https://aio.panphol.com/assets/images/community/16875_1B64F1.png

TGE เดินหน้าพลิกโฉมธุรกิจพลังงานชีวมวล-ขยะ ปี 2568 รายได้ยังคงอยู่ที่ 955.5 ล้านบาท แต่กำลังการผลิตพุ่งสูงถึง 70 MW จากการ COD โรงไฟฟ้าขยะชุมชน 2 แห่ง และเตรียมเปิดตัวอีก 3 แห่งในปีหน้า

P/E 13.98 YIELD 0.25 ราคา 1.29 (0.00%)

TGE เดินหน้าพลิกโฉมธุรกิจพลังงานชีวมวล-ขยะ ปี 2568 รายได้ยังคงอยู่ที่ 955.5 ล้านบาท แต่กำลังการผลิตพุ่งสูงถึง 70 MW จากการ COD โรงไฟฟ้าขยะชุมชน 2 แห่ง และเตรียมเปิดตัวอีก 3 แห่งในปีหน้า

บริษัทท่าฉางกรีนเอ็นเนอร์ยี่จำกัด (มหาชน) หรือ TGE ปิดงบประมาณปี 2568 ด้วยภาพรวมที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โดยแม้รายได้รวมจะลดลงเล็กน้อยจาก 993.0 ล้านบาทในปีก่อนหน้า เหลือเพียง 955.5 ล้านบาท แต่สิ่งที่น่าจับตาคือการเติบโตของกำลังการผลิตไฟฟ้าจาก 29.7 MW เป็น 70.0 MW ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปีเท่านั้น ซึ่งเกิดจากการ COD โรงไฟฟ้าขยะชุมชน (Waste-to-Energy: WTE) แล้ว 2 แห่ง และอยู่ระหว่างก่อสร้างอีก 3 แห่ง โดยทั้งหมดได้รับสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว (PPA) จากภาครัฐแล้ว ภายใต้โมเดล Public-Private Partnership (PPP) ที่มีอายุสัญญาถึง 20 ปี ทำให้ธุรกิจมีความมั่นคงทางรายได้ในระยะยาว

“การเข้าสู่ธุรกิจขยะชุมชนภายใต้ PPA ไม่ใช่แค่การเพิ่มกำลังผลิต แต่คือการวางรากฐานใหม่ให้ TGE กลายเป็นผู้นำพลังงานหมุนเวียนที่ยั่งยืนในภูมิภาค”

แม้กำไรขั้นต้นจาก Core Operations อย่างโรงไฟฟ้าชีวมวล (Biomass) และชีวภาพ (Biogas) จะลดลงเล็กน้อยจาก 216.0 ล้านบาทในปี 2567 เหลือ 208.2 ล้านบาทในปี 2568 เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบ เช่น เศษไม้และเศษปาล์ม เพิ่มขึ้นตามฤดูกาล และค่าซ่อมบำรุงเครื่องจักรรายปีที่สูงขึ้น แต่การเติบโตของโครงการขยะชุมชนที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่า ช่วยดึงกำไรสุทธิให้อยู่ในระดับ 231.7 ล้านบาท แม้จะลดลงจาก 261.4 ล้านบาทในปีก่อนหน้า แต่สะท้อนถึงความพยายามในการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

“Core profit อาจชะลอ แต่ Non-Core operations กลับเติบโตได้ดีขึ้น — การบริหารจัดการขยะและน้ำเสียเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพสูงในอนาคต”

สัดส่วนรายได้จาก Core Operations ยังคงครองตลาดถึง 86.4% หรือ 825.7 ล้านบาท ขณะที่ Non-Core Operations เช่น การบริหารจัดการขยะ น้ำ และไอน้ำ สร้างรายได้ 96.3 ล้านบาท หรือคิดเป็น 10.1% ของรายได้รวม และมีกำไรขั้นต้นถึง 27.8 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงความยั่งยืนของโมเดลธุรกิจแบบครบวงจร โดยเฉพาะการใช้ระบบตรวจสอบมลพิษแบบ real-time (CEMS) และการหมุนเวียนน้ำเสียจนกลายเป็นน้ำดื่ม ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน

“ท่าฉางไม่ได้แค่ผลิตไฟฟ้า — เรายังเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน น้ำเสียให้กลายเป็นน้ำดื่ม”

ในแง่กลยุทธ์ ปี 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ TGE จะ COD โรงไฟฟ้าขยะชุมชนครบ 5 แห่ง ทำให้กำลังการผลิตรวมพุ่งสูงถึงเกือบ 100 MW ภายในปีเดียวกัน พร้อมวางเป้าหมายระยะยาวในการขยายธุรกิจพลังงานลมและแสงอาทิตย์ โดยมีเป้าหมายรวมกำลังการผลิตถึง 200 MW ภายใน 5 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเริ่มต้นด้วยโครงการโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่ 50–100 MW ในจังหวัดต่าง ๆ โดยได้รับแรงหนุนจากนโยบาย PDP 2024 ที่ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนจาก 30% เป็น 51%

เจาะประเด็นร้อน (Q&A)

  • Q: ผลประกอบการปี 2569 จะดีขึ้นหรือไม่?
    A: แม้รายได้ยังคงอยู่ในระดับเดิมจาก PPA เดิม แต่กำไรขั้นต้นคาดว่าจะปรับดีขึ้นอย่างน้อย 5% จากการบริหารจัดการต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
  • Q: มีแผนลดต้นทุนเชื้อเพลิงไหม?
    A: ใช่ — กำลังพัฒนาเครื่องจักรแบบ modular เพื่อลดต้นทุนการซื้อวัตถุดิบ และลดค่าบำรุงรักษาระยะไกล
  • Q: มีแผนขยายพลังงานลมหรือแสงอาทิตย์ไหม?
    A: ใช่ — เป้าหมายคือเพิ่มกำลังการผลิตรวมถึง 200 MW โดยเฉพาะโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่ในจังหวัดต่าง ๆ
  • Q: การบริหารขยะชุมชนยั่งยืนไหม?
    A: มี — มีระบบตรวจสอบน้ำเสียแบบ real-time และนำขยะจากคลาสเตอร์ระดับตำบลมาใช้เป็นเชื้อเพลิง ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  • Q: ความเสี่ยงสำคัญคืออะไร?
    A: การเปลี่ยนแปลงนโยบาย PDP ฉบับใหม่ที่อาจจำกัดสัดส่วนพลังงานทดแทน, ราคาวัตถุดิบชีวมวลที่ขึ้นลงตามฤดูกาล, และการแข่งขันจากบริษัทพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ที่มีงบลงทุนสูงกว่า

ทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นว่า TGE ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลอีกต่อไป แต่คือผู้นำด้าน “พลังงานหมุนเวียนครบวงจร” ที่สามารถเปลี่ยนขยะ น้ำเสีย และวัตถุดิบเหลือใช้ให้กลายเป็นพลังงานสะอาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีตัวเลขที่ชัดเจน คือ กำลังการผลิต 70 MW ปัจจุบัน และเป้าหมาย 100 MW จากพลังงานหมุนเวียนภายในปี 2569 พร้อมเดินหน้าสู่ 200 MW ในอีก 5 ปีข้างหน้า

โพสต์ล่าสุด