https://aio.panphol.com/assets/images/community/17037_09F905.png

STARM ปี 2568: กำไรสุทธิแตะ 88 ล้าน แม้รายได้รวมหดตัว 142 ล้าน แต่จุดเปลี่ยนคือ “เช่าซื้อ” ที่โต 19.3% และ NPL ลดเหลือ 118.3 ล้าน

P/E YIELD ราคา (%)

STARM ปี 2568: กำไรสุทธิแตะ 88 ล้าน แม้รายได้รวมหดตัว 142 ล้าน แต่จุดเปลี่ยนคือ “เช่าซื้อ” ที่โต 19.3% และ NPL ลดเหลือ 118.3 ล้าน

บริษัท เดอะ สตาร์ มาร์เก็ต (STARM) ปิดงบประมาณ พ.ศ. 2568 ด้วยภาพลักษณ์ที่ท้าทายแต่เต็มไปด้วยจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยแม้รายได้รวมจะหดตัวลงจาก 1,579 ล้านบาท เหลือเพียง 1,437 ล้านบาท หรือลดลง 142 ล้านบาท หรือคิดเป็น -8.99% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่กำไรสุทธิกลับพลิกฟื้นขึ้นมาอยู่ที่ 88 ล้านบาท จาก 84 ล้านบาทในปีก่อนหน้า แสดงถึงประสิทธิภาพการบริหารจัดการที่เหนือชั้น โดยเฉพาะในส่วนของ “Core Profit” หรือรายได้ดอกเบี้ยจากสัญญาเช่าซื้อ ที่ขยายตัวอย่างโดดเด่นจาก 127.3 ล้านบาท เป็น 151.8 ล้านบาท หรือเติบโตถึง 19.3%

“การเติบโตของพอร์ตเช่าซื้อไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือการเปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจที่เน้นความยั่งยืนเหนือความเร็ว”

ทั้งนี้ สัดส่วนรายได้จากเช่าซื้อในพอร์ตการให้สินเชื่อเพิ่มขึ้นเป็น 13.5% ขณะที่สัดส่วนเงินกู้ยืมยังคงครองตลาดด้วย 86.5% แต่รายได้ดอกเบี้ยจากกลุ่มนี้ลดลงอย่างชัดเจน จาก 590 ล้านบาท เหลือเพียง 457 ล้านบาท หรือหดตัวถึง -22.3% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและกำลังซื้อลดลง โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่ระมัดระวังการใช้จ่าย ทำให้ยอดปล่อยสินเชื่อเงินกู้ยืมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

“แม้รายได้รวมหดตัว แต่กำไรเพิ่มขึ้นเพราะเราเลือกที่จะไม่ขยายพอร์ตเสี่ยง แต่กลับเน้นคุณภาพหนี้”

บริษัทปรับกลยุทธ์อย่างชัดเจน โดยควบคุมคุณภาพสินเชื่ออย่างเข้มงวด จนสามารถลดค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิต (ECL) จาก 50.2 ล้านบาท เหลือเพียง 13.2 ล้านบาท หรือลดลงถึง 73.7% และลดระดับ NPL (Non-Performing Loan) จาก 15.8 ล้านบาท เป็น 118.3 ล้านบาท แม้ตัวเลข NPL จะยังอยู่ในระดับสูง แต่การปรับโครงสร้างหนี้และการบริหารจัดการลูกหนี้ได้ผลลัพธ์ที่น่าประทับใจ โดยเฉพาะอัตราผลตอบแทนจากการให้สินเชื่อ (NIM) ที่ปรับตัวลงเล็กน้อยจาก 23.0% เป็น 22.4% แต่ยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง

“เราไม่ได้แข่งกับตัวเลขรายได้ แต่แข่งกับคุณภาพของหนี้ และเรากำลังชนะ”

ในด้านต้นทุนและค่าใช้จ่าย บริษัทปรับลดค่าใช้จ่ายบริหารหนี้จาก 68.8 ล้านบาท เหลือเพียง 37.2 ล้านบาท หรือลดลง 45.9% และควบคุมอัตราส่วนเครดิตคอร์ส (Credit Ratio) ได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน จาก 6.62% เหลือเพียง 4.86% ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ตั้งไว้ และยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม

เจาะประเด็นร้อน (Q&A)

  • Q: ปี 2568 มีปัจจัยบวกและลบอะไรบ้าง?
    A: ปัจจัยบวกคือ การเติบโตของพอร์ตเช่าซื้อ (+19.3%), การลดค่าเผื่อหนี้ (ECL) จาก 50.2 ล้านบาท เหลือ 13.2 ล้านบาท, และการปรับโครงสร้างสาขาให้รองรับลูกค้าหลากหลายกลุ่ม ขณะที่ปัจจัยลบคือ เศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลให้ยอดปล่อยสินเชื่อเงินกู้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และยอดขายเครื่องปรับอากาศลดลงเนื่องจากสภาพอากาศไม่ร้อน
  • Q: เป้าหมายรายได้รวมปี 2569 เท่าใด?
    A: มีเป้าหมายเติบโตรายได้รวมไม่ต่ำกว่า 10% โดยเน้นการขยายช่องทางธุรกิจผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มและพันธมิตรใหม่ๆ
  • Q: เป้าหมาย NIM ปี 2569 เท่าใด?
    A: มุ่งหวังให้อัตรา NIM อยู่ไม่ต่ำกว่า 19% เพื่อรักษาผลตอบแทนจากการให้สินเชื่อไว้ใกล้เคียงกับปีก่อน
  • Q: มีแผนปรับโครงสร้างสาขาอย่างไร?
    A: เน้นการขยายสาขาในพื้นที่ที่มีศักยภาพ โดยปรับรูปแบบสาขาให้ครอบคลุมทั้งออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึงเปิดสาขาแบบ “ช้อปอินช็อป” ในพันธมิตรต่างๆ เพื่อเพิ่มจุดขาย
  • Q: มีแผนใช้ AI และระบบดิจิทัลอย่างไรในปี 2569?
    A: เริ่มดำเนินการเฟสที่สองของดิจิทัลแพลตฟอร์มในไตรมาสที่ 2 โดยเชื่อมโยงระบบให้บริการเช่าซื้อ สินเชื่อ และประกันภัยเข้าด้วยกันผ่าน AI และ Machine Learning เพื่ออนุมัติสินเชื่อและติดตามหนี้ได้อย่างรวดเร็ว

ทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นว่า STARM ไม่ได้หลุดจากกระแสเศรษฐกิจ แต่กลับใช้ช่วงเวลาที่ยากลำบากเป็นจุดเปลี่ยนในการปรับโครงสร้างธุรกิจให้แข็งแกร่งขึ้น โดยเฉพาะการเน้น “ดิจิทัล” และ “คุณภาพหนี้” แทน “ปริมาณสินเชื่อ” ซึ่งอาจเป็นกุญแจสำคัญในการเติบโตอย่างยั่งยืนในปี 2569 และต่อไป

โพสต์ล่าสุด