เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
UMI พลิกขาดทุน Q2/66 หลังรายได้ขายโต-ต้นทุนพลังงานดัน GPM พุ่ง
ข่าวสาร

UMI พลิกขาดทุน Q2/66 หลังรายได้ขายโต-ต้นทุนพลังงานดัน GPM พุ่ง

UMI P/E 2.07 YIELD 4.30
55 นาที 12:07 น. 0 ความเห็น

รายได้ขายสินค้า Q2/66 ฟื้นตัว 6% รับการปรับราคาขาย ขณะที่กำไรสุทธิยังขาดทุนจากรายการพิเศษปีก่อน

บริษัท สหโมเสคอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ UMI รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 พลิกกลับมาขาดทุนสุทธิ 13 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 206 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม รายได้จากการขายสินค้าปรับตัวดีขึ้น 6% เป็น 679 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากการปรับขึ้นราคาขายเพื่อสะท้อนต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจหลักที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงผลประกอบการของ UMI ในไตรมาส 2/2566 คือ การปรับขึ้นราคาขายสินค้าที่ช่วยหนุนรายได้จากการขายและอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ให้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าภาพรวมจะยังคงขาดทุนสุทธิ 13 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 206 ล้านบาทเมื่อเทียบกับปีก่อนก็ตาม โดย GPM เพิ่มขึ้นจาก 18% ใน Q2/2565 เป็น 21% ใน Q2/2566

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

ฝ่ายจัดการระบุว่า การปรับขึ้นราคาขายสินค้ามีวัตถุประสงค์เพื่อ สะท้อนต้นทุนด้านพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต การปรับราคาขายนี้จึงช่วยชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การขาดทุนสุทธิที่เพิ่มขึ้นนั้น มีสาเหตุหลักมาจากรายการรายได้อื่นที่ลดลงอย่างมาก เนื่องจากในไตรมาส 2/2565 มีกำไรจากการซื้อหนี้มาปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งเป็นรายการพิเศษที่ไม่ได้เกิดขึ้นประจำ

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

มีโอกาสต่อเนื่องในแง่ของรายได้จากการขายและ GPM แต่ภาพรวมกำไรสุทธิยังต้องจับตา การปรับขึ้นราคาขายเพื่อสะท้อนต้นทุนที่สูงขึ้นเป็นกลยุทธ์ที่ฝ่ายจัดการนำมาใช้ ซึ่งหากต้นทุนพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูง หรือมีแนวโน้มปรับขึ้นอีก ก็อาจมีการพิจารณาปรับราคาขายต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม การขาดทุนสุทธิที่เพิ่มขึ้นในงวดนี้มีสาเหตุหลักมาจากรายการพิเศษปีก่อน ทำให้การประเมินผลประกอบการในระยะยาวต้องพิจารณาถึงปัจจัยอื่น ๆ ประกอบด้วย

Highlight สำคัญ

  • รายได้จากการขายสินค้า Q2/66 เพิ่มขึ้น 6% YoY เป็น 679 ล้านบาท จากการปรับราคาขายเพื่อสะท้อนต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น
  • อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) Q2/66 เพิ่มขึ้นเป็น 21% จาก 18% ใน Q2/65 เป็นผลจากการปรับราคาขาย
  • ขาดทุนสุทธิ Q2/66 อยู่ที่ 13 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 206 ล้านบาท YoY โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้อื่นลดลง 366 ล้านบาท จากรายการกำไรพิเศษจากการปรับโครงสร้างหนี้ในปีก่อน
  • ผลประกอบการงวด 6 เดือนแรกปี 66 ขาดทุนสุทธิ 43 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 210 ล้านบาท YoY โดยมีสาเหตุคล้ายคลึงกับไตรมาส 2
  • สินทรัพย์รวมลดลง 8 ล้านบาท สู่ระดับ 2,710 ล้านบาท ณ สิ้น Q2/66 โดยมีเงินสดลดลง แต่สินค้าคงเหลือและลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้น
  • หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 47 ล้านบาท สู่ระดับ 1,433 ล้านบาท ณ สิ้น Q2/66 โดยมีเจ้าหนี้การค้าและประมาณการหนี้สินหมุนเวียนอื่นเพิ่มขึ้น

ภาพรวมผลประกอบการ

สำหรับไตรมาสที่ 2 ปี 2566 บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายสินค้า 679 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36 ล้านบาท หรือ 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การเพิ่มขึ้นนี้เป็นผลมาจากการปรับราคาขายสินค้าที่สูงขึ้นเพื่อสะท้อนต้นทุนด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวดีขึ้น 3% จาก 18% ในไตรมาส 2/2565 เป็น 21% ในไตรมาส 2/2566

อย่างไรก็ตาม รายได้อื่นลดลงถึง 366 ล้านบาท เนื่องจากในไตรมาส 2/2565 มีกำไรจากการซื้อหนี้มาปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งเป็นรายการพิเศษที่ส่งผลให้กำไรในงวดนั้นสูงกว่าปกติ ในขณะที่ต้นทุนในการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 8 ล้านบาทจากค่าส่งเสริมการขาย และค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 8 ล้านบาทจากการควบคุมค่าใช้จ่าย

ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ลดลง 70 ล้านบาทตามรายได้อื่นที่ลดลง ส่งผลให้ภาพรวมขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทใหญ่ในไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 13 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้น 206 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

สำหรับผลการดำเนินงานงวดหกเดือนแรกของปี 2566 บริษัทมีรายได้จากการขายสินค้า 1,373 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47 ล้านบาท หรือ 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รายได้อื่นลดลง 373 ล้านบาท เนื่องจากรายการพิเศษในปีก่อน ค่าใช้จ่ายขายเพิ่มขึ้น 9 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายบริหารลดลง 11 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ลดลง 71 ล้านบาทตามรายได้อื่นที่ลดลง ส่งผลให้ขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทใหญ่เพิ่มขึ้น 210 ล้านบาท เป็น 43 ล้านบาท

โอกาส

  • การปรับราคาขายสินค้า: เป็นโอกาสในการรักษาและเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้น หากสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพและสภาวะตลาดเอื้ออำนวย
  • การควบคุมค่าใช้จ่าย: การลดลงของค่าใช้จ่ายในการบริหารแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการบริหารจัดการต้นทุน ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อผลประกอบการ
  • การฟื้นตัวของอุตสาหกรรม: แม้เอกสารจะไม่ได้ระบุโดยตรง แต่หากอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างมีการฟื้นตัว จะส่งผลดีต่อยอดขายสินค้าของ UMI

ความเสี่ยง

  • ความผันผวนของต้นทุนพลังงาน: การที่รายได้จากการขายถูกปรับขึ้นเพื่อสะท้อนต้นทุนพลังงาน แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ต้นทุนดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรหากไม่สามารถผลักภาระให้ลูกค้าได้ทั้งหมด
  • รายการพิเศษที่ส่งผลต่อการเปรียบเทียบ: การที่ผลประกอบการในงวดปัจจุบันดูแย่ลงเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากมีรายการพิเศษ (กำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้) ในปีก่อน ทำให้การประเมินแนวโน้มที่แท้จริงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
  • การเพิ่มขึ้นของลูกหนี้การค้าและสินค้าคงเหลือ: การที่ลูกหนี้การค้าและสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น อาจเป็นสัญญาณของความท้าทายในการบริหารจัดการสภาพคล่องและการขายสินค้า
  • การเพิ่มขึ้นของประมาณการหนี้สินหมุนเวียนอื่น: การบันทึกดอกเบี้ยผิดนัดของบริษัทย่อยเป็นความเสี่ยงด้านภาระหนี้สินที่อาจเพิ่มขึ้น

