https://aio.panphol.com/assets/images/community/6442_ab9cd8.png

OSP โชว์ผลงาน Q1/68 สุดปัง! บุกตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง-Personal Care ทะยานสู่เป้าหมาย Next Growth Driver

P/E 15.01 YIELD 3.39 ราคา 17.70 (0.00%)

OSP โชว์ผลงาน Q1/68 สุดปัง! บุกตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง-Personal Care ทะยานสู่เป้าหมาย Next Growth Driver

สวัสดีค่ะ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่งานบริษัทจดทะเบียนพบนักลงทุน หรือ Set Opportunity Day สำหรับการรายงานผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 1 ปี 2568 ของบริษัทโอสถสภา จำกัด (มหาชน) โดยไตรมาสนี้เราได้รับเกียรติจากท่านผู้บริหารเข้าร่วมนำเสนอข้อมูลและตอบข้อซักถามดังนี้ค่ะ

  1. คุณรติพร ราชเจริญ Group Chief Financial Officer
  2. คุณนฤพร อนันต์พงศ์สุ Head of Financial Planning and Analysis and Investor Relations
  3. ดิฉัน รุจิรดา กองรส Investor Relations Manager

Agenda ของงานในวันนี้ เราจะเริ่มกันที่พาร์ท Financial Results ตามด้วย Market Update แล้วก็ Business Update นะคะ โดยพาร์ทบรรยายจะใช้เวลาประมาณ 20-25 นาที หลังจากนั้นจะเปิด Q&A Session เพื่อตอบข้อซักถามของทุกท่านต่อไป

1. ภาพรวมผลกระทบต่อธุรกิจ (Business Impact Overview)

สำหรับตัวงบการเงินที่ออกมาค่ะ ตัวรีซอร์สก็ทำได้ดีนะคะ ในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ก็จะเห็นได้ว่าเราทำ Record High ในแง่ของ Gross Margin รวมทั้ง Net Profit นะคะ Gross Margin เรา Record High ที่ 40.3% โตทั้ง Year-on-Year แล้วก็ Q-on-Q ซึ่งหลักๆ มาจากทั้ง Mix ของตัว Business Unit อย่าง IB International Business หรือว่าตัว Personal Care ค่ะ ที่มี Margin ที่สูงนะคะ Contribute เข้ามาเยอะขึ้น บวกกับตัวค่า Raw Material Pack Matt ต่างๆ ที่ดีขึ้นนะคะ แล้วก็ตัว Efficiency ของตัวโรงงานและการผลิตที่เราปรับไปแล้วตั้งแต่ปีที่แล้ว ทำให้มันส่งผลต่อเนื่องมาถึงปีนี้ค่ะ

On top ด้วยตัว SG&A ที่เรา Manage ได้ดี ก็จะทำให้ตัว Impact ค่ะ ทำ Record High ที่ไตรมาสที่ 1,265 ล้านบาทนะคะ ก็เติบโตทั้ง Year-on-Year แล้วก็ Q-on-Q ซึ่งในก้อนนี้มีอยู่ประมาณ 295 ล้าน เป็น One Time นะคะ ซึ่งเป็น Gain จากการที่เรา Divest ตัว Business โรงแก้วในพม่านะคะ ซึ่งเรา Record Gain มาในไตรมาส 1 ทั้งหมดแล้วนะคะ แล้วก็ตัว Divestment ก็สิ้นสุดแล้ว แล้วทำให้ถ้าไม่รวมตัวนี้ค่ะ Core Profit จะอยู่ 970 ล้านบาทนะคะ ก็ยังคงเติบโตประมาณ 17% Year-on-Year แล้วก็ 58% Q-on-Q ค่ะ ในแง่ของ Top Line นะคะ Year-on-Year เนี่ย ลดลงนะคะ อยู่ประมาณ 6% ค่ะ แต่ว่า Q-on-Q โต 6% เหมือนกันนะคะ ซึ่งจริงๆ ก็เรา Guide ไปตั้งแต่ช่วงงบปีนะคะ ว่าไตรมาส 1 เราจะมีการทำ Restock นะคะ เพื่อจัดการตัว ในการ Distribution Channel ของเราทั้งหมดนะคะ ก็จะเห็นว่า Domestic Beverage เนี่ย ในประเทศ เครื่องดื่มในประเทศ ตอนนี้ส่วน เอ่อ ยอดขายที่ลดลงนะคะ เพื่อสำหรับ Drive Pro ต่อไปใน Year to Go นะคะ

ในแง่ของสัดส่วนของ Segment นะค่ะ Domestic Energy Drink ยังเป็นตัวใหญ่นะคะ อยู่ประมาณ 40 แต่ตัวที่ใหญ่ขึ้นมาเหมือนกัน คือ International Business นะคะ Contribution อยู่ 33% จากทางรายได้ทั้งหมดนะคะ ซึ่งมันก็จะเป็น Partly เป็น Seasonal แต่ว่า On top คือถ้า Compare กับปีที่แล้วสัดส่วนเค้าเพิ่มขึ้นนะคะ จากการเติบโตของตัว International Business ซึ่งหลักๆ หน้าที่เค้าขาย ก็จะเป็นอยู่ในไตรมาส 1 นะคะ ก็ Contribute มาจากเมียนมาและลาวค่ะ Personal Care ก็ Contribute 10% นะคะ Other Beverage ใน Domestic ก็มี 12% ซึ่งหลักๆ ก็จะมี C-vitt แล้วก็ Peptine นะค่ะ ในแง่ของ Financial Strength นะคะ Interest Bearing Debt เองค่ะ อยู่ที่ 0.08 เท่า ในขณะที่ Net Debt to Equity นะคะ ติดลบอยู่ที่ 0.07 นะคะ ก็ Financially Strong มากนะคะ แล้วก็ พร้อมจะ Invest ต่อ โกรธ นะคะ

