SFLEX กำไร Q2/2569 พุ่ง 48.9% รับอานิสงส์ยอดขายโต-บริหารต้นทุนดี
รายได้-กำไรโตเด่น รับอานิสงส์การปรับ Product Mix และการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ
บริษัท สตาร์เฟล็กซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SFLEX รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 79.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 48.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากรายได้จากการขายที่เติบโต 9.9% รวมถึงการบริหารต้นทุนขายที่ทำได้ดีขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ฝ่ายจัดการเน้นย้ำถึงการปรับกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์และการบริหารจัดการภายในที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไร
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: สินค้าอุตสาหกรรม
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ SFLEX ในไตรมาส 2 ปี 2569 คือ การเติบโตของรายได้จากการขายที่แข็งแกร่งถึง 9.9% YoY ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับเปลี่ยน Product Mix ที่เน้นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น และ การบริหารจัดการต้นทุนขายที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GP%) ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 23.7% ใน Q2/2568 เป็น 27.6% ใน Q2/2569 และกำไรสุทธิ (NP) เติบโตถึง 48.9% YoY
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
- การเติบโตของรายได้: มาจากการที่ความต้องการบรรจุภัณฑ์ชนิดซองพร้อมหัวจ่าย (Pouch with Spout) เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุปโภคที่ต้องการความสะดวกในการใช้งานและคุณสมบัติเฉพาะตัว บริษัทได้ลงทุนในเครื่องจักรที่เกี่ยวข้องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้มีความสามารถในการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ซับซ้อนและสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงขึ้น นอกจากนี้ แม้จะมีความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ความต้องการของลูกค้ายังคงสูง และบริษัทได้มีการปรับราคาขายตามต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่สูงขึ้น
- การบริหารต้นทุนขาย: ฝ่ายจัดการได้ดำเนินมาตรการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพหลายด้าน ได้แก่:
- การบริหารจัดการพลังงาน: การติดตั้ง Solar Rooftop ช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้า
- การบริหารการจัดหาวัตถุดิบ: การเพิ่มจำนวน Supplier เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองราคา และการลงทุนในธุรกิจต้นน้ำ (Blow film) เพื่อผลิตฟิล์มซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักเอง ช่วยลดต้นทุนการนำเข้าหรือซื้อจากภายนอก
- การปรับเปลี่ยนทดแทนเครื่องจักร: การลงทุนในเครื่องจักรใหม่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดของเสีย และลดการใช้แรงงานคน
- สิทธิประโยชน์ทางภาษี: การได้รับสิทธิประโยชน์จาก BOI
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
มีโอกาสต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการที่ความต้องการบรรจุภัณฑ์ชนิดซองพร้อมหัวจ่ายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทได้เตรียมความพร้อมด้านการผลิตรองรับไว้แล้ว นอกจากนี้ มาตรการบริหารต้นทุนต่างๆ ที่ดำเนินการไปแล้ว เช่น การใช้พลังงานทดแทน การบริหารจัดการ Supplier และการลงทุนในธุรกิจต้นน้ำ คาดว่าจะช่วยรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับที่ดีได้ อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของราคาวัตถุดิบและค่าขนส่งยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิ Q2/2569 เติบโต 48.9% YoY แตะ 79.2 ล้านบาท จาก 53.2 ล้านบาทในปีก่อน
- รายได้จากการขาย Q2/2569 เพิ่มขึ้น 9.9% YoY แตะ 514.4 ล้านบาท จาก 467.9 ล้านบาท
- อัตรากำไรขั้นต้น (GP%) ขยายตัวโดดเด่น จาก 23.7% ใน Q2/2568 เป็น 27.6% ใน Q2/2569
- การปรับ Product Mix เน้นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง เช่น บรรจุภัณฑ์ชนิดซองพร้อมหัวจ่าย (Pouch with Spout)
- มาตรการบริหารต้นทุนมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านพลังงาน วัตถุดิบ และการปรับปรุงเครื่องจักร
- สินค้าคงคลังเพิ่มขึ้น 165.9 ล้านบาท เป็น 473.0 ล้านบาท เพื่อป้องกันความผันผวนของราคาและปริมาณวัตถุดิบ
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัท สตาร์เฟล็กซ์ จำกัด (มหาชน) (SFLEX) มีรายได้จากการขายรวม 514.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และเพิ่มขึ้น 4.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ต้นทุนขายอยู่ที่ 372.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.2% YoY ส่งผลให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นถึง 28.5% YoY เป็น 142.2 ล้านบาท และทำให้อัตรากำไรขั้นต้น (GP%) ปรับตัวสูงขึ้นจาก 23.7% เป็น 27.6% ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลง 6.5% YoY อยู่ที่ 57.8 ล้านบาท ทำให้กำไรก่อนหักภาษีและค่าเสื่อมราคา (EBITDA) เพิ่มขึ้น 53.5% YoY เป็น 108.7 ล้านบาท และส่งผลให้กำไรสุทธิสำหรับงวดเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด 48.9% YoY เป็น 79.2 ล้านบาท โดยมีอัตรากำไรสุทธิ (NP%) เพิ่มขึ้นจาก 11.3% เป็น 15.2%
สำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 รายได้จากการขายรวมอยู่ที่ 1,005.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.7% YoY กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 268.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.3% YoY และกำไรสุทธิอยู่ที่ 140.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.9% YoY
โอกาส
- การเติบโตของตลาดบรรจุภัณฑ์ชนิดซองพร้อมหัวจ่าย: ความต้องการที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มสินค้าอุปโภคที่ต้องการความสะดวกและคุณสมบัติเฉพาะตัว เป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มยอดขายและมูลค่าเพิ่ม
- การลงทุนในเทคโนโลยีและเครื่องจักร: การลงทุนที่ผ่านมาช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ซับซ้อนและมีมูลค่าสูง
- การบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ: มาตรการต่างๆ ที่ดำเนินการช่วยลดต้นทุนและเพิ่มอัตรากำไรอย่างต่อเนื่อง
- การมุ่งเน้นความยั่งยืน: การเข้าร่วมเวทีสัมมนาด้านความยั่งยืน สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นแนวโน้มสำคัญของอุตสาหกรรมในอนาคต
ความเสี่ยง
- ความผันผวนของราคาวัตถุดิบและค่าขนส่ง: แม้จะมีการบริหารจัดการที่ดี แต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุน
- การแข่งขันในอุตสาหกรรม: อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์มีการแข่งขันสูง อาจส่งผลต่อการตั้งราคาขาย
- การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค: การปรับตัวต่อเทคโนโลยีใหม่ๆ และความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
- ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน: การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนอาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทย่อยในต่างประเทศ (Starprint Vietnam JSC.)
