลประกอบการที่โดดเด่นในไตรมาส 2 และครึ่งปีแรกของปี 2566 ด้วยแรงหนุนสำคัญจากการเติบโตของรายได้ในกลุ่มธุรกิจ Trading - Energy และการรับรู้กำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์และเงินลงทุน ซึ่งส่งผลให้กำไรสุทธิเติบโตอย่างก้าวกระโดด แม้ว่าฝ่ายจัดการจะยังคงเน้นการบริหารจัดการต้นทุนและสภาพคล่องท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก แต่การเดินหน้าตามแผนการลงทุนในโครงการใหม่ๆ และการปรับโครงสร้างธุรกิจอย่างต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาเพื่อประเมินโอกาสการเติบโตและความเสี่ยงในระยะต่อไป

ยังไม่มีความคิดเห็น