FPT กำไรสุทธิปี 2569 พุ่ง 37.7% แตะ 2,011.8 ล้านบาท รับอานิสงส์ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมหนุน
รายได้รวมปรับตัวลดลงตามภาวะตลาดอสังหาฯ แต่บริหารจัดการต้นทุนและรับรู้กำไรจากการขายสินทรัพย์ช่วยดันกำไรสุทธิเติบโตโดดเด่น
บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ FPT รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2569 (สิ้นสุด 30 กันยายน 2569) โดยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ที่ 2,011.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้รายได้รวมจะปรับตัวลดลง 11.6% มาอยู่ที่ 12,979.8 ล้านบาท จากผลกระทบของตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยที่ชะลอตัว แต่บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนและได้รับแรงหนุนสำคัญจากส่วนแบ่งกำไรในบริษัทร่วม ซึ่งสะท้อนถึงความยืดหยุ่นในการปรับกลยุทธ์ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ทำให้กำไรสุทธิของ FPT เติบโตอย่างแข็งแกร่งในปี 2569 คือ "การรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด" ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ แม้รายได้หลักจากการขายอสังหาริมทรัพย์จะปรับตัวลดลงก็ตาม
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:
- ส่วนแบ่งกำไรพุ่งสูง: บริษัทรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้าสุทธิสูงถึง 1,874.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 437.1 ล้านบาทในปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการรับรู้กำไรจากการขายที่ดินในโครงการ "อารยะ ดิอีสเทิร์น เกตเวย์" ซึ่งเป็นรายการที่ส่งผลบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อบรรทัดสุดท้ายของงบกำไรขาดทุน
- การบริหารต้นทุน: แม้รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์จะลดลง 16.4% จากภาวะเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือน แต่บริษัทสามารถลดต้นทุนจากการประกอบธุรกิจลงได้ 3.4% และลดค่าใช้จ่ายในการบริหารลง 9.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งช่วยประคองอัตรากำไรในภาพรวม
- การปรับพอร์ตสินทรัพย์: บริษัทมีการขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนและจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัทร่วม (เช่น W Hotel Bangkok) ตามกลยุทธ์การบริหารสินทรัพย์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด แม้กำไรจากการขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนจะลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ยังคงเป็นส่วนประกอบสำคัญของรายได้
จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:
ปัจจัยบวกจากการขายที่ดินในโครงการขนาดใหญ่ (อารยะ ดิอีสเทิร์น เกตเวย์) มีลักษณะเป็น "รายการครั้งคราว" ซึ่งอาจไม่เกิดขึ้นในระดับเดียวกันในรอบถัดไป อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนและการรักษาอัตราการเช่าในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรมที่สูงถึง 92% ถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ "มีโอกาสต่อเนื่อง" โดยเฉพาะการย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทยและภูมิภาค ซึ่งเป็นแรงหนุนระยะยาวที่ฝ่ายจัดการให้ความสำคัญ
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิ: 2,011.8 ล้านบาท (+37.7% YoY)
- รายได้รวม: 12,979.8 ล้านบาท (-11.6% YoY)
- รายได้จากการขายอสังหาฯ: 7,226.5 ล้านบาท (-16.4% YoY) จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและหนี้ครัวเรือนสูง
- อัตราการเช่าอสังหาฯ อุตสาหกรรม: คงระดับสูงที่ 92% แม้มีการขายสินทรัพย์เข้ากองทรัสต์ฯ
- สถานะการเงิน: D/E Ratio (หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น) ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 1.21 เท่า จาก 1.28 เท่าในปีก่อน
ภาพรวมผลประกอบการ
รายได้จากการประกอบธุรกิจรวมอยู่ที่ 11,847.2 ล้านบาท ลดลง 9.7% โดยรายได้หลักจากอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยได้รับแรงกดดันจากความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ อย่างไรก็ตาม รายได้ค่าบริหารจัดการเติบโตขึ้น 31.9% จากการบริหารโครงการ "วัน แบงค็อก" ช่วยชดเชยรายได้ส่วนอื่นที่ลดลง
โอกาส
- อสังหาฯ อุตสาหกรรม: การย้ายฐานการผลิตมายังไทย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ยังคงเป็นปัจจัยบวกหลัก
- การบริหารโครงการ: รายได้ค่าบริหารจัดการมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากการบูรณาการโครงการขนาดใหญ่เช่น วัน แบงค็อก
- การเงิน: ต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยลดลงตามสภาวะตลาด ช่วยลดภาระดอกเบี้ยจ่าย
ความเสี่ยง
- กำลังซื้อ: ภาคครัวเรือนและ SMEs ยังเปราะบางจากหนี้สูงและข้อจำกัดการเข้าถึงสินเชื่อ
- อุปทานส่วนเกิน: ตลาดอาคารสำนักงานยังมีการแข่งขันสูงจากการทยอยสร้างเสร็จของโครงการใหม่
- ปัจจัยภายนอก: ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจกระทบต่อการเดินทางและการลงทุน
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- การฟื้นตัวของยอดโอนอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยในกลุ่มราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท
- ความคืบหน้าของคลังสินค้าใหม่ที่จะทยอยแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2569 - 2570
- การรักษาอัตราการเช่าในกลุ่มอาคารสำนักงานท่ามกลางอุปทานส่วนเกิน
- การบริหารจัดการหนี้สินและสภาพคล่องภายใต้ภาวะดอกเบี้ยที่คาดว่าจะคงตัว
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
บริษัทเน้นการปรับดีไซน์โครงการที่อยู่อาศัยให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้นท่ามกลางการแข่งขันที่สูง ในขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมยังคงแข็งแกร่งด้วยอัตราการเช่า 92% แม้จะมีการขายสินทรัพย์เข้ากอง FTREIT ไปในช่วงก่อนหน้า ส่วนธุรกิจอาคารสำนักงานยังคงรักษาอัตราการเช่าได้ที่ 80% แม้ตลาดจะมีอุปทานส่วนเกิน โดยบริษัทมุ่งเน้นอาคาร Grade A และ A+ ที่ได้มาตรฐาน ESG เพื่อสร้างความแตกต่าง
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ 30 กันยายน 2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 98,781.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.2% จากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนและที่ดินอุตสาหกรรมใหม่ หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยลดลงเล็กน้อยจากการชำระคืนหุ้นกู้ ส่งผลให้โครงสร้างทางการเงินแข็งแกร่งขึ้นด้วยอัตราส่วน D/E ที่ 1.21 เท่า
สรุปท้าย
FPT สามารถทำกำไรสุทธิเติบโตได้อย่างโดดเด่นในปี 2569 แม้รายได้หลักจะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากกำไรพิเศษจากการขายที่ดินและการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ในรอบถัดไปนักลงทุนควรจับตาความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงานปกติในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย และการเติบโตของรายได้จากกลุ่มอุตสาหกรรมซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักในระยะยาวท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง