บริษัท บางกอก เดค-คอน จำกัด (มหาชน)
SET · บริการรับเหมาก่อสร้าง
1.14
0.01 (0.87%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=20123 out_tok=2881 at=2026-07-25T09:59:57 -->
# BKD กำไรสุทธิลดลง 45% ใน 9 เดือนแรกปี 66 จากต้นทุนพุ่ง-ค่าใช้จ่ายพิเศษ
## รายได้น้ำประปา-อุตสาหกรรมโต แต่ต้นทุนน้ำดิบพุ่งสูงกระทบกำไรสุทธิรวม
บริษัท บางกอก เดค-คอน จำกัด (มหาชน) หรือ BKD รายงานผลประกอบการ 9 เดือนแรกปี 2566 มีกำไรสุทธิ 352.54 ล้านบาท ลดลง 45.28% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากต้นทุนขายและบริการที่ปรับสูงขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายพิเศษจากการส่งมอบพื้นที่โครงการให้กรมธนารักษ์
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ทำให้กำไรสุทธิของ BKD ในช่วง 9 เดือนแรกปี 2566 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 45.28% มาจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) ต้นทุนขายและบริการที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และ 2) การรับรู้ค่าใช้จ่ายพิเศษจากการส่งมอบพื้นที่โครงการคืนแก่กรมธนารักษ์ ซึ่งเป็นรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว (One-Time Expense)
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
* **ต้นทุนขายและบริการที่สูงขึ้น:** ต้นทุนขายและบริการรวมเพิ่มขึ้น 11.50% โดยเฉพาะต้นทุนขายน้ำดิบที่เพิ่มขึ้น 13.77% ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า (ค่า FT) ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปลายปี 2565 ถึงไตรมาส 3 ปี 2566 ทำให้ค่าไฟฟ้าที่ใช้ในการสูบส่งน้ำดิบเพิ่มขึ้นอย่างมาก คิดเป็นสัดส่วน 34% ของต้นทุนขายน้ำดิบ จากเดิม 30% ในปีก่อน นอกจากนี้ ต้นทุนน้ำดิบและค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงก็เพิ่มขึ้นสวนทางกับปริมาณขายที่ลดลง
* **ค่าใช้จ่ายพิเศษจากการส่งมอบพื้นที่:** บริษัทฯ ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของกรมธนารักษ์ในการส่งมอบพื้นที่และทรัพย์สินโครงการท่อส่งน้ำหนองปลาไหล - หนองค้อ และหนองค้อ - แหลมฉบัง (ระยะที่ 2) คืนแก่กรมธนารักษ์เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2566 และมีกำหนดส่งมอบโครงการท่อส่งน้ำดอกกรายคืนในวันที่ 31 ธันวาคม 2566 บริษัทฯ จึงได้ประมาณการค่าเผื่อการด้อยค่าสินทรัพย์ที่รื้อถอนไม่ได้ของทั้ง 3 โครงการ เป็นจำนวนเงินรวม 104.84 ล้านบาท ซึ่งส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้นมากในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2566
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
ปัจจัยด้านต้นทุนค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปในระยะข้างหน้า เนื่องจากยังไม่มีสัญญาณการปรับลดค่าไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านค่าใช้จ่ายพิเศษจากการส่งมอบพื้นที่โครงการนั้นเป็นลักษณะของรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว (One-Time Expense) ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในไตรมาสถัดไปและปีถัดไป
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิ 9 เดือนแรกปี 66 ลดลง 45.28%** อยู่ที่ 344.30 ล้านบาท (ส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่) จาก 629.23 ล้านบาทในปีก่อน
* **รายได้รวม 9 เดือนแรกปี 66 เพิ่มขึ้น 0.73%** อยู่ที่ 3,336.74 ล้านบาท โดยมีแรงหนุนจากรายได้น้ำประปาที่เพิ่มขึ้น 8.57% และรายได้น้ำอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นถึง 155.40%
* **ต้นทุนขายและบริการ 9 เดือนแรกปี 66 เพิ่มขึ้น 11.50%** อยู่ที่ 2,215.91 ล้านบาท โดยเฉพาะต้นทุนน้ำดิบที่เพิ่มขึ้น 13.77%
* **ค่าใช้จ่ายในการบริหาร 9 เดือนแรกปี 66 เพิ่มขึ้น 21.16%** อยู่ที่ 493.29 ล้านบาท ส่วนหนึ่งมาจากการตั้งสำรองค่าเผื่อการด้อยค่าสินทรัพย์ 104.84 ล้านบาท
* **ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 23.02%** อยู่ที่ 226.66 ล้านบาท จากการออกหุ้นกู้ใหม่
* **อัตรากำไรขั้นต้น 9 เดือนแรกปี 66 ลดลง** จาก 50.56% ในธุรกิจน้ำดิบ และ 29.83% ในธุรกิจน้ำประปา มาอยู่ที่ 40.62% และ 28.70% ตามลำดับ
* **อัตรากำไรสุทธิ 9 เดือนแรกปี 66 ลดลง** จาก 19.59% ในปีก่อน มาอยู่ที่ 10.67%
* **อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) เพิ่มขึ้น** จาก 1.13 เท่า ณ สิ้นปี 2565 เป็น 1.29 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2566
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับผลประกอบการ 9 เดือนแรกปี 2566 บริษัทมีรายได้จากการขายและบริการรวม 3,336.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.73% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้น้ำประปาเพิ่มขึ้น 8.57% และรายได้น้ำอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นถึง 155.40% อย่างไรก็ตาม ต้นทุนขายและบริการรวมเพิ่มขึ้น 11.50% ส่งผลให้กำไรขั้นต้นลดลง 15.42% ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น 21.16% และต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น 23.02% ทำให้กำไรจากการดำเนินงานลดลง 32.65% และส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ลดลง 45.28% มาอยู่ที่ 344.30 ล้านบาท
ในส่วนของไตรมาส 3 ปี 2566 บริษัทมีรายได้จากการขายและบริการ 1,055.26 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.04% แต่กำไรสุทธิลดลง 11.30% มาอยู่ที่ 111.81 ล้านบาท
## โอกาส
* **การเติบโตของธุรกิจน้ำอุตสาหกรรม:** มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีลูกค้ารายใหม่ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะเริ่มมีกำไรขั้นต้นได้ในช่วงปลายปี 2566 เป็นต้นไป
* **การขยายตัวของ EEC:** นโยบายของภาครัฐในการผลักดันพื้นที่ EEC ให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมขั้นสูง จะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจน้ำดิบในระยะยาว
* **การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน:** บริษัทมีการลงทุนในโครงการก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำเพิ่มเติม เพื่อเชื่อมโยงระบบ Water Grid และเสริมสร้าง Water Security รองรับความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นในอนาคต
## ความเสี่ยง
* **ต้นทุนค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น:** เป็นปัจจัยกดดันอัตรากำไรของทั้งธุรกิจน้ำดิบและน้ำประปาอย่างต่อเนื่อง
* **การส่งมอบทรัพย์สินโครงการให้กรมธนารักษ์:** แม้จะเป็นรายการครั้งเดียว แต่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและรายได้ในส่วนของโครงการที่ส่งมอบคืน
* **ความไม่แน่นอนของคดีความกับกรมธนารักษ์:** ยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานในอนาคต
* **อัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ยและเงินต้น (DSCR) ลดลง:** อยู่ที่ 0.95 เท่า ซึ่งต่ำกว่า 1 เท่า อาจส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ในระยะสั้น
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มค่าไฟฟ้า:** การเปลี่ยนแปลงของค่าไฟฟ้าจะมีผลโดยตรงต่อต้นทุนและอัตรากำไรของบริษัท
* **ความคืบหน้าของคดีความกับกรมธนารักษ์:** ผลการตัดสินของศาลปกครองกลางจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางธุรกิจในระยะยาว
* **การรับรู้รายได้และกำไรจากธุรกิจน้ำอุตสาหกรรม:** การทยอยรับน้ำของลูกค้าใหม่และลูกค้าเดิมจะส่งผลต่อการพลิกกลับมามีกำไรของธุรกิจนี้
* **การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน:** การออกหุ้นกู้เพิ่มเติมและการบริหารจัดการหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย
* **ความคืบหน้าโครงการก่อสร้างระบบท่อทดแทน:** การแล้วเสร็จของโครงการจะช่วยลดผลกระทบจากการส่งมอบทรัพย์สินคืน
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
ในฐานะผู้ประกอบการด้านทรัพยากรน้ำ BKD ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าซึ่งเป็นต้นทุนหลักในการสูบส่งน้ำดิบและน้ำประปา การปรับขึ้นค่า FT อย่างต่อเนื่องส่งผลให้ต้นทุนขายน้ำดิบเพิ่มขึ้น 13.77% และต้นทุนขายน้ำประปาเพิ่มขึ้น 10.32% ในช่วง 9 เดือนแรกปี 2566 แม้ว่ารายได้จากน้ำประปาจะเติบโต 8.57% และน้ำอุตสาหกรรมเติบโตอย่างก้าวกระโดด 155.40% แต่ก็ไม่สามารถชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ทั้งหมด ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นของทั้งสองธุรกิจลดลง
