PICO เผยรายได้ Q3/2569 หดตัว 41% หลังขาดโครงการพิเศษภาครัฐหนุน
รายได้และกำไรปรับตัวลดลงตามภาวะตลาดและฐานที่สูงในปีก่อน ขณะที่ฝ่ายจัดการคุมเข้มค่าใช้จ่ายบริหารต่อเนื่อง
บริษัท ปิโก (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ PICO รายงานผลประกอบการไตรมาส 3/2569 (สิ้นสุด 31 กรกฎาคม 2569) มีรายได้จากการให้บริการอยู่ที่ 175.5 ล้านบาท ลดลง 41% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักจากการลดลงของรายได้ในธุรกิจกิจกรรมทางการตลาดที่เคยได้รับแรงหนุนจากโครงการพิเศษของภาครัฐในปีก่อนหน้า ส่งผลให้ภาพรวมกำไรสุทธิปรับตัวลดลงตามรายได้ที่หายไป อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถบริหารจัดการอัตรากำไรขั้นต้นได้ดีขึ้น และควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญของผลประกอบการในไตรมาสนี้คือ "การปรับตัวลดลงของรายได้จากธุรกิจกิจกรรมทางการตลาด" ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากการขาดหายไปของโครงการพิเศษจากภาครัฐที่เคยเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ทำให้รายได้ในส่วนนี้ลดลงถึง 113.8 ล้านบาท หรือคิดเป็น 58% ของรายได้ในส่วนงานดังกล่าว
สาเหตุหลักเกิดจากฐานรายได้ในปีก่อนที่สูงผิดปกติจากโครงการภาครัฐ ประกอบกับในไตรมาสนี้ลูกค้าภาคเอกชนมีความเข้มงวดในการจัดสรรงบประมาณสำหรับกิจกรรมทางการตลาดมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณงาน (Volume) ในภาพรวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ในด้านบวกบริษัทสามารถทำอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ได้ที่ 24.7% เพิ่มขึ้นจาก 21.6% ในปีก่อน สะท้อนถึงการเลือกรับงานที่มีมาร์จินดีขึ้นและการบริหารจัดการต้นทุนโครงการที่มีประสิทธิภาพ
สำหรับความต่อเนื่องของปัจจัยนี้ มีลักษณะเป็นครั้งคราวและเป็นผลจากฐานที่สูงในปีก่อน โดยการลดลงของรายได้เป็นผลจากปัจจัยภายนอก (โครงการภาครัฐ) และความระมัดระวังในการใช้จ่ายของลูกค้าเอกชน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะฟื้นตัวได้เร็วเพียงใด ขึ้นอยู่กับนโยบายการใช้จ่ายของภาครัฐและงบประมาณการตลาดของภาคเอกชนในอนาคต
Highlight สำคัญ
- รายได้รวม: ไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 175.5 ล้านบาท ลดลง 123.1 ล้านบาท (-41% YoY)
- อัตรากำไรขั้นต้น (GPM): ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 24.7% (จาก 21.6% ในปีก่อน) แม้รายได้จะลดลง
- ค่าใช้จ่ายบริหาร: ต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 3.2 ล้านบาท (-6% YoY) สอดคล้องกับปริมาณงานที่ลดลง
- ผลประกอบการ 9 เดือน: รายได้รวม 590.4 ล้านบาท ลดลง 29% YoY และมีผลขาดทุนสุทธิ 26.8 ล้านบาท
- ปัจจัยกดดัน: ลูกค้าภาคเอกชนเข้มงวดการจัดสรรงบประมาณการตลาดมากขึ้นในปีนี้
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 3/2569 บริษัทมีรายได้จากการให้บริการ 175.5 ล้านบาท ลดลง 41% YoY โดยธุรกิจกิจกรรมทางการตลาดได้รับผลกระทบหนักที่สุด ขณะที่ต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 6% YoY ทำให้บริษัทสามารถประคองสถานการณ์ได้ในระดับหนึ่ง แม้ภาพรวมกำไรสุทธิจะยังคงติดลบอยู่ที่ 5.9 ล้านบาท
โอกาส
- การปรับตัวของอัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้นเป็น 24.7% แสดงถึงความสามารถในการคัดเลือกโครงการที่มีคุณภาพและมีมาร์จินสูงขึ้น
- ธุรกิจศูนย์การเรียนรู้และพิพิธภัณฑ์มีการเติบโตของรายได้ที่น่าสนใจในงวด 9 เดือนแรก เพิ่มขึ้น 27% YoY ซึ่งอาจเป็นแหล่งรายได้ใหม่ที่ช่วยชดเชยความผันผวนของธุรกิจกิจกรรมทางการตลาด
ความเสี่ยง
- การพึ่งพางบประมาณจากภาครัฐและงบการตลาดของภาคเอกชน ซึ่งมีความผันผวนสูงและอยู่นอกเหนือการควบคุมของบริษัท
- ความเข้มงวดในการจัดสรรงบประมาณของลูกค้าภาคเอกชนที่อาจส่งผลต่อเนื่องต่อปริมาณงานในอนาคต
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- ทิศทางงบประมาณการตลาดของภาคเอกชนว่าจะกลับมาฟื้นตัวหรือไม่
- ความสามารถในการหางานใหม่มาทดแทนโครงการพิเศษจากภาครัฐที่หายไป
- การรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง
- การควบคุมค่าใช้จ่ายในการบริหารให้สอดคล้องกับรายได้ที่ผันผวน
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
รายได้หลักของ PICO มาจาก 4 ส่วนงาน โดยธุรกิจกิจกรรมทางการตลาดเป็นส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด (-58% YoY ในไตรมาส 3) ในขณะที่ธุรกิจศูนย์การเรียนรู้และพิพิธภัณฑ์มีการเติบโตสวนกระแสในงวด 9 เดือนแรก (+27% YoY) สะท้อนถึงการปรับตัวของพอร์ตโฟลิโอรายได้ที่เริ่มกระจายความเสี่ยงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้นทุนพนักงานและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องยังคงเป็นต้นทุนคงที่สำคัญที่บริษัทต้องบริหารจัดการให้สอดคล้องกับปริมาณงานที่ลดลง
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ในงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทมีการรับรู้ผลขาดทุนสุทธิ 26.8 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า บริษัทมีการรับรู้ผลขาดทุนด้านเครดิตจากลูกหนี้การค้าที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจำนวน 32.2 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายการที่ส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในการบริหารในอดีต
สรุปท้าย
ผลประกอบการของ PICO ในไตรมาส 3/2569 สะท้อนถึงความท้าทายจากการขาดหายไปของโครงการพิเศษภาครัฐที่เคยเป็นฐานรายได้หลักในปีก่อน แม้บริษัทจะสามารถบริหารอัตรากำไรขั้นต้นให้ดีขึ้นได้ แต่การชะลอตัวของงบประมาณการตลาดจากภาคเอกชนยังคงเป็นปัจจัยกดดันหลักที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในรอบถัดไป โดยความสำเร็จในอนาคตจะขึ้นอยู่กับการปรับตัวของบริษัทในการหาโครงการใหม่ๆ และการควบคุมต้นทุนให้มีประสิทธิภาพท่ามกลางสภาวะตลาดที่ผันผวน