TMAN Q2/2569: รายได้โต 11.5% จาก DBU ใหม่ แต่กำไรสุทธิหด 8.6% เหตุ GPM ลด
รายได้จากการจัดจำหน่ายสินค้าบุคคลภายนอก (DBU) ดันยอดขาย แต่กดดันอัตรากำไรขั้นต้น
บริษัท ที.แมน ฟาร์มาซูติคอล จำกัด (มหาชน) หรือ TMAN รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีรายได้จากการขายและบริการรวม 590.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักจากการเติบโตของรายได้จากการจัดจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์ของบุคคลภายนอก (DBU) และธุรกิจรับจ้างผลิต (OEM) อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิกลับปรับตัวลดลง 8.6% มาอยู่ที่ 97.6 ล้านบาท เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ลดลงจากการรับรู้รายได้จากธุรกิจ DBU ที่มีอัตรากำไรต่ำกว่าธุรกิจหลัก
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ส่งผลต่อผลประกอบการของ TMAN ในไตรมาส 2 ปี 2569 คือ การเติบโตของรายได้ที่มาจากธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าบุคคลภายนอก (DBU) และธุรกิจรับจ้างผลิต (OEM) ซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่าธุรกิจหลักของบริษัทฯ ทำให้แม้รายได้รวมจะเติบโต แต่กำไรสุทธิกลับปรับตัวลดลง
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
ฝ่ายจัดการระบุว่า การเติบโตของรายได้ 11.5% YoY ในไตรมาส 2/2569 มาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่
- รายได้จากผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากการจัดจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์ของบุคคลภายนอกรายใหญ่รายใหม่: ส่วนนี้เข้ามาเสริมรายได้ในช่องทางร้านขายยาค้าปลีกและค้าส่ง
- รายได้จากการรับจ้างผลิต (OEM) ในสินค้ากลุ่มสุขภาพและความงาม: ธุรกิจ OEM มีการเติบโตที่ดี
- รายได้จากกลุ่มลูกค้าบุคคล จากการปรับกลยุทธ์มุ่งเน้นการขยายช่องทาง E-commerce: เป็นการเติบโตในช่องทางใหม่
อย่างไรก็ตาม การที่รายได้ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจ DBU และ OEM ซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่ำกว่าธุรกิจหลัก (Own Brand) ส่งผลให้ภาพรวมอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลงจาก 51.4% ใน Q2/2568 เป็น 46.0% ใน Q2/2569 แม้ว่า GPM ของธุรกิจหลัก (ไม่รวม DBU) จะยังคงแข็งแกร่งที่ 50.3% ก็ตาม
นอกจากนี้ ต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหาร (SG&A) เพิ่มขึ้น 9.7% YoY เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ DBU ใหม่ เช่น ค่าพนักงานขาย ค่าขนส่ง และการเพิ่มกิจกรรมส่งเสริมการขายและการตลาด เพื่อสนับสนุนการเติบโตของยอดขาย
ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลง 8.6% YoY มาอยู่ที่ 97.6 ล้านบาท และอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ลดลงจาก 19.9% เป็น 16.4%
จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่?
มีโอกาสต่อเนื่อง แต่ต้องติดตามการบริหารจัดการอัตรากำไร
ฝ่ายจัดการระบุว่า กลยุทธ์ของบริษัทฯ ในปี 2569-2571 มุ่งเน้นการเสริมสร้างธุรกิจเดิมและเร่งการเติบโต โดยเฉพาะการขยายธุรกิจในกลุ่มจัดจำหน่ายสินค้า (DBU) และธุรกิจ OEM รวมถึงการขยายไปยังช่องทางต่างประเทศและ E-commerce ซึ่งบ่งชี้ว่ารายได้จากส่วนงานเหล่านี้จะยังคงเป็นส่วนสำคัญของการเติบโตในอนาคต
อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นการขยายธุรกิจ DBU และ OEM ซึ่งมีอัตรากำไรต่ำกว่าธุรกิจหลัก อาจส่งผลกดดันอัตรากำไรโดยรวมต่อไป หากไม่สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือไม่สามารถเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจ Own Brand ที่มีกำไรสูงได้
นอกจากนี้ การสิ้นสุดสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากบัตรส่งเสริมการลงทุน 1 ใบ ยังส่งผลให้ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา
Highlight สำคัญ
- รายได้รวม Q2/2569 เติบโต 11.5% YoY สู่ 590.8 ล้านบาท: ได้แรงหนุนหลักจากธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าบุคคลภายนอก (DBU) และธุรกิจรับจ้างผลิต (OEM)
- กำไรสุทธิ Q2/2569 หดตัว 8.6% YoY เหลือ 97.6 ล้านบาท: เป็นผลจากอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ลดลงจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากธุรกิจ DBU ที่มีกำไรต่ำกว่า
- อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลง: จาก 51.4% ใน Q2/2568 เป็น 46.0% ใน Q2/2569 โดย GPM ของธุรกิจหลักยังคงแข็งแกร่งที่ 50.3%
- ต้นทุนขายและ SG&A เพิ่มขึ้น: ต้นทุนขายเพิ่ม 23.3% YoY และ SG&A เพิ่ม 9.7% YoY โดยส่วนหนึ่งมาจากค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ DBU และการลงทุนด้านการตลาด
- ต้นทุนทางการเงินลดลง 51.8% YoY: จากการทยอยชำระคืนเงินกู้ยืมและอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง
- ภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น: อัตราภาษีที่แท้จริงเพิ่มขึ้นจาก 13.8% เป็น 17.3% เนื่องจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีสิ้นสุดลง
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2569 TMAN มีรายได้จากการขายและการให้บริการรวม 590.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักจากการเติบโตของรายได้จากผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากการจัดจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์ของบุคคลภายนอกรายใหญ่รายใหม่ (DBU) และรายได้จากการรับจ้างผลิต (OEM) รวมถึงการเติบโตของรายได้จากกลุ่มลูกค้าบุคคลจากการขยายช่องทาง E-commerce อย่างไรก็ตาม รายได้รวมปรับตัวลดลง 6.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นไปตามแนวโน้มปกติของธุรกิจ
ในส่วนของกำไรขั้นต้น อยู่ที่ 273.3 ล้านบาท ลดลง 0.6% YoY แม้รายได้จะเพิ่มขึ้น เนื่องจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นมาจากส่วนงาน DBU ที่มีกำไรขั้นต้นต่ำกว่า ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 51.4% เป็น 46.0%
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 9.7% YoY เป็น 155.1 ล้านบาท จากค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ DBU ใหม่ และการลงทุนด้านการตลาด
ต้นทุนทางการเงินลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 51.8% YoY เหลือ 3.6 ล้านบาท จากการชำระคืนเงินกู้ยืม
ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น 19.4% YoY เป็น 20.4 ล้านบาท จากอัตราภาษีที่แท้จริงที่สูงขึ้น
ส่งผลให้กำไรสุทธิในไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 97.6 ล้านบาท ลดลง 8.6% YoY และอัตรากำไรสุทธิลดลงจาก 19.9% เป็น 16.4%
สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2569 รายได้รวมอยู่ที่ 1,220.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.6% YoY ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 212.2 ล้านบาท ลดลง 7.2% YoY
โอกาส
- การเติบโตของธุรกิจ DBU และ OEM: เป็นปัจจัยขับเคลื่อนรายได้หลักในปัจจุบัน และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
- การขยายช่องทาง E-commerce: เป็นโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าบุคคลที่เพิ่มขึ้น
- การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ (NPD): บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและรักษาความเป็นผู้นำ
- การขยายธุรกิจในกลุ่มผลิตภัณฑ์แม่ เด็ก และครอบครัว: การจัดตั้งบริษัทย่อย "ละมุน ไลฟ์แคร์ 26" เพื่อรองรับธุรกิจภายใต้แบรนด์ Lamoon จะช่วยเสริมพอร์ต Health & Wellness
- การร่วมมือกับ Premier Innova: เพื่อพัฒนานวัตกรรมด้าน Health & Wellness โดยผสานความเชี่ยวชาญด้านเภสัชกรรม งานวิจัย และนาโนเทคโนโลยี
- แนวโน้มอุตสาหกรรมยาเติบโต: ตลาด ยาในประเทศไทยคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยสะสม (CAGR) 5.9% ไปจนถึงปี 2570
ความเสี่ยง
- การพึ่งพารายได้จากธุรกิจ DBU ที่มีกำไรต่ำ: อาจกดดันอัตรากำไรโดยรวมของบริษัทฯ หากไม่สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือไม่สามารถเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจ Own Brand ที่มีกำไรสูงได้
- ภาวะตลาดและเศรษฐกิจชะลอตัว: ส่งผลให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ
- การแข่งขันในอุตสาหกรรม: อุตสาหกรรมยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพมีการแข่งขันสูง
- การสิ้นสุดสิทธิประโยชน์ทางภาษี: ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น
- ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน: แม้จะระบุเพียงเล็กน้อย แต่การดำเนินธุรกิจในตลาดต่างประเทศอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- การบริหารจัดการอัตรากำไรขั้นต้น (GPM): ความสามารถในการรักษาระดับ GPM ของธุรกิจหลัก และการบริหารต้นทุนของธุรกิจ DBU และ OEM
- การเติบโตของรายได้จากธุรกิจ Own Brand: การเพิ่มสัดส่วนรายได้จากผลิตภัณฑ์ที่บริษัทฯ พัฒนาเอง ซึ่งมีกำไรสูงกว่า
- การขยายธุรกิจใหม่: ความคืบหน้าของธุรกิจผลิตภัณฑ์สำหรับแม่ เด็ก และครอบครัว (Lamoon) และการพัฒนานวัตกรรมร่วมกับ Premier Innova
- ค่าใช้จ่ายการขายและการตลาด: การใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการเติบโตของยอดขาย และผลตอบแทนจากการลงทุน
- แนวโน้มอัตราภาษีเงินได้: ผลกระทบจากการสิ้นสุดสิทธิประโยชน์ทางภาษี
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุปโภคบริโภค)
Sourcing & Volume: เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูล SSS (Same-Store Sales) หรือ Volume การขายโดยตรง แต่มีการกล่าวถึงการเติบโตของรายได้จากการจัดจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์ของบุคคลภายนอกรายใหญ่รายใหม่ ซึ่งบ่งชี้ถึงการเพิ่มขึ้นของปริมาณการขายในส่วนนี้
Market Share: ไม่มีการระบุข้อมูล Market Share โดยตรง แต่มีการกล่าวถึงรางวัล No.1 Brand Thailand ของ Propoliz ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากและลำคอ
ราคาขาย: ไม่มีการกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงราคาขายโดยตรง แต่การเติบโตของรายได้จาก DBU และ OEM อาจสะท้อนถึงการขยายฐานลูกค้าหรือปริมาณการขาย
ต้นทุนวัตถุดิบ: ไม่มีการระบุข้อมูลต้นทุนวัตถุดิบโดยตรง แต่มีการกล่าวถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงานและการบริหารต้นทุนที่ดีในภาพรวม
ค่าใช้จ่ายการตลาด: มีการกล่าวถึงการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจกรรมด้านการขายและการตลาดอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอมากขึ้นในปี 2569 เพื่อสนับสนุนการเติบโตของยอดขาย
ช่องทาง Modern Trade/Online: มีการกล่าวถึงการเพิ่มสินค้าสำหรับจำหน่ายในช่องทางธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่และร้านค้าปลีกเฉพาะอย่าง เพื่อเพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภค และการมุ่งเน้นการขยายช่องทาง E-commerce มากขึ้นในปี 2569
สินค้าใหม่: มีการกล่าวถึงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 กลุ่มบริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 3,870.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.3% จากสิ้นปี 2568 โดยมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 502.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 103.1 ล้านบาท จากกระแสเงินสดรับกิจกรรมดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น
หนี้สินรวมอยู่ที่ 1,669.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.1% จากสิ้นปี 2568 โดยเงินกู้ยืมระยะสั้นลดลง 5.0 ล้านบาท
ส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 2,201.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.0% จากสิ้นปี 2568 จากกำไรสุทธิสะสม
อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) อยู่ที่ 0.76 เท่า ลดลงจาก 0.79 เท่า ณ สิ้นปี 2568 แสดงถึงการบริหารจัดการหนี้สินที่ดี
อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน (Current Ratio) อยู่ที่ 1.56 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 1.55 เท่า ณ สิ้นปี 2568
สรุปท้าย
TMAN ในไตรมาส 2 ปี 2569 เผชิญกับความท้าทายในการบริหารจัดการอัตรากำไร แม้รายได้จะเติบโตได้ดีจากการขยายธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าบุคคลภายนอก (DBU) และ OEM แต่กำไรสุทธิกลับลดลงเนื่องจาก GPM ที่ต่ำลงของธุรกิจเหล่านี้ ประกอบกับค่าใช้จ่ายการขายและการตลาดที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงมีโอกาสในการเติบโตจากการขยายธุรกิจใหม่ๆ และการพัฒนานวัตกรรม โดยต้องจับตาความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนและอัตรากำไรในระยะต่อไป เพื่อให้การเติบโตของรายได้สามารถแปลงเป็นกำไรที่แข็งแกร่งได้อย่างยั่งยืน