MAJOR เผยกำไรไตรมาส 2 ปี 2569 ชะลอตัวจากหนังฟอร์มเล็ก แต่เตรียมลุยต่อครึ่งปีหลัง
ไฮไลท์สำคัญ
บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAJOR รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 โดยมีกำไรปกติอยู่ที่ 84 ล้านบาท ลดลง -37% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากภาพยนตร์ที่เข้าฉายได้รับความสนใจน้อย ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้จากการขายตั๋วและอาหารเครื่องดื่ม อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้กำไรออกมาสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
วิเคราะห์ผลประกอบการและมุมมองโบรกเกอร์
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี (KSS) คงคำแนะนำ Neutral โดยปรับราคาเป้าหมายปี 2570 ไปอยู่ที่ 8.10 บาท (ใช้วิธี DCF, WACC 8.5%) ทั้งนี้ KSS ประเมินว่ากำไรปี 2569 มีแนวโน้มลดลง -29% จากปีก่อนหน้าเนื่องจากหน้าหนังที่อ่อนตัว แต่คาดการณ์ว่าจะเห็นการฟื้นตัวที่ชัดเจนในปี 2570-2571 โดยหุ้น MAJOR ยังมีความน่าสนใจในแง่ของ Valuation ที่ถูกกว่าค่าเฉลี่ยโรงหนังทั่วโลก (ซื้อขายที่ PE’26F เพียง 13 เท่า) และมีนโยบายจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอที่อัตราผลตอบแทนราว 3% ต่อปี
ข้อสังเกตจากผลการดำเนินงาน
ในไตรมาส 2 ปี 2569 รายได้รวมอยู่ที่ 1,534 ล้านบาท ลดลงทั้งจากปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า โดยรายได้ขายตั๋วลดลง -28% และรายได้อาหารเครื่องดื่มลดลง -32% อย่างไรก็ตามมีจุดที่น่าสนใจคือ ธุรกิจสื่อโฆษณาในโรงภาพยนตร์เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว โดยรายได้เพิ่มขึ้น +8% เมื่อเทียบกับปีก่อน นอกจากนี้บริษัทยังบริหารอัตรากำไรขั้นต้นได้ดีที่ 32.4% ผ่านการควบคุมต้นทุนเข้มงวดและการปรับโครงสร้างธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
สรุปภาพรวมและแนวโน้มการเติบโต
แม้ผลประกอบการครึ่งปีแรกจะได้รับผลกระทบจากจำนวนผู้ใช้บริการที่ลดลง แต่ KSS มองว่า โมเมนตัมในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 จะเป็นบวกมากขึ้น เนื่องจากมีภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ทยอยเข้าฉายอย่างต่อเนื่อง เช่น Spider-Man, The Odyssey และภาพยนตร์ไทยฟอร์มยักษ์อีกหลายเรื่อง ซึ่งจะช่วยผลักดันรายได้และกำไรให้กลับมาฟื้นตัวได้ตามเป้าหมายที่วางไว้