เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
THE พลิกกำไร Q2/2569 พุ่ง 94.38 ล้านบาท รับแรงหนุนกำไรขั้นต้นพุ่ง 196%
ข่าวสาร

THE พลิกกำไร Q2/2569 พุ่ง 94.38 ล้านบาท รับแรงหนุนกำไรขั้นต้นพุ่ง 196%

THE P/E 291.66 YIELD 0.00
50 นาที 01:03 น. 0 ความเห็น

รายได้หด 34% แต่กำไรโตแรง เหตุราคาเหล็กพุ่งดัน GPM พุ่งสูง ขณะที่ต้นทุนการเงินลดลง

บริษัท เดอะ สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ THE รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 94.38 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 6.20 ล้านบาท แม้รายได้จากการขายจะลดลงถึง 34.24% สาเหตุหลักมาจากราคาเหล็กที่ปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนค่าขนส่งและค่าเงิน ส่งผลให้กำไรขั้นต้นพุ่งสูงขึ้นกว่า 196% ขณะที่บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ THE พลิกจากขาดทุนเป็นกำไรในไตรมาส 2/2569 คือ การปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของกำไรขั้นต้น (Gross Profit) ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 196.08% หรือ 108.82 ล้านบาท แม้ว่ารายได้จากการขายจะลดลงถึง 34.24% หรือ 698.56 ล้านบาทก็ตาม ปัจจัยนี้เป็นผลโดยตรงจากการที่ราคาเหล็กปรับตัวสูงขึ้นตามภาวะต้นทุนค่าขนส่งและค่าเงิน

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

ราคาเหล็กที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อ THE ในสองทางหลัก ทางแรกคือ การเพิ่มขึ้นของราคาขายเฉลี่ย (ASP) ซึ่งแม้จะทำให้คู่ค้าบางส่วนชะลอคำสั่งซื้อ แต่ก็ส่งผลให้ต้นทุนขายต่อหน่วยลดลงเมื่อเทียบกับราคาขายที่สูงขึ้น ทำให้ อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก จาก 55.50 ล้านบาทในไตรมาส 2/2568 มาอยู่ที่ 164.32 ล้านบาทในไตรมาส 2/2569 ประการที่สองคือ การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ต้นทุนทางการเงินลดลงกว่า 51% จาก 17.05 ล้านบาท เป็น 8.20 ล้านบาท ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายรวมของบริษัทฯ นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายขายและบริหารยังปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยเพียง 7 ล้านบาท

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม แม้ว่าราคาเหล็กที่ปรับตัวสูงขึ้นจะเป็นปัจจัยบวกที่ทำให้ GPM เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาสนี้ แต่ฝ่ายจัดการระบุว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่คู่ค้าบางส่วนชะลอคำสั่งซื้อเพื่อรอดูแนวโน้มราคา ซึ่งบ่งชี้ว่าปัจจัยด้านราคาอาจมีความผันผวนและไม่แน่นอนในระยะยาว การที่บริษัทฯ ไม่มีการขายเหล็กวัตถุดิบ (SLAB) ออกในไตรมาสนี้ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้รายได้ลดลง ซึ่งต้องติดตามว่าบริษัทฯ จะกลับมามีคำสั่งซื้อเหล็กวัตถุดิบอีกครั้งหรือไม่ และแนวโน้มราคาเหล็กในอนาคตจะเป็นอย่างไร

Highlight สำคัญ

  • กำไรสุทธิพุ่ง 88.18 ล้านบาท: THE พลิกมีกำไรสุทธิ 94.38 ล้านบาทใน Q2/2569 จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 6.20 ล้านบาท
  • รายได้จากการขายลดลง 34.24%: อยู่ที่ 1,341.91 ล้านบาท เทียบกับ 2,040.47 ล้านบาทใน Q2/2568 โดยส่วนหนึ่งมาจากการไม่ขายเหล็กวัตถุดิบ (SLAB)
  • กำไรขั้นต้น (GPM) เพิ่มขึ้น 196.08%: อยู่ที่ 164.32 ล้านบาท จาก 55.50 ล้านบาทใน Q2/2568 จากราคาเหล็กที่ปรับตัวสูงขึ้น
  • ต้นทุนทางการเงินลดลง 51%: อยู่ที่ 8.20 ล้านบาท จาก 17.05 ล้านบาทใน Q2/2568 จากการบริหารสินค้าคงคลังและวงจรเงินสดที่ดีขึ้น
  • หนี้สินรวมลดลง 417.78 ล้านบาท: มาอยู่ที่ 1,076.07 ล้านบาท จาก 1,493.84 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 โดยหลักมาจากเงินกู้ยืมระยะสั้นที่ลดลง
  • อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) ลดลง: จาก 0.8 เท่า เป็น 0.533 เท่า

ภาพรวมผลประกอบการ

ในไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัท เดอะ สตีล จำกัด (มหาชน) มีรายได้จากการขายรวม 1,341.91 ล้านบาท ลดลง 34.24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 2,040.47 ล้านบาท การลดลงของรายได้ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่บริษัทฯ ไม่ได้มีการขายเหล็กวัตถุดิบ (SLAB) ออก และอีกส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่ราคาเหล็กปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนค่าขนส่งและค่าเงิน ทำให้คู่ค้าบางส่วนชะลอคำสั่งซื้อ อย่างไรก็ตาม การปรับตัวสูงขึ้นของราคาเหล็กได้ส่งผลดีต่ออัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 196.08% มาอยู่ที่ 164.32 ล้านบาท จาก 55.50 ล้านบาทในปีก่อน ค่าใช้จ่ายขายและบริหารเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 7 ล้านบาท ขณะที่ต้นทุนทางการเงินลดลงกว่า 51% จากการบริหารจัดการที่ดีขึ้น ส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่ 94.38 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 6.20 ล้านบาทในปีก่อน

โอกาส

  • การบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ: การบริหารจัดการสินค้าคงคลังและวงจรเงินสดที่ดีขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อผลกำไร
  • แนวโน้มราคาเหล็ก: หากราคาเหล็กยังคงอยู่ในระดับสูงหรือปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยหนุนอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทฯ

ความเสี่ยง

  • ความผันผวนของราคาเหล็ก: ราคาเหล็กที่ปรับตัวสูงขึ้นอาจเป็นปัจจัยชั่วคราว และหากราคาเหล็กปรับตัวลดลง อาจส่งผลกระทบต่อ GPM และความสามารถในการทำกำไร
  • การชะลอคำสั่งซื้อของลูกค้า: การที่คู่ค้าบางส่วนชะลอคำสั่งซื้อเพื่อรอดูแนวโน้มราคา อาจส่งผลกระทบต่อปริมาณการขายในอนาคต
  • การไม่ขายเหล็กวัตถุดิบ (SLAB): การที่บริษัทฯ ไม่มีการขายเหล็กวัตถุดิบออกในไตรมาสนี้ ส่งผลให้รายได้รวมลดลง ต้องติดตามว่าจะมีคำสั่งซื้อกลับมาหรือไม่

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • แนวโน้มราคาเหล็กในตลาดโลก: ติดตามปัจจัยขับเคลื่อนราคา เช่น ต้นทุนค่าขนส่ง ค่าเงิน และอุปสงค์-อุปทาน
  • ปริมาณคำสั่งซื้อเหล็กวัตถุดิบ (SLAB): การกลับมามีคำสั่งซื้อ SLAB จะส่งผลต่อรายได้รวมของบริษัทฯ
  • การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน: ความสามารถในการรักษาระดับต้นทุนทางการเงินให้ต่ำอย่างต่อเนื่อง
  • การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง: การรักษาสมดุลระหว่างการมีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการ และการป้องกันสต็อกจมทุน

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)

  • Utilization Rate: เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูล Utilization Rate โดยตรง แต่การที่รายได้ลดลงจากการชะลอคำสั่งซื้อของลูกค้า อาจบ่งชี้ถึงการใช้กำลังการผลิตที่ลดลง
  • Order Book: เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูล Order Book โดยตรง แต่การชะลอคำสั่งซื้อของลูกค้าอาจส่งผลต่อปริมาณ Order Book ในอนาคต
  • ราคาวัตถุดิบ: ราคาเหล็กปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนค่าขนส่งและค่าเงิน เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อ GPM
  • GPM: ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 196.08% จาก 55.50 ล้านบาท เป็น 164.32 ล้านบาท
  • การส่งออก: เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูลการส่งออกโดยตรง
  • ค่าเงิน: ค่าเงินที่ผันผวนเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อราคาเหล็ก
  • สินค้าคงคลัง: บริษัทฯ บริหารรอบการหมุนสินค้าคงคลังให้เร็วขึ้น ส่งผลให้สินค้าคงคลังลดลง และหนี้สินระยะสั้นลดลง

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 สินทรัพย์รวมของกลุ่มบริษัทฯ อยู่ที่ 3,094.48 ล้านบาท ลดลง 266.03 ล้านบาทจากสิ้นปี 2568 โดยหลักมาจากการลดลงของสินค้าคงคลัง หนี้สินรวมลดลง 417.78 ล้านบาท มาอยู่ที่ 1,076.07 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการลดลงของเงินกู้ยืมระยะสั้น ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) ลดลงจาก 0.8 เท่า เป็น 0.533 เท่า สะท้อนถึงฐานะการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น เอกสารไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับกระแสเงินสดโดยตรง

สรุปท้าย

THE พลิกเกมในไตรมาส 2/2569 ด้วยการบริหารจัดการที่ยอดเยี่ยม ทำให้กำไรสุทธิพุ่งสูงถึง 94.38 ล้านบาท แม้รายได้จะหดตัว สาเหตุหลักมาจากราคาเหล็กที่ปรับตัวสูงขึ้นช่วยดันกำไรขั้นต้นให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 196% ประกอบกับการบริหารต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มราคาเหล็กและความผันผวนของคำสั่งซื้อจากลูกค้า ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญต่อผลประกอบการในระยะต่อไป ขณะที่ฐานะการเงินของบริษัทฯ แข็งแกร่งขึ้นจากการลดลงของหนี้สิน

ยังไม่มีความคิดเห็น