ในแง่ของ Segment Breakdown นะคะ อย่างที่แจ้งไปว่าตัว Domestic Beverage ค่ะ ติดลบ Year-on-Year แล้วก็ Q-on-Q ซึ่งหลักๆ เราทำการ Restock ใน ในระบบอ่ะนะคะ ก็ ก็เลยทำให้ส่งผลมาในไตรมาส 1 ซึ่งใน Year to Go เนี่ยเราว่าจะค่อยๆ เริ่มเห็นตัว Quarter-on-Quarter Improvement ขึ้นมานะคะ แต่ว่าคนเติบโตได้ดี ก็จะมี 2 คน 2 Business Unit หลักๆ นะคะ International Beverage ซึ่งนำโดย CLMV นะคะ เติบโต Year-on-Year อยู่ที่ 25% แล้วก็ Q-on-Q 69% นะคะ ซึ่งตัวเนี้ยก็ค่อนข้างเป็น ตัว Drive Growth ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของ Top Line รวมถึงตัว Gross Margin แล้วก็ Net Profit Margin Improvement นะคะ Personal Care เองค่ะ ก็เติบโต 10% นะคะ ซึ่งก็ค่อนข้าง Align กับเป้าของปีที่เขาต้องเติบโต Double Digit นะคะ แล้วก็ใน Year to Go เอง เขาก็ยังมี Plan ที่ต้องเติบโตต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือว่าต่างประเทศนะคะ แต่ว่า Quarter-on-Quarter ก็อาจจะเห็น Drop ลงมา แต่ว่ามันเป็น Seasonal ค่ะ หน้าขายของ Personal Care ส่วนใหญ่จะอยู่ปลายปี นะคะ แล้วก็ปีที่แล้วก็มี Acquisition ของตัวหมีเนย บวกกับตัวหน้าหนาวเข้าไปนะคะ ก็ทำให้เป็น Baseline ที่สูง แต่ว่า Year-on-Year เราก็พยายามจะ Ensure ว่าปีเนี้ยทุก Quarter Year-on-Year ต้องเติบโตนะคะ

ส่วน Other Segment นะคะ หลักๆ ก็จะเป็น OEM ซึ่งเราบอกว่าเราจัดการตัวกำลังการผลิตของเราตั้งแต่ปีที่แล้ว ให้มันแค่พอดีกับสิ่งที่โอสถสภาต้องการใช้ผลิตนะคะ เพราะฉะนั้นในขา OEM ซึ่งมันเป็น Business ที่ไม่ใช่ Business หลักอ่ะนะคะ เราก็พยายามจะลด Portion เพราะว่าตัวเนี้ย ไม่ได้ทำกำไรให้เยอะนะคะ การที่ลดลงในสัดส่วนของรายได้ของตัวเนี้ย มันจะช่วยเพิ่ม Profitability ของตัว Overall โอสถสภามากขึ้น ดังนั้น Top Line ลง แต่ว่ามันจะช่วยให้ Gross Margin ของเราดีขึ้นค่ะ

ถ้าดูเป็นเทรนด์นะคะ ก็จะเห็นได้ว่าในแง่ของ Top Line นะค่ะ ก็ยังค่อนข้างทรงตัว แต่ว่าในขณะเดียวกันเราจัดการหลังบ้าน แล้วก็ Operation ของเราได้ดีนะคะ ก็จะทำให้ Gross Margin จะเห็นว่าตอนนี้อยู่ที่ 40.3 ซึ่งเติบโตมาเรื่อยๆ นะคะ แล้วก็ Hit All Time High รวมถึง Core Impact เองค่ะ ก็ Core Profit ตอนนี้จากเดิมปีที่แล้วอยู่ที่ 11.2 นะคะ ตอน Q1 ของ Core Impact เราอยู่ที่ 14.2 ก็เติบโตได้ดีนะคะ ซึ่งในขาของ Profit Movement นะคะ แล้วก็จะวอให้ดูว่าใน Impact ที่ 828 ล้านในไตรมาส 1 ปีที่แล้ว ขึ้นมาเป็น 973 ล้าน Core Impact ในไตรมาส 1 ปีเนี้ย หลักๆ เกิดจาก 1 คือ Gross Margin Improvement ซึ่งหลักๆ Drive มาจากตัว Cost Efficiency ไม่ว่าจะเป็นด้านการผลิตนะคะ ที่เราทำ Efficiency ดีขึ้น ราคาของตัววัตถุดิบ ทั้ง Raw Matt แล้วก็ Pack Matt นะคะ ดีขึ้น แล้วก็ ถ้า Year-on-Year ตัว Utility เอง ก็มีส่วนเข้ามาบ้างนะคะ ที่จะ Contribute ในขา Gross Margin Improvement เอ่อตัว Contribution ของ International Business กับ Personal Care เนี่ย ซึ่งเป็น Margin ที่สูงกว่า Average ของ Company เนี่ย ช่วยมาหักลบกับตัว Volume ที่ Decline ใน Domestic Beverage นะคะ เพราะฉะนั้นเราก็เลยเห็น Gross Margin Improvement Year-on-Year On top ก็คือจะเห็นว่า SG&A เอง เราก็มี Saving นะคะ จากการที่จริงๆ เราก็ยังคงใช้ในขาของ Advertising หรือ Promotion ที่จะ Support ตัว Innovation Launch ต่างๆ นะคะ แต่ว่าเรา Optimize ในขาอื่นๆ ที่เราเคยแจ้งไปว่า Overall เราก็พยายาม Control ให้การ Spending ของเรา Efficient มากขึ้นนะคะ ก็ ก็เลยทำให้ส่งผลให้ Impact เราดีขึ้น ในแง่ของ Quarter-on-Quarter นะคะ ก็อาจจะเป็นภาพคล้ายๆ กัน แต่ว่า Mix ของเราอ่ะดีขึ้นเหมือนกันนะคะ เพราะว่า Volume แล้วก็ Mix เนี่ย ถ้าเทียบจาก Quarter 4 อ่ะค่ะ จริงๆ เราก็ดีขึ้นในแง่ของ International Business ที่ Contribute เข้ามานะคะ เพราะฉะนั้นเราก็เลยเห็นว่า Price Volume Mix เนี่ยเป็น Positive ขึ้นมาประมาณ 100 กว่าล้านนะคะ บวกกับ On top ด้วยตัว Raw Matt Pack Matt แล้วก็ Efficiency ที่ดีขึ้นอีกครึ่งเนี้ยนะคะ ก็เลยทำให้เห็น Gross Margin Improvement อย่างต่อเนื่อง Quarter-on-Quarter ค่ะ

ในแง่ของ Balance Sheet นะคะ อย่างที่แจ้งไปว่า Balance Sheet เราค่อนข้าง Strong แล้วก็ เราทำมาหาได้นะคะ ก็มี Cash เพิ่มขึ้น แล้วก็ On top ที่เรา Divest ตัว Business ไป เรามี Gain เข้ามาก็เป็นเงินสดนะคะ เพราะฉะนั้น Gain จาก Investment ก็ Contribute เข้า Cash ในขณะเดียวกัน ตัว Asset เพิ่มขึ้น Partly มาจากตัว Receivable ที่เพิ่มขึ้น แต่ว่าอันนี้ก็จะเป็น Seasonal นะคะ เพราะว่าเรามีการขายในต่างประเทศเพิ่มขึ้น รวมถึงช่องทางการจัดจำหน่ายเป็น Modern Trade มากขึ้นนะคะ ซึ่งพวกเนี้ยจะมี Credit Term มาเทียบกับ Cash ใน Domestic Beverage เนี่ยอาจจะเป็น Cash แต่ว่า Proportion ของ Modern Trade มากขึ้น ก็เลยจะเห็น Trade Receivable เพิ่มขึ้น แต่ว่า Overtime ในส่วนของ International Business อ่ะค่ะ พอเริ่มออกแบบหน้าขายของเขาในช่วงครึ่งปีหลังเนี่ย ตัว Receivable ก็จะเริ่มลดลงค่ะ แล้วก็อีกอันหนึ่งก็คือ พอเรามีเงินเข้ามานะคะ ก็มีการเอาไป Payback ตัว Short Term Loan ค่ะ ก็จะเห็นว่า Year to Go ด้วย Interest ที่ลดลงด้วย แล้วก็จำนวน Amount ของ Loan ที่ลดลง ก็จะทำให้อินเทรดลดลงอีกนะคะ ในขาของ Ratio ต่างๆ ที่ Ratio เองค่ะ ตัว Cash Cycle เนี่ย อาจจะต้องมอนิเตอร์ คือจริงๆ ปีนี้เรามี Target ที่จะลดตัว ที่จะทำให้ Cash Cycle ของเราดีขึ้นนะคะ แต่ว่า อย่างที่แจ้งว่าตัว Collection Period ของเราเนี่ยยังสูง เพราะว่ามันเป็นหน้าขาย ก็จะเป็น Receivable ด้วย Timing อ่ะค่ะ แต่ว่าเดี๋ยว Overtime พอครึ่งปีหลังเนี่ย ตัวนี้ก็จะค่อนข้าง ค่อยๆ ลงมาอัตโนมัติ บวกกับ Inventory นะคะ เราลงได้นิดหน่อย จาก Quarter-on-Quarter แต่ว่า ด้วยแผนการผลิต ที่เรา Stock Up สำหรับหน้าขายในไตรมาส 1 ไตรมาส 2 นะคะ พอเริ่มเข้าเนี่ย เดี๋ยวตัวทั้งโรงงานขวดแก้ว ทั้งตัว Finish Good รวมถึง Raw Matt เนี่ย ก็เริ่ม Manage ได้ดีขึ้นในครึ่งหลังเช่นกันนะคะ เพราะว่าทำให้ Target เรามี Cash Cycle ที่ดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังค่ะ

ในแง่ของตัว เอ่อ Profit นะคะ Core Profit Margin เราอยู่ที่ 14.2 ก็เลย Drive ตัว Return Earn Return on Equity กับ Return on Asset ที่ดีขึ้นนะคะ อยู่ที่ 29.2 กับ 13.2% ค่ะ

ในแง่ของ Market Share นะคะ ด้วยความที่มันมีการเปลี่ยนแปลงใน Market Share ของ March นะคะ เราก็เลยข้ามมาเป็น April เลยนะคะ เพื่อเราก็สนใจ Year to Go ไปนะคะ ถ้าเทียบกับที่เราเคย Commitment ใน Report ใน Quarter ที่แล้วนะคะ ก็จะเห็นว่า April Share เราอยู่ที่ 45% ถ้า Average ทั้ง Year to Date นะคะ 4 เดือน อยู่ที่ 44.7 ก็จะเห็นได้ว่า ทุกๆ เดือนเนี่ยเราเติบโตขึ้นนะคะ ก็ได้ Market Share ที่ดีขึ้น ก็จาก 45 ก็ดีกว่า Average นะคะ แล้วก็เทียบกับปีที่แล้ว Quarter เนี่ยอาจจะดูลดลงนะคะ แต่ว่าถ้าเทียบกับ December ที่เราบอกว่าเราจะเป็น ฐาน แล้วโตต่อจากนั้นนะคะ ก็เพิ่มขึ้นมาประมาณ 50 Bits นะคะ ในขณะที่ Market โตอยู่ 3.2% ค่ะ ในขาของ Functional Drink นะคะ แล้วก็ Strong Number One นะคะ April Share ก็เป็นทรงเดียวกันนะคะ April เนี่ย Market Share โตได้ดีกว่า Average ก็อยู่ที่ 46.9 นะคะ แล้วก็ถ้าเทียบกับ Quarter ก็ยังโต 390 Bips อย่างต่อเนื่องนะคะ Market เองปีนี้ก็เริ่มเห็นเทรนด์ที่ค่อนข้าง Flat แล้วนะคะ จากที่ปีที่แล้วติดลบมาค่อนข้างเยอะ ก็ Direction ก็ขึ้นอยู่กับ Activation ต่างๆ ในตลาดของทุก Player ด้วยรวมถึงเราด้วยนะคะ