ประเด็นสำคัญอีกประการคือการส่งมอบทรัพย์สินโครงการท่อส่งน้ำคืนแก่กรมธนารักษ์ ซึ่งส่งผลให้ปริมาณน้ำดิบจำหน่ายลดลง 3.99% และมีค่าใช้จ่ายพิเศษจากการด้อยค่าสินทรัพย์ 104.84 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายการ One-Time Expense ที่กระทบต่อกำไรสุทธิอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีการลงทุนในระบบท่อส่งน้ำเพิ่มเติมเพื่อทดแทนส่วนที่ส่งมอบคืน และเพื่อรองรับการขยายตัวของ EEC ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จและสามารถจ่ายน้ำได้ในเดือนธันวาคม 2566
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2566 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 26,522.69 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.68% จากสิ้นปี 2565 โดยหลักจากการลงทุนในโครงการก่อสร้างต่างๆ หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 9.75% เป็น 14,849.23 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่มาจากการออกหุ้นกู้ใหม่ 1,550 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) เพิ่มขึ้นจาก 1.13 เท่า เป็น 1.29 เท่า
กระแสเงินสดจากการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกปี 2566 อยู่ที่ 1,382.41 ล้านบาท แต่กระแสเงินสดจากการลงทุนใช้ไปถึง 1,885.13 ล้านบาท เนื่องจากการจ่ายเงินเพื่อซื้อสินทรัพย์ถาวรและค่างวดงานโครงการก่อสร้าง ทำให้กระแสเงินสดสุทธิรวมลดลงเล็กน้อย
อัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio) อยู่ที่ 0.39 เท่า ลดลงจาก 0.58 เท่า ในปีก่อน และอัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ยและเงินต้น (DSCR) อยู่ที่ 0.95 เท่า ลดลงจาก 1.54 เท่า ในปีก่อน ซึ่งบ่งชี้ถึงความท้าทายด้านสภาพคล่องและการบริหารจัดการหนี้สิน
## สรุปท้าย
หัวใจหลักของผลประกอบการ BKD ในช่วง 9 เดือนแรกปี 2566 คือแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรของธุรกิจน้ำดิบและน้ำประปา ประกอบกับค่าใช้จ่ายพิเศษจากการส่งมอบพื้นที่โครงการคืน ทำให้กำไรสุทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าธุรกิจน้ำอุตสาหกรรมจะเติบโตโดดเด่นและมีแนวโน้มที่จะพลิกมีกำไรในอนาคตอันใกล้ แต่การบริหารจัดการต้นทุนพลังงานและผลกระทบจากคดีความกับกรมธนารักษ์ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตาอย่างใกล้ชิด.
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ BKD ไตรมาส 3/2566
รายได้รวม
317.42
ล้านบาท
↑ 40.3% YoY
กำไรขั้นต้น
59.78
ล้านบาท
↑ 119.6% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
18.83
%
กำไรสุทธิ
36.02
ล้านบาท
↑ 1645.8% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
11.35
%
D/E Ratio
0.26
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
317
↑ + 40.3%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
60
↑ + 119.6%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
36
↑ + 1645.8%
YoY
D/E Ratio
0.26
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — BKD
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.26
ROE (%)
8.75
ROA (%)
8.76
Book Value/หุ้น
1.51
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — BKD
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+305
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+47
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — BKD
| รายการ | 2569 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 | 2562 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — | — |
305.23
+476.23%
|
52.97
-113.13%
|
-403.41
-2,995.98%
|
13.93
-91.87%
|
171.27
-42.53%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — | — |
47.17
-70.01%
|
157.30
-54.68%
|
347.05
-5,952.45%
|
-5.93
-41.35%
|
-10.11
-98.14%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — | — |
69.49
+28.64%
|
54.02
+11,154.17%
|
0.48
-197.96%
|
-0.49
-99.70%
|
-160.82
-154.22%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — | — |
-15.84
-105.99%
|
264.29
-572.88%
|
-55.89
+5.45%
|
-53.00
-15,688.24%
|
0.34
-99.33%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — | — |
249.02
+492.20%
|
42.05
+72.34%
|
24.40
-68.48%
|
77.40
+0.44%
|
77.06
+192.56%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — | — |
21.90
-91.21%
|
249.02
+492.20%
|
42.05
+72.34%
|
24.40
-68.48%
|
77.40
+0.44%
|