เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
KBS Q2/2569 กำไรสุทธิหด 70.6% รับแรงกดดันราคาอ้อย-น้ำตาลโลก
ข่าวสาร

KBS Q2/2569 กำไรสุทธิหด 70.6% รับแรงกดดันราคาอ้อย-น้ำตาลโลก

KBS P/E 7.30 YIELD 8.20
78 นาที 17:36 น. 0 ความเห็น

รายได้รวมทรงตัว แต่ GPM วูบ 8% กดดันผลงาน ขณะฝ่ายจัดการชี้ปัจจัยราคาวัตถุดิบและต้นทุนการขาย

บริษัท น้ำตาลครบุรี จำกัด (มหาชน) หรือ KBS รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 91.9 ล้านบาท ลดลง 70.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้รวมจะทรงตัวอยู่ที่ 2,608.4 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตา

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจหลักที่ทำให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) และกำไรสุทธิของ KBS ในไตรมาส 2 ปี 2569 ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คือ การลดลงของราคาขายน้ำตาลเฉลี่ยที่ปรับตัวลงอย่างมาก ส่งผลให้ GPM หดตัวลงถึง 8.0% จาก 25.5% ในปีก่อน เหลือ 17.5% ในไตรมาสนี้ และกระทบต่อกำไรสุทธิที่ลดลงถึง 70.6%

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

ฝ่ายจัดการระบุว่า ราคาขายน้ำตาลเฉลี่ยที่ลดลงเป็นผลมาจากกลไกตลาดโลก แม้ปริมาณการขายจะทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ราคาที่ต่ำลงทำให้รายได้จากการขายลดลง ขณะที่ต้นทุนการขายและบริการเพิ่มขึ้นตามปริมาณการขาย นอกจากนี้ ราคาอ้อยในปีการผลิต 2568/2569 ที่ลดลงจากการชำระหนี้ของชาวไร่ ทำให้บริษัทต้องตั้งสำรองเผื่อผลขาดทุนเครดิตที่คาดว่าจะเกิด ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลประกอบการ

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

ลักษณะครั้งคราว จากข้อมูลที่ระบุในเอกสาร การลดลงของราคาขายน้ำตาลเฉลี่ยเป็นผลมาจากสภาวะตลาดโลกในปัจจุบัน ซึ่งอาจมีความผันผวน อย่างไรก็ตาม การตั้งสำรองเผื่อผลขาดทุนเครดิตที่คาดว่าจะเกิดจากชาวไร่อ้อยนั้น เป็นรายการที่อาจเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การชำระหนี้ของชาวไร่ในอนาคต

Highlight สำคัญ

  • กำไรสุทธิลดลง 70.6% YoY: อยู่ที่ 91.9 ล้านบาท จาก 313.1 ล้านบาทในปีก่อน
  • รายได้รวมทรงตัว: อยู่ที่ 2,608.4 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 1.6% YoY
  • อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) หดตัว 8.0%: จาก 25.5% เหลือ 17.5%
  • ต้นทุนการขายและบริการเพิ่มขึ้น: ตามปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น
  • ตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ: จากราคาอ้อยที่ลดลง ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการ

ภาพรวมผลประกอบการ

สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 615.9 ล้านบาท ลดลง 35.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้รวม 6,426.6 ล้านบาท ลดลง 0.7% สาเหตุหลักมาจากราคาขายน้ำตาลที่ลดลง และต้นทุนการขายและบริการที่เพิ่มขึ้น

โอกาส

  • ปริมาณการขายน้ำตาลเพิ่มขึ้น: โดยเฉพาะน้ำตาลทรายขาวที่เพิ่มขึ้น 32.6% และการขายกากน้ำตาลที่เพิ่มขึ้น
  • การบริหารจัดการต้นทุน: บริษัทมีการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและจัดจำหน่ายให้ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน
  • การรับซื้ออ้อย: ปริมาณอ้อยเข้าหีบเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปริมาณการผลิตและผลิตภัณฑ์แปรรูปเพิ่มขึ้น

ความเสี่ยง

  • ความผันผวนของราคาน้ำตาลในตลาดโลก: เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อรายได้และอัตรากำไร
  • การตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ: จากราคาอ้อยที่ลดลง อาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในอนาคต
  • ต้นทุนการขายและบริการที่เพิ่มขึ้น: ตามปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • แนวโน้มราคาขายน้ำตาลในตลาดโลก
  • การบริหารจัดการต้นทุนการขายและบริการ
  • สถานการณ์การชำระหนี้ของชาวไร่อ้อย และผลกระทบต่อการตั้งสำรอง
  • ปริมาณการผลิตและการขายน้ำตาลในฤดูกาลถัดไป

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร)

ราคาวัตถุดิบ/สินค้า: ราคาขายน้ำตาลเฉลี่ยปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เป็นปัจจัยลบหลักที่ส่งผลต่อ GPM และกำไรสุทธิ

Volume: ปริมาณการขายน้ำตาลทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นจากการรับซื้ออ้อยที่มากขึ้น

GPM: หดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ 8.0% เนื่องจากราคาขายที่ลดลงสวนทางกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

ช่องทางขาย/ส่งออก: เอกสารไม่ได้ระบุรายละเอียดช่องทางขายหรือการส่งออกโดยตรง แต่การลดลงของราคาขายน้ำตาลบ่งชี้ถึงผลกระทบจากตลาดโลก

สต็อก: ไม่ได้ระบุข้อมูลสต็อก

อัตราแลกเปลี่ยน/ส่งออก: ไม่ได้ระบุข้อมูลอัตราแลกเปลี่ยนโดยตรง แต่ราคาขายน้ำตาลโลกมีผลต่อรายได้จากการส่งออก

ฤดูกาลผลิต: ปริมาณอ้อยเข้าหีบเพิ่มขึ้นในฤดูกาลผลิต 2568/2569 ซึ่งส่งผลดีต่อปริมาณการผลิต

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2569 บริษัทมีต้นทุนทางการเงินรวม 127.7 ล้านบาท ลดลง 56.2 ล้านบาท จากปีก่อน เนื่องจากมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

สรุปท้าย

KBS ในไตรมาส 2 ปี 2569 เผชิญกับแรงกดดันจากราคาขายน้ำตาลที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิ แม้ปริมาณการขายจะทรงตัวและมีสัญญาณบวกจากการผลิตที่เพิ่มขึ้น แต่ความผันผวนของราคาในตลาดโลกและความเสี่ยงจากการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป

ยังไม่มีความคิดเห็น