ส่วนตัว Personal Care นะคะ จะเห็นได้ว่า Year to Date Growth เนี่ยติดลบ นะคะ Range 4-8% แต่ว่าถ้า จริงๆ อาจจะเป็นเพราะว่าเบสที่สูงของปีที่แล้วด้วย แล้วก็พอเริ่มเข้ากลางปีปีที่แล้วถอยมานะคะ ทุกๆ เดือนเนี่ย Market Share Market Size เนี่ยจะเริ่มหดตัวบ้างนะคะ จากการที่คนอาจจะระมัดระวังในการจับจ่าย แต่ว่า Quarter 1 เนี่ย ถ้าเทียบกับปลายปีที่แล้วอ่ะค่ะ Quarter-on-Quarter ก็เห็นได้ว่า ตัว Market เนี่ยก็เริ่มกลับมาโตน้อยๆ นะคะ ก็จะเห็น เทรนด์ ของ Recovery บวกกับอาจจะเป็น Spending ที่ใช้เยอะนะคะ ทำให้ Market อาจจะยัง ติดลบอยู่ค่ะ แต่ว่า อย่างไรก็ตาม ในแง่ของ Market Share นะคะ AV Liquid Soap เรายังเป็น Market Number One นะคะ แล้วก็ Share ก็จะเป็น เทรนด์ ที่รายเดือนของ April อ่ะค่ะ อยู่ที่ 36.3 ซึ่งมากกว่า Year to Date 34.6 นะคะ ก็ยังคงโต ต่อเนื่องจาก Quarter 4 ปีที่แล้ว ที่ 40 Bits นะคะ สำหรับตัวอื่นๆ ก็ ส่งใกล้เคียงนะคะ แล้วก็ On Average เนี่ยทุกคน เอ่อ ก็ทำดีกว่า Quarter 4 ปีที่แล้ว อาจจะยกเว้น Women DO นะค่ะ ที่อาจจะลดลงเล็กน้อย แต่ว่าเขา ค่อนข้างโตมาอย่างต่อเนื่องแล้วก็ค่อนข้าง สเตบิลค่ะ

2. โอกาสทางธุรกิจ (Business Opportunities)

ในแง่ของตัว Business Update นะคะ ก็จริงๆ โอสถสภาค่ะ เราอยากจะ Drive สำหรับ Long Term ด้วยนะคะ ก็จะเป็น Fuel ตัว Innovation ของเรา แล้วก็ Focus ในขา Consumer มากขึ้นนะคะ ที่จะ Drive การเติบโตในอนาคต ซึ่งหลักๆ เราก็แบ่งเป็น 4 Part นะ อันแรกก็จะเป็นเรื่อง Portfolio ค่ะ เราก็ใช้ Portfolio ไม่ว่าจะเป็น Beverage หรือว่า Personal Care นะคะ เพื่อที่จะจับกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็น Price Segment หรือว่า Age Population นะคะ อย่างตัว M-150 ที่เป็น 10 บาท ก็จะ Address ใน Area ที่ เราต้องการ Tackle นะคะ ด้วยให้ Option ของผู้บริโภคในการเลือกบริโภค either 10 เพราะเรามี Portfolio ทั้ง 10 บาท 12 บาท 15 บาท รวมถึง 20 บาทนะคะ

ในขาของ Personal Care เอง ก็มี Baby Mind นะคะ ที่เราทำ Baby Mind and Beyond ก็จะจับกลุ่ม Range ที่กว้างขึ้น ไม่ใช่แค่ Baby แล้วก็จะมี Kids มี Young Adult แล้วก็มี Aging Population เช่นกันค่ะ อีกอันเป็นขา Collaboration แล้วก็ Partnership นะคะ ตัวอย่าง Beverage เอง เราก็เอา M-150 Collab กับ Lotte นะคะ อันนี้ก็จะเป็นในรูปแบบของหมากฝรั่ง จริงๆ เราเคยทำมาเมื่อ 2 ปีที่แล้วนะคะ แล้วก็ยังคง ได้รับผลตอบรับที่ดีจากมา 2 ปีนะคะ ก็ ผัด แต่ขายในช่องทาง Traditional Trade อันนี้เราก็จะเริ่มเข้ามาใน Modern Trade ในรูปแบบใหม่นะคะ ก็เป็น Mix มากขึ้นนะคะ ก็เดี๋ยวลองไปหาซื้อได้พึ่งวางตลาดนะคะ ส่วนตัว อีกอันหนึ่งเป็นหมีเนยนะคะ ที่เราเริ่ม Collab ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วนะคะ ก็ ได้รับการตอบรับที่ดี แล้วเราก็ยังคง Collab กันต่อเนื่องนะคะ ในอีกด้านหนึ่งก็คือ โอสถสภาเนี่ย ก็พยายามจะ Drive ตัว Health และ Well being นะคะ ให้ ให้ Benefit กับ Consumer ก็ จะมี เพื่อสินค้าเพื่อสุขภาพในหลายด้านนะคะ อย่าง ตัวใหม่ที่ออก ก็จะมี แทงค์ นะคะ ก็คือทำให้ร่างกาย Fresh ไม่แฮงค์ กินแก้แฮงค์ ค่ะ แล้วก็อีกอันเป็น แบนเนอร์ ที่เราปรับ Formulation ให้ดีขึ้น แล้วก็ ดูดซึมมากขึ้น ดีขึ้นนะคะ ก็ใช้ซอยเปปไทด์เข้ามาค่ะ อีกอันเป็น ที่สร้างความตื่นเต้นของตลาด หรือก็สร้างสีสันเข้าไป ไม่ว่าจะเป็น New Flavor หรือว่า New Packaging หรือในแง่ของการใช้สินค้าในรูปแบบใหม่ อย่างตัว New Flavor ก็จะเป็นพวก คาปิส นะคะ C-vitt เอง ก็ Collab กับ Sanrio นะคะ ก็ Packaging น่ารักมากขึ้นนะคะ รวมถึงตัว Benefit อย่างเช่น แบบ 12+ โรลออน นะคะ ก็ทำให้ขาว นุ่ม แล้วก็มี Benefit เพิ่มขึ้นนะคะ อีกอันอย่างกูไทคิท ที่ เอามาผสมน้ำเนี่ยนะคะ เราก็มีแอปพลิเคชันในแง่ของเอามาทำเป็นทิ้นนะคะ อีกอันที่พึ่งออก ก็จะเป็นตัวสเปรย์นะคะ อันเนี้ยเราก็ ด้วยความที่โมเดิร์นใน ในปัจจุบัน ผู้คนต้องการจะ Personalize มากขึ้นนะคะ บวกกับเป็น Affordable Beauty อันเนี้ยเราก็สามารถผสม 3 อันเป็น Layer ได้นะคะ ก็จะได้กลิ่นที่หลากหลายมากขึ้นค่ะ แล้วก็อันที่ อันใหม่ล่าสุดก็จะเป็นลูกอมนะคะ โบตัน เราออกรส Original ไปแล้ว ตอนนี้ก็จะเป็นอีกรสหนึ่งที่ เข้ามา สร้าง สีสัน ให้ตลาดนะคะ ก็น่าจะออกในเดือนหน้าค่ะ

ส่วนตัว Beverage นะคะ Activity ที่เราทำหลักๆ ค่ะ ที่จะ Drive การเติบโต ไม่ว่าตอนนี้ที่เราทำอยู่แล้วก็จะทำต่อไปนะคะ เราก็จะเริ่ม Strengthen ตัว Brand ของเราใน M-150 ซึ่งที่ผ่านมาค่ะ เราก็เป็น Most At Mind Brand นะคะ แล้วก็เป็น Brand ที่ผู้บริโภคคิดถึงแล้วก็สงสารนะคะ ซึ่งได้ Award มาเป็นปีที่ 8 ติดต่อกันนะคะ อีกอันก็คือเป็น Activation ที่เราจะ Drive Engagement กับ Consumer นะคะ ผ่านพวก โครงการปลดหนี้ หรือ Activity ไม่ว่าจะเป็น แต้ม M ที่จะ Engage ให้มี Consumer Loyalty มากขึ้นนะคะ แล้วก็ M-150 Sparkling นะคะ ซึ่งอันเนี้ยก็จะตอบโจทย์ Gen Z นะคะ ซึ่งตัวเนี้ยเราก็เป็นตัว Driving Platform ไปสู่อนาคตนะคะ รวมถึงตัว Functional Drink Portfolio ค่ะ ซึ่งก็ เราก็พยายาม Add ตัว Portfolio ใหม่ๆ เพิ่ม Functional ต่างๆ เข้ามามากขึ้น แล้วก็ Fulfil Portfolio ของ Functional Drink เพื่อ Drive การเติบโตในอนาคตเช่นกันค่ะ

3. ความเสี่ยงที่กำลังเผชิญ (Risks and Challenges)

ในแง่ของ Strategy อย่างตัว Beverage ที่เป็นตัวใหญ่ของเรานะคะ โดยเฉพาะตัว Energy Drink เราทำ 3 อย่างหลักๆ นะคะ 1 คือ Invest ในแง่ของ Brand นะคะ ซึ่ง M-150 อย่างที่บอกว่า มันเป็น Core Brand แล้วเราก็พยายามจะทำให้มันเป็น National Brand นะคะ ในขณะที่อีกอันหนึ่งคือ ตัว Regional Brand นอกจาก M-150 เราก็มี Brand อื่นๆ ที่เป็น Fighting Brand ซึ่งพวกเนี้ยมันจะมีความ Strong ในแง่ของ Regional ไม่ว่าจะเป็น North หรือ South ของฉลาม หรือว่าใน North East ที่เป็นโสมนะคะ ตัวเนี้ยเราก็จะทำการ Strengthen ให้มากขึ้น อีกอันหนึ่งคือเราจะ Expand สู่ Premium Range นะคะ ที่จะ Drive ตัว Market เพราะว่าจะเป็นตัว มิโซะ หรือ M-Sparkling นะคะ ซึ่งตัวนี้จะมี Partnership อันใหม่ใน Quarter 3 รวมถึง Lipo นะคะ ที่เป็น Premium Recognition อยู่แล้วนะคะ ก็จะมี Innovation ใหม่เข้ามาด้วยค่ะ

ในแง่ของตัว Personal Care นะคะ Personal Care ก็เป็นอีกตัวหนึ่งที่เราตั้งเป้าการเติบโตที่ดี แล้วก็เป็น Next Growth Driver ในอนาคตนะคะ ตัวเนี้ย จริงๆ ตัว Brand ค่ะ อย่าง Baby Mind ที่เป็นตัวหลักนะคะ มันก็มี Heritage มา ตั้งแต่ 30 ปีที่แล้วอ่ะนะคะ แล้วก็มี Continue Improvement ต่อเนื่องโดยการจะ Expand สู่ Kids Ultra Mind สู่ Young Adult นะคะ แล้วก็อีกอันหนึ่งคือตอนนี้เรามี Baby Mind and Beyond ที่เริ่มตอบ แล้วก็ Advertise ใน Newer Generation มากขึ้นค่ะ เพราะฉะนั้น รูปถัดไปก็จะเห็นว่าจริงๆ เรามีหลาย Range ให้เลือกสรรนะคะ แล้วก็เริ่ม Activate มากขึ้นที่จะให้ Whole Family เนี่ย ใช้ Product ของเรานะคะ จริงๆ เรามีความตั้งใจอยากให้สินค้าเราอยู่ใน Lifestyle ของทุกคนนะคะ

