TTA พลิกขาดทุนสุทธิ Q2/69 รับผลบวกค่าระวางเรือพุ่ง-หักล้างผลขาดทุนดิจิทัล
รายได้-กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติฟื้นตัวแรง หนุนโดยธุรกิจขนส่งทางเรือที่แข็งแกร่ง ขณะที่ธุรกิจบริการนอกชายฝั่งยังคงเผชิญแรงกดดัน
บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTA รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ 367.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่าภาพรวมรายได้รวมจะลดลง 23% YoY อยู่ที่ 5,598.3 ล้านบาท โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากธุรกิจขนส่งทางเรือที่ได้รับอานิสงส์จากอัตราค่าระวางเรือที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิรวม 194.8 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากรายการพิเศษจากการด้อยค่าสินทรัพย์ดิจิทัล
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ TTA ในไตรมาส 2/2569 คือ การฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของกลุ่มธุรกิจขนส่งทางเรือ ซึ่งสามารถพลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 512.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52% YoY และ 28% QoQ ประกอบกับ การปรับตัวดีขึ้นของอัตรากำไรขั้นต้นโดยรวม ของบริษัทฯ ที่เพิ่มขึ้นเป็น 23% จาก 16% ในปีก่อนหน้า ปัจจัยเหล่านี้ได้ช่วยชดเชยผลกระทบจาก รายการขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ดิจิทัลจำนวน 561.9 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายการพิเศษที่ส่งผลให้บริษัทฯ รายงานผลขาดทุนสุทธิรวม อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเฉพาะ กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ บริษัทฯ ยังคงสามารถสร้างผลกำไรได้ถึง 367.2 ล้านบาท
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
กลุ่มธุรกิจขนส่งทางเรือ ได้รับแรงหนุนหลักจาก อัตราค่าระวางเรือเทียบเท่าเฉลี่ย (TCE) ที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเรือซุปราแมกซ์ ซึ่งมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 18,240 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน สูงกว่าอัตราค่าระวางเรือซุปราแมกซ์สุทธิถึง 11% ปัจจัยนี้เกิดจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งของสินค้าโภคภัณฑ์หลัก เช่น แร่เหล็ก ถ่านหิน และเมล็ดธัญพืช ประกอบกับข้อจำกัดด้านอุปทานเรือที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้ประสิทธิภาพในการให้บริการของกองเรือลดลง ส่งผลให้อัตราค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การปรับตัวดีขึ้นของอัตรากำไรขั้นต้นโดยรวม เกิดจากการบริหารจัดการต้นทุนขายและบริการที่ลดลง 29% YoY สอดคล้องกับรายได้ที่ลดลง แต่การเพิ่มขึ้นของอัตรากำไรขั้นต้นของกลุ่มขนส่งทางเรือมีนัยสำคัญมากกว่า ทำให้ภาพรวมอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทฯ ปรับตัวดีขึ้น
รายการขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ดิจิทัล เกิดจากการปรับมูลค่าตามราคาตลาด (mark-to-market) ตามข้อกำหนดที่ต้องประเมินมูลค่าสินทรัพย์ดิจิทัลแบบแยกรายรายการ โดยรับรู้ผลขาดทุนสำหรับสินทรัพย์ที่มีราคาทุนสูงกว่าราคาตลาด ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
มีโอกาสต่อเนื่องในกลุ่มธุรกิจขนส่งทางเรือ โดยฝ่ายจัดการคาดการณ์ว่าแนวโน้มอุตสาหกรรมขนส่งสินค้าแห้งเทกองยังคงแข็งแกร่ง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตของการค้าสินค้าโภคภัณฑ์หลัก และข้อจำกัดด้านอุปทานเรือที่อาจยังคงอยู่ อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของอัตราค่าระวางเรือยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
กลุ่มธุรกิจบริการนอกชายฝั่ง ยังคงเผชิญแรงกดดันจากรายได้ที่ลดลงในหลายบริการ แม้ว่าจะมีมูลค่าสัญญาให้บริการที่รอส่งมอบ (backlog) ที่แข็งแกร่ง แต่การฟื้นตัวของกลุ่มธุรกิจนี้อาจต้องใช้เวลา