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • แนวโน้มต้นทุนพลังงาน: จะส่งผลต่อการปรับราคาขายและอัตรากำไรขั้นต้นในอนาคต
  • การบริหารจัดการลูกหนี้การค้าและสินค้าคงเหลือ: เพื่อลดความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและภาระดอกเบี้ย
  • การดำเนินงานของบริษัทย่อย: โดยเฉพาะประเด็นการบันทึกดอกเบี้ยผิดนัดที่อาจส่งผลกระทบต่อฐานะการเงิน
  • แผนการบริหารจัดการหนี้สิน: โดยเฉพาะการลดลงของเงินกู้ยืมระยะยาวที่อาจส่งผลต่อโครงสร้างทางการเงิน
  • การรับรู้รายได้อื่น: ว่าจะมีรายการพิเศษเข้ามาสนับสนุนผลประกอบการอีกหรือไม่ในอนาคต

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)

ในฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายกระเบื้องและวัสดุก่อสร้าง UMI ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงาน การปรับราคาขายสินค้าเป็นกลยุทธ์ที่จำเป็นเพื่อรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ซึ่งในไตรมาส 2/2566 สามารถทำได้สำเร็จ โดย GPM เพิ่มขึ้นจาก 18% เป็น 21%

อย่างไรก็ตาม การที่รายได้อื่นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (366 ล้านบาท) จากรายการกำไรพิเศษจากการปรับโครงสร้างหนี้ในปีก่อน ทำให้ผลประกอบการสุทธิในไตรมาส 2/2566 ขาดทุน 13 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขาดทุนที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน

ในด้านสินทรัพย์รวม มีการลดลงเล็กน้อย 8 ล้านบาท สู่ 2,710 ล้านบาท โดยเงินสดลดลง 15 ล้านบาท ขณะที่สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น 43 ล้านบาท และลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้น 38 ล้านบาท (รวมหนี้ที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ 53 ล้านบาท) ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงการสต็อกสินค้าเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความต้องการ หรือการขายที่อาจชะลอตัวในบางส่วน

ส่วนหนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 47 ล้านบาท สู่ 1,433 ล้านบาท โดยมีเจ้าหนี้การค้าเพิ่มขึ้น 50 ล้านบาท และประมาณการหนี้สินหมุนเวียนอื่นเพิ่มขึ้น 31 ล้านบาทจากการบันทึกดอกเบี้ยผิดนัดของบริษัทย่อย ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 สินทรัพย์รวมของบริษัทและบริษัทย่อยอยู่ที่ 2,710 ล้านบาท ลดลง 8 ล้านบาทจากสิ้นปี 2565 โดยมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดลดลง 15 ล้านบาท ลูกหนี้การค้าและลูกหนี้หมุนเวียนอื่นเพิ่มขึ้น 38 ล้านบาท และสินค้าคงเหลือสุทธิเพิ่มขึ้น 43 ล้านบาท ขณะที่ที่ดินอาคารและอุปกรณ์สุทธิลดลง 71 ล้านบาทจากการตัดค่าเสื่อมราคา

หนี้สินรวมอยู่ที่ 1,433 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47 ล้านบาทจากสิ้นปี 2565 โดยมีเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้หมุนเวียนอื่นเพิ่มขึ้น 50 ล้านบาท และประมาณการหนี้สินหมุนเวียนอื่นเพิ่มขึ้น 31 ล้านบาทจากการบันทึกดอกเบี้ยผิดนัดของบริษัทย่อย เงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงินลดลง 30 ล้านบาทจากการจ่ายชำระหนี้

ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง 55 ล้านบาทจากผลขาดทุนประจำงวด

สรุปท้าย

UMI ในไตรมาส 2/2566 แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนผ่านการปรับราคาขายสินค้า ซึ่งช่วยหนุนรายได้จากการขายและอัตรากำไรขั้นต้นให้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการสุทธิยังคงขาดทุนจากการเปรียบเทียบกับรายการพิเศษในปีก่อนหน้า ความเสี่ยงจากความผันผวนของต้นทุนพลังงานและการบริหารจัดการหนี้สินของบริษัทย่อยเป็นประเด็นสำคัญที่นักลงทุนควรจับตาอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงเหลือและลูกหนี้การค้า ซึ่งต้องติดตามว่ากลยุทธ์การควบคุมค่าใช้จ่ายจะสามารถชดเชยแรงกดดันเหล่านี้ได้มากน้อยเพียงใดในระยะต่อไป

ยังไม่มีความคิดเห็น