4. วิธีการแก้ไขปัญหาผลกระทบ (Problem-Solving and Mitigation)

อีกอันหนึ่งก็คือ ตัว Innovation ใหม่ อย่าง Feminine Wash นะคะ ตัวนี้ก็ ด้วยคุณภาพเนี่ยค่อนข้างดี เรา เริ่ม Pilot ตั้งแต่ปีที่แล้วนะคะ แล้วก็เข้าใน Exclusive Channel อย่าง วัดสัน นะคะ แล้วก็ได้รสผลตอบรับที่ดี ตอนนี้เราก็เริ่มจะขยายขึ้น สู่ช่องทางอื่นๆ นะคะ แล้วก็อีกอันหนึ่งก็คือตัวสเปรย์นะคะ พึ่งวางแล้วก็จริงๆ อันนี้เป็นเหมือน Affordable Brand ที่ได้กลิ่นคล้ายๆ Luxury Brand นะคะ แล้วก็ อยากให้แนะนำให้ไปลอง วันนี้เรามี Analyst Meeting ด้วยนะคะ ก็มีคนได้ลองแล้วก็ Feedback ค่อนข้างดีมากค่ะ

อีกอันหนึ่งนอกจาก Domestic แล้ว ที่เป็นตลาดหลักของเรา สำหรับตัว Personal Care ค่ะ เราก็เห็นการเติบโตของตัว International จริงๆ เราเริ่ม ขยายสู่ตลาดต่างประเทศจริงจังตั้งแต่ปีที่แล้ว เริ่มต้นนะคะ เราก็เห็นว่ามันมี Opportunity ค่อนข้างเยอะ ซึ่ง จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาเราโตจาก 195 ล้าน ในปี 2023 นะคะ แล้วก็ปีที่แล้วก็ยังขึ้นมาอีก แล้วก็ปีนี้เราก็ตั้งเป้าการเติบโต Double Digit เช่นกันนะคะ ทั้ง Portfolio อ่ะค่ะ โต แต่ว่าตัว Baseline CLM ที่เป็นประเทศหลักค่ะ ก็เติบโตใน Double Digit นะคะ แต่ว่าตัว Add On Top ตรงสีส้มๆ นะคะ ก็จะเป็นอย่างเวียดนามหรือประเทศอื่นๆ ซึ่งเราก็พยายามจะ Leverage ตัว Strong Brand ของเรา Adapt เข้าสู่ Local Preference แล้วก็ Tab ใน Demand ที่เราอาจจะยังไม่เคย Tab ตัวนี้ก็จะเป็น Opportunity ในอนาคต ซึ่งเราตั้งเป้าปีที่แล้วเราเติบโตได้ประมาณ 100 กว่า% นะคะ ปีเนี้ยเราก็อยากโต 100 กว่า% สำหรับตัว New Opportunity ที่จะ Expand New Country นะคะ

5. แนวโน้มและอนาคต (Outlook and Future Trends)

แล้วก็ 2025 Outlook นะคะ ถามว่าปีนี้การเติบโตของเราจะเป็นยังไง ซึ่งหลักๆ Top Line นะคะ เดี๋ยวขอย้อนไป 3 ปีที่แล้ว 2021-2024 ตัว เกอร์ Growth ของเราค่ะ Top Line เราเรียกว่าไม่ค่อยโตนะคะ แปดอยู่ที่ 0.4% ค่ะ แล้วก็ by Segment อย่าง Domestic Beverage เองติดลบประมาณ 5% นะคะ International Business แล้วก็ Personal Care เนี่ยเติบโต Double Digit แล้วก็ใน 2024 เองค่ะ Domestic Beverage เติบโตได้ ติดลบน้อยลงนะคะ ในขณะที่ 2 อันที่เป็น Growth Driver อย่าง Personal Care หรือ IB เนี่ยเติบโต Double Digit คงที่นะคะ ปีนี้เราก็ตั้งเป้าคล้ายๆ กัน โดยการที่ Domestic Beverage อาจจะติด ไม่ติดลบนะคะ เค้าเรียกว่าอะไรทำได้ดีขึ้น Grow ดีขึ้น ก็อยู่ที่ 0-3% สำหรับ Target ปีนี้นะคะ แล้วก็ตัว Personal Care แล้วก็ International Business ค่ะ ก็โต Double Digit นะ คะ ทำให้ตัว Total Company ตอนนี้ที่ตั้งเป้าอยู่ก็อยู่ประมาณ Single Digit นะคะ On Top จาก Top Line ที่ มันอาจจะมี Impact จากตัว Economy ต่างๆ ในประเทศ แต่ว่าด้วย Innovation เนี่ย เราก็คิดว่ามันน่าจะมี Opportunity ที่เราสามารถ Tab อิน ได้ On top ของตัว Revenue Growth นะคะ อย่างที่เห็นใน Resource ของ Quarter 1 ค่ะ เราทำได้ดีในแง่ของ Operation ในแง่ของ Gross Margin ซึ่งเราก็ยังคงทำต่อไปนะคะ ด้วย Mix ของตัว Portfolio ของตัว High Mix High High Margin Mix นะคะ อย่าง IB หรือ Personal Care ที่เราตั้งเป้าเติบโต Double Digit รวมถึงตัว Raw Material Packaging Material ที่เราเริ่ม Lock ราคาจนถึงเกือบปลายปีแล้วนะคะ ตัวเนี้ย ก็น่าจะมี Saving ที่เริ่มเข้ามา แล้วก็ Realize เห็นตั้งแต่ Quarter 1 เป็นต้นไปค่ะ อีกอันก็ คือ Cost Leverage ก็จะเห็นได้ว่า Efficiency ของโรงงานหลัง จากเรา ปรับกำลังการผลิตและอื่นๆ ในโรงงาน รวมถึง Efficiency ของคนงาน แล้วก็ความเก่งในการผลิตด้วย ทำให้ Cost Per Unit ของเราถูกลงค่ะ แล้วก็ On Top ของตัว Margin ที่น่าจะเห็น ดีขึ้นทั้งปีอ่ะนะคะ ตัว SG&A เอง เราก็มี Target ในการ Streamline Operation ต่างๆ ก็คือ 1 คือตัว Spending ปรับ Marketing เองเราก็ต้อง Ensure ตัว Efficiency Effectiveness ของการ Convert มาเป็น Sales นะคะ อีกอันหนึ่งคือ ฝั่ง Supply Chain ก็ต้อง Better Planning แล้วก็ Response Agility รวมถึงตัว Inventory Management เนี่ย ก็จะช่วยในแง่ของการลด Cost ด้วยเช่นกัน กับอีกอันหนึ่งคือ ตัว เราเริ่ม Implement Culture ชื่อ Ag นะคะ ซึ่งตัวเนี้ยก็จะ Ensure ว่า Company เนี่ย move ใน Direction ที่เป็น Performance Culture มากขึ้นนะคะ ก็จะ Drive สู่ Continuous Improvement ค่ะ แล้วก็ เราก็ค่อนข้าง Invest ในแง่ที่ Smart มากขึ้น Invest แค่เท่าที่ต้องการ ไม่ Over Invest นะคะ ก็ แล้วก็ทุก Investment ก็ Ensure ว่ามันเป็น แบบ Strategic Alignment คือ Long Term เพราะฉะนั้น ตัว SG&A ปีนี้ Guideline เองก็จะเป็น Core ที่ไม่รวม FX เนี่ย น่าจะใกล้เคียงกับปีที่แล้วค่ะ

