NTSC Q2/2569 รายได้โต 1.8% กำไรสุทธิพุ่ง 12.1% รับแรงหนุนจากธุรกิจอาหารคนและสัตว์
รายได้รวมโตต่อเนื่อง ขณะที่กำไรสุทธิเติบโตโดดเด่นจากบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่าย
บริษัท นิวทรีชั่น เอสซี จำกัด (มหาชน) หรือ NTSC รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีรายได้จากการขายรวม 335.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิ 34.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 12.1% สะท้อนการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ
Hero: หัวใจกำไร — การเติบโตของรายได้ในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ผลักดันผลประกอบการของ NTSC ในไตรมาส 2 ปี 2569 คือ การเติบโตของรายได้จากการขายที่แข็งแกร่งในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้กำไรสุทธิเติบโตอย่างโดดเด่น
- รายได้จากการขาย รวม 335.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.2% YoY โดยธุรกิจวัตถุเจือปนอาหารคนเพิ่มขึ้น 7.4% และธุรกิจวัตถุเจือปนอาหารสัตว์เพิ่มขึ้น 29.9%
- กำไรขั้นต้น อยู่ที่ 74.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2% YoY แม้ว่าอัตรากำไรขั้นต้นต่อรายได้จากการขายจะปรับลดลงเล็กน้อยจาก 24.0% เป็น 22.2% เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น
- ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร รวม 33.1 ล้านบาท ลดลง 8.6% YoY โดยค่าใช้จ่ายในการขายเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากค่าขนส่ง แต่ค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากการกลับรายการประมาณการค่าชดเชยสินค้าเสียหายและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน
- กำไรสุทธิ อยู่ที่ 34.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.1% YoY
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การเติบโตของรายได้มาจาก การบริหารงานขายที่ชัดเจน การติดตามการสั่งซื้อกับลูกค้าหลักอย่างใกล้ชิด และการขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ที่เติบโตสูงถึง 29.9% นอกจากนี้ การที่ผู้บริโภคปรับตัวได้กับสถานการณ์ต่างๆ ยังช่วยรักษายอดขายเดิมและเพิ่มยอดขายใหม่ได้
ในส่วนของต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยนั้น เป็นผลมาจากสถานการณ์สงครามที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงาน ค่าสินค้า และค่าขนส่ง อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ สามารถ ควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการบริหารที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากการกลับรายการประมาณการค่าชดเชยสินค้าเสียหาย และการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน ทำให้ภาพรวมกำไรขั้นต้นยังคงเติบโตได้ และกำไรสุทธิเติบโตโดดเด่น
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
มีโอกาสต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนดังนี้:
- กลยุทธ์การขยายช่องทางการผลิตสินค้า OEM ซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักของบริษัทฯ ในการสร้างความยั่งยืนและรายได้ระยะยาว มีแนวโน้มที่ดีขึ้นและได้รับการตอบรับเชิงบวกจากลูกค้าทั้งเดิมและใหม่
- การบริหารจัดการภายในที่ยืดหยุ่นและคล่องตัว การทบทวนกลยุทธ์อย่างสม่ำเสมอ การประเมินผลรายเดือน การควบคุมต้นทุน การบริหารความเสี่ยง และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยผลักดันผลประกอบการให้เติบโตอย่างมั่นคง
- แผนการลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตแห่งใหม่ มูลค่าประมาณ 217.8 ล้านบาท เพื่อเพิ่มศักยภาพและขยายกำลังการผลิต จะสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับลดลงเล็กน้อยจากต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
Highlight สำคัญ
- รายได้จากการขาย Q2/2569 เติบโต 10.2% YoY แตะ 335.8 ล้านบาท โดยธุรกิจอาหารสัตว์โตโดดเด่น 29.9%
- กำไรสุทธิ Q2/2569 เพิ่มขึ้น 12.1% YoY แตะ 34.3 ล้านบาท จากการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ดี
- อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับลดลงเล็กน้อย จาก 24.0% เป็น 22.2% เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น
- ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ลดลง 8.6% YoY จากการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ดี โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายบริหาร
- การลงทุนก่อสร้างโรงงานใหม่มูลค่า 217.8 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต
- การดำเนินงานตามแนวทาง ESG อย่างต่อเนื่อง สะท้อนความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 2 ปี 2569 NTSC มีรายได้จากการขายรวม 335.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยธุรกิจวัตถุเจือปนอาหารคนมีรายได้ 287.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.4% และธุรกิจวัตถุเจือปนอาหารสัตว์มีรายได้ 48.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.9%
กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 74.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2% แต่มีอัตรากำไรขั้นต้นต่อรายได้จากการขายลดลงจาก 24.0% เป็น 22.2% เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารรวม 33.1 ล้านบาท ลดลง 8.6% โดยค่าใช้จ่ายในการขายเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากค่าขนส่ง แต่ค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากการกลับรายการประมาณการค่าชดเชยสินค้าเสียหายและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน
ส่งผลให้กำไรสุทธิสำหรับงวด 3 เดือนอยู่ที่ 34.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.1% และสำหรับงวด 6 เดือนอยู่ที่ 66.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.6%
โอกาส
- การขยายฐานลูกค้าและช่องทางการขาย OEM ทั้งในกลุ่มอาหารคนและสัตว์ จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ที่ยั่งยืน
- การลงทุนในโรงงานผลิตแห่งใหม่ จะช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิต รองรับการเติบโตในอนาคต และเพิ่มความยืดหยุ่นในการผลิต
- การให้ความสำคัญกับมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยระดับสากล เช่น ISO, FSSC, GMP, HACCP เป็นจุดแข็งในการเจรจาการค้าและสร้างความเชื่อมั่น
- การดำเนินงานตามแนวทาง ESG จะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กรและความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้มีส่วนได้เสีย
ความเสี่ยง
- ความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่ง จากปัจจัยภายนอก เช่น สถานการณ์สงคราม อาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น
- ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ อาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคและยอดขาย
- การแข่งขันในอุตสาหกรรม ที่อาจทวีความรุนแรงขึ้น
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่ง ในไตรมาสถัดไป
- ความคืบหน้าของการก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ และผลกระทบต่อกำลังการผลิต
- การขยายฐานลูกค้า OEM และสัดส่วนรายได้จากช่องทางนี้
- ผลตอบรับจากโครงการ Solar Cell และการศึกษาการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งสะท้อนการดำเนินงานด้าน ESG
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร)
- ราคาวัตถุดิบ/สินค้า: มีแนวโน้มสูงขึ้นจากปัจจัยภายนอก (สงคราม) ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนขายและอัตรากำไรขั้นต้น
- Volume: ยอดขายรวมเติบโต 1.8% ใน 6 เดือนแรก โดยเฉพาะกลุ่มอาหารสัตว์ที่เติบโตสูง 11.8%
- GPM: ปรับลดลงเล็กน้อยจาก 24.0% เป็น 23.2% ใน 6 เดือนแรก เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น
- ช่องทางขาย: การขยายฐานลูกค้าใหม่และการเพิ่มสัดส่วนช่องทาง OEM เป็นกลยุทธ์สำคัญ
- สต็อก: สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น 10.6 ล้านบาท อาจสะท้อนการเตรียมพร้อมรับมือต้นทุนที่สูงขึ้น หรือการคาดการณ์ยอดขาย
- อัตราแลกเปลี่ยน/ส่งออก: เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูลชัดเจนเกี่ยวกับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนต่อผลประกอบการโดยตรง แต่ระบุว่ากำไรสุทธิ 6 เดือนแรกมีปัจจัยหนุนจากกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน
- ฤดูกาลผลิต: ไม่ได้ระบุข้อมูลชัดเจน
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
- สินทรัพย์รวม ณ 30 มิ.ย. 2569 อยู่ที่ 1,441.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.6% จากสิ้นปี 2568 โดยมีสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเพิ่มขึ้นจากการก่อสร้างโรงงาน
- หนี้สินรวม อยู่ที่ 289.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.8% จากสิ้นปี 2568 โดยส่วนใหญ่เป็นเจ้าหนี้การค้าที่เพิ่มขึ้น
- ส่วนของผู้ถือหุ้น อยู่ที่ 1,151.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.3% จากกำไรสะสมที่เพิ่มขึ้น และการจ่ายเงินปันผล
- D/E Ratio อยู่ที่ 0.3 เท่า ณ 30 มิ.ย. 2569 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำ
- กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน เป็นบวก 42.2 ล้านบาทในไตรมาส 2/2569
- กระแสเงินสดจากการลงทุน เป็นลบ 92.4 ล้านบาท ส่วนใหญ่ใช้ไปกับการก่อสร้างโรงงานและอุปกรณ์
- กระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน เป็นลบ 41.7 ล้านบาท จากการจ่ายเงินปันผล
สรุปท้าย
NTSC ในไตรมาส 2 ปี 2569 แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเติบโตของรายได้ที่แข็งแกร่งในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้กำไรสุทธิเติบโตอย่างโดดเด่น แม้จะเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น การลงทุนในโรงงานแห่งใหม่และการขยายช่องทาง OEM เป็นปัจจัยสำคัญที่จะสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของต้นทุนและสภาวะเศรษฐกิจยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด