UMI พลิกขาดทุน Q2/66 หลังรายได้ขายโต-ต้นทุนพลังงานดัน GPM พุ่ง
รายได้ขายสินค้า Q2/66 ฟื้นตัว 6% รับการปรับราคาขาย ขณะที่กำไรสุทธิยังขาดทุนจากรายการพิเศษปีก่อน
บริษัท สหโมเสคอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ UMI รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 พลิกกลับมาขาดทุนสุทธิ 13 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 206 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม รายได้จากการขายสินค้าปรับตัวดีขึ้น 6% เป็น 679 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากการปรับขึ้นราคาขายเพื่อสะท้อนต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงผลประกอบการของ UMI ในไตรมาส 2/2566 คือ การปรับขึ้นราคาขายสินค้าที่ช่วยหนุนรายได้จากการขายและอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ให้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าภาพรวมจะยังคงขาดทุนสุทธิ 13 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 206 ล้านบาทเมื่อเทียบกับปีก่อนก็ตาม โดย GPM เพิ่มขึ้นจาก 18% ใน Q2/2565 เป็น 21% ใน Q2/2566
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ฝ่ายจัดการระบุว่า การปรับขึ้นราคาขายสินค้ามีวัตถุประสงค์เพื่อ สะท้อนต้นทุนด้านพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต การปรับราคาขายนี้จึงช่วยชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การขาดทุนสุทธิที่เพิ่มขึ้นนั้น มีสาเหตุหลักมาจากรายการรายได้อื่นที่ลดลงอย่างมาก เนื่องจากในไตรมาส 2/2565 มีกำไรจากการซื้อหนี้มาปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งเป็นรายการพิเศษที่ไม่ได้เกิดขึ้นประจำ
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
มีโอกาสต่อเนื่องในแง่ของรายได้จากการขายและ GPM แต่ภาพรวมกำไรสุทธิยังต้องจับตา การปรับขึ้นราคาขายเพื่อสะท้อนต้นทุนที่สูงขึ้นเป็นกลยุทธ์ที่ฝ่ายจัดการนำมาใช้ ซึ่งหากต้นทุนพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูง หรือมีแนวโน้มปรับขึ้นอีก ก็อาจมีการพิจารณาปรับราคาขายต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม การขาดทุนสุทธิที่เพิ่มขึ้นในงวดนี้มีสาเหตุหลักมาจากรายการพิเศษปีก่อน ทำให้การประเมินผลประกอบการในระยะยาวต้องพิจารณาถึงปัจจัยอื่น ๆ ประกอบด้วย
Highlight สำคัญ
- รายได้จากการขายสินค้า Q2/66 เพิ่มขึ้น 6% YoY เป็น 679 ล้านบาท จากการปรับราคาขายเพื่อสะท้อนต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น
- อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) Q2/66 เพิ่มขึ้นเป็น 21% จาก 18% ใน Q2/65 เป็นผลจากการปรับราคาขาย
- ขาดทุนสุทธิ Q2/66 อยู่ที่ 13 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 206 ล้านบาท YoY โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้อื่นลดลง 366 ล้านบาท จากรายการกำไรพิเศษจากการปรับโครงสร้างหนี้ในปีก่อน
- ผลประกอบการงวด 6 เดือนแรกปี 66 ขาดทุนสุทธิ 43 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 210 ล้านบาท YoY โดยมีสาเหตุคล้ายคลึงกับไตรมาส 2
- สินทรัพย์รวมลดลง 8 ล้านบาท สู่ระดับ 2,710 ล้านบาท ณ สิ้น Q2/66 โดยมีเงินสดลดลง แต่สินค้าคงเหลือและลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้น
- หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 47 ล้านบาท สู่ระดับ 1,433 ล้านบาท ณ สิ้น Q2/66 โดยมีเจ้าหนี้การค้าและประมาณการหนี้สินหมุนเวียนอื่นเพิ่มขึ้น
ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาสที่ 2 ปี 2566 บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายสินค้า 679 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36 ล้านบาท หรือ 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การเพิ่มขึ้นนี้เป็นผลมาจากการปรับราคาขายสินค้าที่สูงขึ้นเพื่อสะท้อนต้นทุนด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวดีขึ้น 3% จาก 18% ในไตรมาส 2/2565 เป็น 21% ในไตรมาส 2/2566
อย่างไรก็ตาม รายได้อื่นลดลงถึง 366 ล้านบาท เนื่องจากในไตรมาส 2/2565 มีกำไรจากการซื้อหนี้มาปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งเป็นรายการพิเศษที่ส่งผลให้กำไรในงวดนั้นสูงกว่าปกติ ในขณะที่ต้นทุนในการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 8 ล้านบาทจากค่าส่งเสริมการขาย และค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 8 ล้านบาทจากการควบคุมค่าใช้จ่าย
ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ลดลง 70 ล้านบาทตามรายได้อื่นที่ลดลง ส่งผลให้ภาพรวมขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทใหญ่ในไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 13 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้น 206 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
สำหรับผลการดำเนินงานงวดหกเดือนแรกของปี 2566 บริษัทมีรายได้จากการขายสินค้า 1,373 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47 ล้านบาท หรือ 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รายได้อื่นลดลง 373 ล้านบาท เนื่องจากรายการพิเศษในปีก่อน ค่าใช้จ่ายขายเพิ่มขึ้น 9 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายบริหารลดลง 11 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ลดลง 71 ล้านบาทตามรายได้อื่นที่ลดลง ส่งผลให้ขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทใหญ่เพิ่มขึ้น 210 ล้านบาท เป็น 43 ล้านบาท
โอกาส
- การปรับราคาขายสินค้า: เป็นโอกาสในการรักษาและเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้น หากสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพและสภาวะตลาดเอื้ออำนวย
- การควบคุมค่าใช้จ่าย: การลดลงของค่าใช้จ่ายในการบริหารแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการบริหารจัดการต้นทุน ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อผลประกอบการ
- การฟื้นตัวของอุตสาหกรรม: แม้เอกสารจะไม่ได้ระบุโดยตรง แต่หากอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างมีการฟื้นตัว จะส่งผลดีต่อยอดขายสินค้าของ UMI
ความเสี่ยง
- ความผันผวนของต้นทุนพลังงาน: การที่รายได้จากการขายถูกปรับขึ้นเพื่อสะท้อนต้นทุนพลังงาน แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ต้นทุนดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรหากไม่สามารถผลักภาระให้ลูกค้าได้ทั้งหมด
- รายการพิเศษที่ส่งผลต่อการเปรียบเทียบ: การที่ผลประกอบการในงวดปัจจุบันดูแย่ลงเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากมีรายการพิเศษ (กำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้) ในปีก่อน ทำให้การประเมินแนวโน้มที่แท้จริงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
- การเพิ่มขึ้นของลูกหนี้การค้าและสินค้าคงเหลือ: การที่ลูกหนี้การค้าและสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น อาจเป็นสัญญาณของความท้าทายในการบริหารจัดการสภาพคล่องและการขายสินค้า
- การเพิ่มขึ้นของประมาณการหนี้สินหมุนเวียนอื่น: การบันทึกดอกเบี้ยผิดนัดของบริษัทย่อยเป็นความเสี่ยงด้านภาระหนี้สินที่อาจเพิ่มขึ้น
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มต้นทุนพลังงาน: จะส่งผลต่อการปรับราคาขายและอัตรากำไรขั้นต้นในอนาคต