6. ช่วงถาม-ตอบ (Q&A Session) [เริ่ม Q&A นาทีที่ 50.09]

Q: เกี่ยวกับตัวเลข ROIc เทียบกับ Wacc นะคะ

A: (ผู้บริหาร) ก็จริงๆ ROIc ถ้าเทียบเทรลิ่ง ย้อนหลัง Resource เข้าไปค่ะ ก็น่าจะอยู่ประมาณสัก 15-17% นะเทียบกับ Wacc on Average มันก็น่าจะอยู่ประมาณสัก 8-10% ค่ะ ก็จะยัง Indicate ว่าเรายังค่อนข้าง Create Value แล้วก็มี Profitability

Q: เกี่ยวกับ Utilization Rate ค่ะ ว่าตอนนี้เป็นกี่เปอร์เซ็นต์ แล้วก็เมื่อไหร่ถึงเป็น 100% ค่ะ

A: (ผู้บริหาร) ในแง่ Break Even จริงๆ เรา Efficiency Utilization เราค่อนข้างดีนะคะ หลังจากที่ปีที่แล้วเราปรับตัวกำลังการผลิตหรือว่าโรงงานต่างๆ ที่ปรับให้มันสมดุลกับ Volume ที่เราต้องการค่ะ เพราะฉะนั้น ณ ปัจจุบันมันน่าจะเกิน Break Even มาแล้ว แล้วก็จากที่เห็น Gross Margin Improvement ในแง่ของ Efficiency ต่างๆ ที่ Refect เข้ามา ก็ ก็จะ Drive ได้ค่อนข้างดี แต่ถ้า ยิ่งเรา Gain Volume มากขึ้น มันก็จะทำให้ Cost Per Unit มัน Drive ต่ำลงไปอีก ก็จะทำให้ Margin ก็ Improve เพิ่มขึ้นไปอีกค่ะ

Q: อยากให้ช่วยย้ำว่ามีแนวทางการ Drive การเติบโตของกลุ่มสินค้า Beverage ในประเทศยังไง ก็ น่าจะเป็นทั้ง Energy Drink แล้วก็ Functional Drink ค่ะ

A: (ผู้บริหาร) คือ ถ้าเป็นโดยรวมนะคะ โดยรวมเนี่ย เราต้องแยกตลาดเป็น เป็น 2 ตลาดแล้วกันนะคะ คือตลาดพื้นฐานนะคะ ตลาดพื้นฐาน ตลาดที่เน้นความคุ้มค่านะคะ ตลาดที่เน้นความคุ้มค่าเนี่ย อาจจะไม่ ไม่ได้จำเป็นที่ต้องการ Innovation ใหม่ๆ เยอะนะคะ เพียงแต่ว่า Need ความ Stable ต้องการความ Stable ต้องการ Product Availability ในช่องทางการจัดจำหน่ายของเราทุกช่องทางนะคะ ซึ่งวันเนี้ยตลาดคุ้มค่าของเรา เราก็จะมี M-150 นะคะ ไม่ว่าจะเป็นสีดำ ไซส์เล็กที่ เป็น 10 บาท ไม่ว่าจะเป็นตัว M Blue อันน้ำเงิน หอมน้ำผึ้ง หรือว่า M ฝาเหลืองที่ฉลอง 40 ปีนะคะ เราก็ยังมีโสม นะคะ หรือมีฉลาม นะคะ ที่ เป็น Product Hero ของแต่ละภูมิภาค