รายการขาดทุนจากสินทรัพย์ดิจิทัล เป็นรายการพิเศษที่ มีลักษณะครั้งคราว และไม่กระทบต่อการดำเนินงานปกติของบริษัทฯ
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติฟื้นตัวแรง: TTA รายงานกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ 367.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ YoY โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากกลุ่มธุรกิจขนส่งทางเรือ
- ธุรกิจขนส่งทางเรือโดดเด่น: อัตราค่าระวางเรือเทียบเท่าเฉลี่ย (TCE) สูงขึ้นอย่างมาก หนุนโดยอุปสงค์สินค้าโภคภัณฑ์และข้อจำกัดด้านอุปทานเรือ
- อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้น: อัตรากำไรขั้นต้นรวมเพิ่มขึ้นเป็น 23% จาก 16% ในปีก่อนหน้า
- ขาดทุนสุทธิจากรายการพิเศษ: บริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิรวม 194.8 ล้านบาท จากการด้อยค่าสินทรัพย์ดิจิทัล 561.9 ล้านบาท
- มูลค่าสัญญาบริการนอกชายฝั่งยังแข็งแกร่ง: กลุ่มธุรกิจบริการนอกชายฝั่งมี backlog ที่รอส่งมอบจำนวน 749.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2/2569 TTA มีรายได้รวม 5,598.3 ล้านบาท ลดลง 23% YoY และ 8% QoQ โดยมีสาเหตุหลักมาจากรายได้ที่ลดลงของกลุ่มธุรกิจบริการนอกชายฝั่งและเคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตร แต่ถูกชดเชยบางส่วนด้วยรายได้ที่สูงขึ้นของกลุ่มธุรกิจขนส่งทางเรือ ต้นทุนขายและให้บริการรวมลดลง 29% YoY สอดคล้องกับรายได้ที่ลดลง อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นเป็น 23% ส่งผลให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 12% YoY และ 12% QoQ เป็น 1,285.5 ล้านบาท EBITDA เพิ่มขึ้น 17% YoY และ 17% QoQ เป็น 804.9 ล้านบาท โดยสรุป TTA รายงานผลขาดทุนสุทธิ 194.8 ล้านบาท ลดลง 316% YoY และ 197% QoQ เนื่องจากผลขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ดิจิทัล แต่มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ 367.2 ล้านบาท
ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 รายได้รวมอยู่ที่ 11,685.7 ล้านบาท ลดลง 20% YoY โดยหลักมาจากรายได้ที่ลดลงของกลุ่มธุรกิจบริการนอกชายฝั่ง กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 13% YoY เป็น 2,432.0 ล้านบาท EBITDA ลดลง 37% YoY เป็น 1,494.5 ล้านบาท และมีผลขาดทุนสุทธิรวม 6.0 ล้านบาท แต่มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ 770.3 ล้านบาท
โอกาส
- อุตสาหกรรมขนส่งทางเรือยังคงแข็งแกร่ง: อุปสงค์สินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงและการจำกัดอุปทานเรือหนุนอัตราค่าระวางเรือให้สูงต่อเนื่อง
- มูลค่าสัญญาบริการนอกชายฝั่ง (Backlog) ที่แข็งแกร่ง: จำนวน 749.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นปัจจัยสนับสนุนรายได้ในอนาคตของกลุ่มธุรกิจบริการนอกชายฝั่ง
- การลงทุนในธุรกิจใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง: TTA มีการลงทุนในธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพเติบโตสูงเพื่อสร้างเสถียรภาพรายได้
ความเสี่ยง
- ความผันผวนของอัตราค่าระวางเรือ: ธุรกิจขนส่งทางเรือเป็นธุรกิจวัฏจักรที่ได้รับผลกระทบจากอุปสงค์และอุปทานเรือ
- ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์: ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจส่งผลกระทบต่อเส้นทางการค้าและต้นทุนการเดินเรือ
- ความผันผวนของราคาน้ำมัน: ส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้บริการและอัตราค่าเช่าเรือในกลุ่มธุรกิจบริการนอกชายฝั่ง
- ความเสี่ยงจากการลงทุนในธุรกิจใหม่: การลงทุนในธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเดิมอาจไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มอัตราค่าระวางเรือ: ติดตามการเปลี่ยนแปลงของดัชนี BDI และ BSI รวมถึงอัตราค่าระวางเรือซุปราแมกซ์
- การบริหารจัดการต้นทุนในกลุ่มธุรกิจบริการนอกชายฝั่ง: แม้จะมี backlog ที่แข็งแกร่ง แต่การบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญ
- ผลกระทบจากรายการพิเศษ: การรับรู้ผลขาดทุนจากสินทรัพย์ดิจิทัลในไตรมาสนี้ส่งผลต่อผลขาดทุนสุทธิรวม
- การดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตร: แม้จะมีสัดส่วนรายได้ไม่มากนัก แต่การฟื้นตัวของอุปสงค์ในตลาดเวียดนามจะเป็นปัจจัยสำคัญ
- ความคืบหน้าของโครงการใหม่ๆ: โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจบริการนอกชายฝั่ง ที่จะเข้ามาเสริมรายได้ในอนาคต
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
กลุ่มธุรกิจขนส่งทางเรือ: เป็นหัวใจหลักของผลประกอบการในไตรมาสนี้ โดยรายได้ค่าระวางเพิ่มขึ้น 23% YoY เป็น 2,061.8 ล้านบาท จากอัตราค่าระวางเรือเทียบเท่า (TCE) ที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเรือซุปราแมกซ์ มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 17,369 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน เพิ่มขึ้น 72% YoY และ 38% QoQ อัตราการใช้ประโยชน์เรือเต็ม 100% และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) ยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม ส่งผลให้กำไรขั้นต้นต่อวันเพิ่มขึ้นเป็น 67% และกำไรสุทธิส่วนของ TTA เพิ่มขึ้น 52% YoY เป็น 512.6 ล้านบาท
กลุ่มธุรกิจบริการนอกชายฝั่ง: รายได้รวมลดลง 46% YoY เป็น 2,014.7 ล้านบาท แม้ว่ารายได้จากงานวิศวกรรมใต้ทะเลจะเพิ่มขึ้น แต่รายได้จากงานรื้อถอน งานขนส่งและติดตั้ง และงานวางสายเคเบิลใต้ทะเลลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจนี้รายงานผลขาดทุนสุทธิ 139.4 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม มูลค่าสัญญาให้บริการที่รอส่งมอบยังคงแข็งแกร่งที่ 749.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
กลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตร: รายได้รวมลดลง 29% YoY เป็น 760.7 ล้านบาท จากปริมาณการขายปุ๋ยที่ลดลง โดยเฉพาะในตลาดเวียดนาม แม้ว่าปริมาณส่งออกปุ๋ยจะเพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถชดเชยผลกระทบได้ทั้งหมด อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจากราคาขายที่ยังไม่สามารถชดเชยต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นได้ทั้งหมด ส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนของ TTA อยู่ที่ 0.9 ล้านบาท
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 TTA มีสินทรัพย์รวม 51,219.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2568 โดยมีสาเหตุหลักจากการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ทางการเงินไม่หมุนเวียน หนี้สินรวมเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 18,203.7 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นรวมเพิ่มขึ้นเป็น 33,015.3 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.55 เท่า และอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนอยู่ที่ 0.34 เท่า โครงสร้างเงินทุนยังคงแข็งแกร่ง TTA มีกระแสเงินสดรับสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน 1,447.1 ล้านบาท และมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 7,728.9 ล้านบาท
สรุปท้าย
TTA ในไตรมาส 2/2569 แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจขนส่งทางเรือที่สามารถทำกำไรได้อย่างโดดเด่น ท่ามกลางสภาวะตลาดที่เอื้ออำนวย แม้ว่าผลขาดทุนสุทธิรวมจะถูกกดดันจากรายการพิเศษจากการด้อยค่าสินทรัพย์ดิจิทัล แต่กำไรจากการดำเนินงานปกติที่ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงศักยภาพในการบริหารจัดการต้นทุนและโอกาสในการเติบโตของธุรกิจหลัก อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาความผันผวนของอัตราค่าระวางเรือและปัจจัยภายนอก เช่น ภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมัน ที่อาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในอนาคต โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจบริการนอกชายฝั่งที่ยังคงเผชิญความท้าทาย