- การบริหารจัดการลูกหนี้การค้าและสินค้าคงเหลือ: เพื่อลดความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและภาระดอกเบี้ย
- การดำเนินงานของบริษัทย่อย: โดยเฉพาะประเด็นการบันทึกดอกเบี้ยผิดนัดที่อาจส่งผลกระทบต่อฐานะการเงิน
- แผนการบริหารจัดการหนี้สิน: โดยเฉพาะการลดลงของเงินกู้ยืมระยะยาวที่อาจส่งผลต่อโครงสร้างทางการเงิน
- การรับรู้รายได้อื่น: ว่าจะมีรายการพิเศษเข้ามาสนับสนุนผลประกอบการอีกหรือไม่ในอนาคต
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
ในฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายกระเบื้องและวัสดุก่อสร้าง UMI ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงาน การปรับราคาขายสินค้าเป็นกลยุทธ์ที่จำเป็นเพื่อรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ซึ่งในไตรมาส 2/2566 สามารถทำได้สำเร็จ โดย GPM เพิ่มขึ้นจาก 18% เป็น 21%
อย่างไรก็ตาม การที่รายได้อื่นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (366 ล้านบาท) จากรายการกำไรพิเศษจากการปรับโครงสร้างหนี้ในปีก่อน ทำให้ผลประกอบการสุทธิในไตรมาส 2/2566 ขาดทุน 13 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขาดทุนที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน
ในด้านสินทรัพย์รวม มีการลดลงเล็กน้อย 8 ล้านบาท สู่ 2,710 ล้านบาท โดยเงินสดลดลง 15 ล้านบาท ขณะที่สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น 43 ล้านบาท และลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้น 38 ล้านบาท (รวมหนี้ที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ 53 ล้านบาท) ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงการสต็อกสินค้าเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความต้องการ หรือการขายที่อาจชะลอตัวในบางส่วน
ส่วนหนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 47 ล้านบาท สู่ 1,433 ล้านบาท โดยมีเจ้าหนี้การค้าเพิ่มขึ้น 50 ล้านบาท และประมาณการหนี้สินหมุนเวียนอื่นเพิ่มขึ้น 31 ล้านบาทจากการบันทึกดอกเบี้ยผิดนัดของบริษัทย่อย ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 สินทรัพย์รวมของบริษัทและบริษัทย่อยอยู่ที่ 2,710 ล้านบาท ลดลง 8 ล้านบาทจากสิ้นปี 2565 โดยมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดลดลง 15 ล้านบาท ลูกหนี้การค้าและลูกหนี้หมุนเวียนอื่นเพิ่มขึ้น 38 ล้านบาท และสินค้าคงเหลือสุทธิเพิ่มขึ้น 43 ล้านบาท ขณะที่ที่ดินอาคารและอุปกรณ์สุทธิลดลง 71 ล้านบาทจากการตัดค่าเสื่อมราคา
หนี้สินรวมอยู่ที่ 1,433 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47 ล้านบาทจากสิ้นปี 2565 โดยมีเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้หมุนเวียนอื่นเพิ่มขึ้น 50 ล้านบาท และประมาณการหนี้สินหมุนเวียนอื่นเพิ่มขึ้น 31 ล้านบาทจากการบันทึกดอกเบี้ยผิดนัดของบริษัทย่อย เงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงินลดลง 30 ล้านบาทจากการจ่ายชำระหนี้
ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง 55 ล้านบาทจากผลขาดทุนประจำงวด
สรุปท้าย
UMI ในไตรมาส 2/2566 แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนผ่านการปรับราคาขายสินค้า ซึ่งช่วยหนุนรายได้จากการขายและอัตรากำไรขั้นต้นให้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการสุทธิยังคงขาดทุนจากการเปรียบเทียบกับรายการพิเศษในปีก่อนหน้า ความเสี่ยงจากความผันผวนของต้นทุนพลังงานและการบริหารจัดการหนี้สินของบริษัทย่อยเป็นประเด็นสำคัญที่นักลงทุนควรจับตาอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงเหลือและลูกหนี้การค้า ซึ่งต้องติดตามว่ากลยุทธ์การควบคุมค่าใช้จ่ายจะสามารถชดเชยแรงกดดันเหล่านี้ได้มากน้อยเพียงใดในระยะต่อไป