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มความต้องการบรรจุภัณฑ์ชนิดซองพร้อมหัวจ่าย: การเติบโตของผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อรายได้ในอนาคต
- ประสิทธิภาพของมาตรการบริหารต้นทุน: การรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
- การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง: ระดับสินค้าคงคลังที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินและสภาพคล่อง
- ผลประกอบการของบริษัทย่อยในเวียดนาม: การฟื้นตัวและสร้างผลกำไรของ Starprint Vietnam JSC.
- ความคืบหน้าในการลงทุนในธุรกิจต้นน้ำ (Blow film): การเพิ่มกำลังการผลิตและลดต้นทุนวัตถุดิบ
- การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: การตอบสนองต่อแนวโน้มความยั่งยืนของอุตสาหกรรม
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
- Utilization: เอกสารไม่ได้ระบุตัวเลข Utilization Rate โดยตรง แต่การที่บริษัทสามารถตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์ Pouch with Spout และมีการลงทุนในเครื่องจักรใหม่ ชี้ให้เห็นถึงการบริหารจัดการกำลังการผลิตที่ค่อนข้างดี
- Order Book: ไม่ได้มีการระบุข้อมูล Order Book โดยตรง แต่การที่รายได้จากการขายเพิ่มขึ้นจากการที่ความต้องการของลูกค้ายังมีสูง และบริษัทมีการปรับราคาขายตามต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่ง แสดงให้เห็นถึงการมีคำสั่งซื้อที่ต่อเนื่อง
- ราคาวัตถุดิบ: มีการกล่าวถึงราคาวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่บริษัทได้มีการบริหารจัดการโดยการเพิ่ม Supplier และการผลิตฟิล์มเอง
- GPM: ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 23.7% เป็น 27.6% YoY ซึ่งเป็นผลจากการปรับ Product Mix และการบริหารต้นทุน
- ส่งออก: มีการกล่าวถึง Starprint Vietnam JSC. ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในเวียดนาม แต่ผลประกอบการส่วนนี้มีผลขาดทุน
- ค่าเงิน: มีการกล่าวถึงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างสกุลเงินบาทและสกุลเงินเวียดนามที่ส่งผลต่อส่วนแบ่งกำไร/ขาดทุนจากบริษัทร่วม
- สินค้าคงคลัง: เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 165.9 ล้านบาท เป็น 473.0 ล้านบาท เพื่อป้องกันความผันผวนของราคาและปริมาณวัตถุดิบ
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 สินทรัพย์รวมของ SFLEX อยู่ที่ 2,445.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.9% จากสิ้นปี 2568 โดยมีปัจจัยหลักจากการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงคลัง (165.9 ล้านบาท) และที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (18.9 ล้านบาท) หนี้สินรวมอยู่ที่ 1,228.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.0% จากสิ้นปี 2568 โดยส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อระยะสั้นเพื่อหมุนเวียนในกิจการ (146.0 ล้านบาท) และเจ้าหนี้การค้า (34.6 ล้านบาท) อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) อยู่ที่ 1.01 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 0.93 เท่า ณ สิ้นปี 2568
ในส่วนของกระแสเงินสด กิจกรรมดำเนินงานมีเงินสดสุทธิได้มา 27.8 ล้านบาท ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 162.3 ล้านบาทในปีก่อน ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการเพิ่มขึ้นของการซื้อวัตถุดิบเพื่อสำรองสต็อก กิจกรรมลงทุนมีการใช้เงินสดสุทธิ 48.7 ล้านบาท เพื่อซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ ส่วนกิจกรรมจัดหาเงินมีเงินสดสุทธิได้มา 8.4 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อระยะสั้น ส่งผลให้เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดสุทธิลดลง 12.0 ล้านบาท
สรุปท้าย
SFLEX โชว์ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 เติบโตโดดเด่นทั้งรายได้และกำไรสุทธิ โดยมีหัวใจสำคัญมาจากการปรับ Product Mix ไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เช่น บรรจุภัณฑ์ชนิดซองพร้อมหัวจ่าย และการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยดันอัตรากำไรขั้นต้นให้ขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบและค่าขนส่ง แต่มาตรการบริหารจัดการภายในของบริษัทฯ รวมถึงการลงทุนในธุรกิจต้นน้ำและเทคโนโลยีใหม่ๆ คาดว่าจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของกำไรได้อย่างต่อเนื่องในระยะต่อไป อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการสินค้าคงคลังที่เพิ่มขึ้นและการฟื้นตัวของบริษัทย่อยในเวียดนามยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด