https://aio.panphol.com/assets/images/community/7876_76BF51.png

OR: กำไร Q2/2568 ดีกว่าคาดการณ์ Krungsri Securities ยังคงแนะนำ "ซื้อ"

P/E 13.15 YIELD 2.99 ราคา 13.40 (0.00%)

ไฮไลท์สำคัญ

Krungsri Securities (KSS) ประเมินแนวโน้มกำไรปกติของ OR ใน Q2/2568 ไว้ที่ 2,426 ล้านบาท (+5% y-y, -36% q-q) ซึ่งดีกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ เนื่องจากการบริหารจัดการคลังสินค้าที่ดีในช่วงเดือนมิถุนายน ทำให้ไม่มีผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน (stock loss) มากนัก

ผลการดำเนินงาน Q2/2568

KSS คาดการณ์กำไรสุทธิ Q2/2568 ของ OR ที่ 2,426 ล้านบาท (-4% y-y, -45% q-q) หากไม่รวมรายการพิเศษ จะมีกำไรปกติ 2,417 ล้านบาท (+5% y-y, -36% q-q) การเติบโต y-y ได้แรงหนุนจากธุรกิจ Lifestyle โดยปริมาณขายกาแฟเพิ่มขึ้น 5% y-y ตามการขยายสาขาและการลดค่าใช้จ่าย outsource อย่างไรก็ตาม การลดลง q-q มาจากธุรกิจ Mobility ที่ยอดขายน้ำมันส่วน Commercial ลดลง 10% q-q ตามฤดูกาลของน้ำมัน Jet (ลดลงน้อยกว่าภาพรวมตลาดที่ -14% q-q) ส่งผลให้กำไรขั้นต้นต่อลิตรลดลงเหลือ 0.9 บาท/ลิตร (flat y-y, -12% q-q) รวมถึงค่าใช้จ่ายการตลาดที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ธุรกิจ Global กำไรลดลงตามปริมาณขายน้ำมัน (-4% q-q) แม้ว่าการขายกาแฟจะเติบโตตามการขยายสาขา

ข้อสังเกตและประมาณการในอนาคต

KSS คาดว่ากำไรใน Q3/2568 จะเติบโต y-y และฟื้นตัวเล็กน้อย q-q เนื่องจากค่าการตลาดชดเชยผลกระทบจากฤดูกาล โดยคาดว่าแนวโน้มการแทรกแซงของรัฐจะลดลง เนื่องจากกองทุนน้ำมันมีผลขาดทุนน้อยลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้การปรับราคาขายมีความยืดหยุ่นมากขึ้น และไม่มีการส่งเสริมการลดราคาน้ำมันเบนซิน ซึ่งจะช่วยหนุนอัตรากำไรขั้นต้นต่อลิตรให้ฟื้นตัว แม้ว่า Q3/2568 จะเป็นช่วง low season เนื่องจากเป็นฤดูฝนที่ส่งผลให้ปริมาณขาย Mobility ลดลง แต่กำไรจากธุรกิจยังคงฟื้นตัวได้ q-q รวมถึงแรงหนุนจากธุรกิจ Lifestyle ที่ยอดขายฟื้นตัวตามการขยายสาขา ซึ่งจะช่วยชดเชยธุรกิจ Global ที่อัตรากำไรลดลงจากผลกระทบในกัมพูชา

คำแนะนำและราคาเป้าหมาย

KSS ยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" สำหรับ OR โดยให้ราคาเป้าหมายปี 2568 ที่ 17.0 บาท/หุ้น โดยมองว่าธุรกิจ Mobility อยู่ในวงจรฟื้นตัวตามกำไรขั้นต้นต่อลิตร และคาดว่าราคาน้ำมันดิบที่ต่ำจะส่งผลให้กองทุนน้ำมันกลับมาเป็นบวกภายใน Q1/2569 และรัฐจะแทรกแซงราคาน้อยลง ซึ่งจะช่วยหนุนกำไรปี 2568-2569 ให้เติบโตต่อเนื่อง +23% CAGR Vs PER 12-13 เท่า ทั้งนี้ ประเด็นความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา อาจเป็นปัจจัยกดดัน (overhang) ในระยะสั้น เนื่องจาก EBITDA จากประเทศกัมพูชาคิดเป็น 4-6% ของทั้งหมด และมีสินทรัพย์ราว 205 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด (worst case) หากต้องหยุดดำเนินธุรกิจและ write off สินทรัพย์ ผลกระทบรวมต่อราคาเป้าหมายปี 2568 จะอยู่ที่ -1.3 ถึง -1.6 บาท/หุ้น ซึ่งไม่ได้เปลี่ยนแปลงทิศทางธุรกิจในระยะยาว และคาดว่าบริษัทจะยังสามารถขายสินทรัพย์ในกัมพูชาได้

โพสต์ล่าสุด