ตลาดอีกตลาดหนึ่ง ที่เป็นตลาดพรีเมี่ยมขึ้นมานิดหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นตัว M-150 ฝา ทอง นะคะ เป็น Lipo Viton D 12 บาท หรือ 15 บาท ก็แล้วแต่ เป็น Functional Drink ทั้งหมดนะคะ C-vitt Peptine หรือว่า Capis นะคะ เหล่าเนี้ยจะต้อง Drive การเติบโตผ่าน Innovation นะคะ Consumer ต้องการอะไรที่ใหม่ แล้วก็ให้ประโยชน์กับสุขภาพนะคะ เพราะฉะนั้น ทุกสินค้าในทุก Segment อาจจะต้อง ต้อง Drive แตกต่างกัน นะคะ คือเราต้องเข้าใจ Consumer ให้มากกว่าเดิมนะคะ แล้วก็ Focus มากขึ้นว่า Consumer เหล่านี้ เหมาะกับสินค้าประเภทไหนนะคะ เหล่านี้ก็จะเป็นแนว แนวคิดนะคะ สำหรับการทำ Product Launch Going Forward นะคะ ของ ของฝั่ง Beverage ค่ะ จริงๆ ทั้งในและต่างประเทศ ก็จะค่อนข้างใกล้เคียงกันนะคะ อ่า จริงๆ แม้กระทั่ง Personal Care ก็ ก็จะเป็นแบบนี้ด้วยนะคะ ปีนี้ Healthcare ของเราอ่ะ ไม่ว่าจะเป็น โบตัน นะคะ ที่เรา ก็จะมี Product ใหม่ ออกมาเนี่ย ตอนนี้เรามี โบตัน เป็นลูกอม เป็นแคนดี้ นะคะ เป็นรส ชะเอม อย่างเงี้ยค่ะ Mint นะคะ แล้วเดี๋ยวเดือนหน้า ก็จะมีรถเก๊กฮวยออกมา นะคะ ต้องบอกว่าทุก Segment นะคะ ไม่ว่าจะเป็น Beverage ไม่ว่าจะเป็น Personal Care หรือว่า Healthcare ก็แล้วแต่ วันนี้เราก็ต้อง Lift Up ตัว Capability นะคะ ในเรื่องของความเข้าใจ ผู้บริโภค แล้วก็สามารถมีสินค้าที่ตอบโจทย์ นะคะ ใน ในที่ที่ใช่ แล้วในราคาที่ใช่ ด้วยนะคะ นั้น Concept เหล่าเนี้ย ก็ ก็คงจะยังอยู่ กับ กับโอสถสภา แล้วก็อยู่กับ ตลาดในเมืองไทย แล้วก็ในต่างประเทศของเราต่อไปค่ะ

Q: ขอสอบถาม 2 คำถามรวมกันนะคะ น่าจะเป็นคำถามสุดท้ายว่า เอ่อ มีการ Concern เกี่ยวกับการแข่งขันด้านราคาในเครื่องดื่มชูและกำลังในประเทศไหม แล้วก็ทิศทางของ Quarter 2 อาจจะอยากให้คุณตอบย้ำตอนนี้ค่ะ

A: (ผู้บริหาร)เรื่อง เรื่องราคาของ Energy Drink นะคะ ต้องบอกว่า จุดแข็งของโอสถสภาเนี่ยคือเรามีสินค้าที่อยู่ในตลาดความคุ้มค่านะคะ แล้วเราก็มีสินค้าที่อยู่ในตลาดที่เรียกว่าเป็นพรีเมี่ยมนะคะ เพราะฉะนั้น ยุทธศาสตร์ของเราอ่ะคือเราสามารถมีสินค้าที่ตอบสนองผู้บริโภคทั้ง 2 ตลาดนะคะ Market Size 100% เนี่ยตลาดใน 2 ส่วนเนี่ยคือครึ่งๆ นะคะ 50 50 ตลาดของความคุ้มค่าก็คือ 50% ตลาดพรีเมี่ยมก็อีก 50% นะคะ จุดแข็งของเราคือเรามีสินค้าที่ตอบสนองความต้องการทั้ง 2 ตลาด นะคะ เพราะนั้นเวลาเราเล่นเนี่ยเราเล่นทั้ง 2 ตลาด นะคะ ตลาดบน ก็คือตลาด 12 บาท 15 บาท 20 บาทเนี่ย โอสถสภาเนี่ย เป็น Key Player แทบจะคนเดียวอยู่แล้วนะคะ 80 กว่าเปอร์เซ็นต์เนี่ยคือ โอสถสภาอยู่แล้ว นะคะ ไม่ว่าจะเป็น M-150 Lipo Viton D หรือ Miso นะคะ M Sparkling นะคะ ตลาด 10 บาท เนี่ยเรามี Share อยู่ประมาณสัก 20 กว่าเปอร์เซ็นต์นะคะ อันนี้เป็นตลาดที่เราก็พยายามที่จะ Penetrate นะคะ เพราะฉะนั้น ภาพรวมนะคะอย่างที่เรียน อันนี้จะเป็นกลยุทธ์ของโอสถสภาต่อไป แล้วมันก็เป็นจุดแข็ง เราแทบจะเป็นคนเดียวนะคะ เราเป็นคนเดียวเลยในตลาดที่ ที่มีความพร้อมแบบนี้นะคะ เพราะฉะนั้นถ้าจะตอบย้ำ Quarter 2 นะคะ ก็คือต้อง Drive นะคะ ผ่าน Efficiency ที่เราได้ Build มาแล้วจากปีที่แล้วนะคะ ผ่าน ช่องทางการจัดจำหน่าย และสินค้าที่ถูกใจผู้บริโภคในทุก Segment ไม่ว่าจะเป็น Beverage ไม่ว่าจะเป็น Personal Care นะคะ ในประเทศนะคะ แล้วก็ Focus ที่จะ Expand Beverage และ Personal Care ไปต่างประเทศ อันนี้เป็นสิ่งที่เราจะต้องทำ Quarter 2 แล้วก็ Balance of the Year ค่ะ

ไม่ทันวิดีโอ เดี๋ยวไปหาลองดูกันได้นะคะ วิดีโอของ Baby Mine ชื่อ Dream ค่ะ

สรุป: จากการรายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2568 หุ้น OSP สามารถทำกำไรและรายได้ที่น่าพอใจ โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการเติบโตของตลาดต่างประเทศ และการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ทำให้บริษัทสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นในระดับสูงได้ ถึงแม้ว่าตลาดในประเทศจะยังคงมีความท้าทายอยู่บ้าง แต่บริษัทก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และขยายช่องทางการจัดจำหน่าย เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

โพสต์ล่าสุด