PCC กำไรสุทธิ Q2/2569 ลดลง 17% รับรายได้หดตัว แต่คุมต้นทุนได้ดี
รายได้รวมหดตัว 10.5% กดดันกำไรสุทธิ ขณะที่ EBITDA ทรงตัว สะท้อนการบริหารต้นทุนมีประสิทธิภาพ
บริษัท พรีไซซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PCC รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีรายได้รวม 1,973.25 ล้านบาท ลดลง 10.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น 225.37 ล้านบาท ลดลง 17.0% อย่างไรก็ตาม EBITDA อยู่ที่ 381.27 ล้านบาท คิดเป็น 19.3% ของรายได้รวม ซึ่งยังคงอยู่ในระดับทรงตัว สะท้อนความสามารถในการบริหารและควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้รายได้จะปรับตัวลดลง
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ส่งผลให้กำไรสุทธิของ PCC ในไตรมาส 2 ปี 2569 ปรับตัวลดลง 17.0% มาจาก รายได้รวมที่หดตัวลง 10.5% ประกอบกับ อัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลง โดยเฉพาะในส่วนของสินค้าหม้อแปลงไฟฟ้ากำลังและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีมูลค่าสัญญาและอัตรากำไรสูงในปีก่อน ขณะที่ EBITDA ยังคงทรงตัว สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การลดลงของรายได้รวมมีสาเหตุหลักมาจากโครงสร้างรายได้ของแต่ละกลุ่มผลิตภัณฑ์ โดยสายธุรกิจ "ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ในระบบจำหน่ายไฟฟ้า" (Power Distribution & Energy Management System) มีรายได้ลดลง 17.8% เนื่องจากรายได้จากกลุ่มหม้อแปลงไฟฟ้ากำลังลดลงจากการจำหน่ายให้แก่ลูกค้าภาครัฐที่ลดลง แม้ว่ารายได้จากกลุ่มหม้อแปลงเครื่องมือวัดแรงดันและกระแสจะเพิ่มขึ้นก็ตาม นอกจากนี้ สายธุรกิจ "ออกแบบระบบบริหารจัดการทางด้านซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์มและระบบสารสนเทศ" (Digital, AI & Automation Solutions) มีรายได้ลดลงถึง 68.6% เนื่องจากการจำหน่ายสินค้ากลุ่มสวิตช์ตัดตอนและหม้อแปลงเครื่องมือวัดแรงดันและกระแสลดลง
ในส่วนของอัตรากำไรขั้นต้นรวมลดลงจาก 36.9% ในปีก่อนมาอยู่ที่ 32.9% ในงวดปัจจุบัน สาเหตุหลักมาจากในช่วงเดียวกันของปีก่อน กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้จากการจำหน่ายหม้อแปลงไฟฟ้ากำลังและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีมูลค่าสัญญาและอัตรากำไรขั้นต้นในระดับสูงกว่างวดปัจจุบัน ประกอบกับสัดส่วนรายได้จากผลิตภัณฑ์อื่นและงานสถานีไฟฟ้าบางโครงการที่มีอัตรากำไรต่ำกว่างวดก่อนเล็กน้อย ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยโดยรวมลดลง
อย่างไรก็ตาม กลุ่มบริษัทฯ ยังคงรักษาความสามารถในการทำกำไรได้จากการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยค่าใช้จ่ายในการขายและจัดจำหน่ายปรับตัวลดลงเล็กน้อย และค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับรายได้รวม
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
จากข้อมูลในเอกสาร ยังไม่ชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ โดยฝ่ายจัดการระบุว่าการเปลี่ยนแปลงของรายได้มีสาเหตุหลักจากโครงสร้างรายได้ของแต่ละกลุ่มผลิตภัณฑ์ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากปัจจัยด้านปริมาณการขายให้แก่ลูกค้าภาครัฐที่ลดลงในงวดปัจจุบัน และการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าสัญญาและอัตรากำไรขั้นต้นของผลิตภัณฑ์บางประเภท อย่างไรก็ตาม การบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ทำได้ดีในงวดนี้ อาจช่วยบรรเทาผลกระทบหากรายได้ยังคงทรงตัวหรือลดลงในอนาคต แต่ต้องติดตามแนวโน้มคำสั่งซื้อและสภาวะตลาดของกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักต่อไป
Highlight สำคัญ
- รายได้รวม Q2/2569 อยู่ที่ 1,940.35 ล้านบาท ลดลง 11.7% YoY และ รายได้รวม 6 เดือนแรกปี 2569 อยู่ที่ 1,973.25 ล้านบาท ลดลง 10.5% YoY
- กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น Q2/2569 อยู่ที่ 240.77 ล้านบาท ลดลง 12.2% YoY และ กำไรสุทธิ 6 เดือนแรกปี 2569 อยู่ที่ 225.37 ล้านบาท ลดลง 17.0% YoY
- EBITDA Q2/2569 อยู่ที่ 381.27 ล้านบาท ลดลง 16.6% YoY แต่คิดเป็น 19.3% ของรายได้รวม ซึ่งยังคงอยู่ในระดับทรงตัว สะท้อนการบริหารต้นทุนที่ดี
- อัตรากำไรขั้นต้นรวมลดลง จาก 36.9% ในงวด 6 เดือนแรกปี 2568 เป็น 32.9% ในงวด 6 เดือนแรกปี 2569
- ต้นทุนทางการเงินลดลง 46.4% จาก 19.79 ล้านบาท เป็น 10.76 ล้านบาท จากการบริหารสภาพคล่องและโครงสร้างเงินทุนที่มีประสิทธิภาพ
ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับงวดหกเดือนแรกของปี 2569 กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้รวม 1,973.25 ล้านบาท ลดลง 10.5% จาก 2,204.85 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นลดลง 17.0% มาอยู่ที่ 225.37 ล้านบาท จาก 271.48 ล้านบาท ในปีก่อน แม้รายได้และอัตรากำไรขั้นต้นจะลดลง แต่กลุ่มบริษัทฯ ยังคงรักษาความสามารถในการทำกำไรได้จากการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ โดย EBITDA อยู่ในระดับทรงตัว
โอกาส
- การเติบโตในกลุ่มอุปกรณ์และระบบสำหรับสถานีไฟฟ้าแรงสูง, กลุ่มสินค้าสวิตช์ตัดตอนชนิดต่าง ๆ, กลุ่มอุปกรณ์และระบบควบคุมสำหรับระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ และกลุ่มสินค้าหม้อแปลงเครื่องมือวัดแรงดันและกระแส ที่มีรายได้เพิ่มขึ้น
- การเพิ่มขึ้นของรายได้ในกลุ่ม Renewable Energy จากการจำหน่ายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย
- การบริหารจัดการหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้มีความยืดหยุ่นและขีดความสามารถในการบริหารสภาพคล่องเพิ่มขึ้น และได้รับอัตราดอกเบี้ยจากสถาบันการเงินในระดับที่ลดลง
ความเสี่ยง
- การลดลงของรายได้จากกลุ่มสินค้าหม้อแปลงไฟฟ้ากำลัง, กลุ่มสินค้าตู้สวิตช์บอร์ดและสวิตช์เกียร์, งานระบบควบคุมสำหรับระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ และงานบริการจัดหาและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูง
- การลดลงของอัตรากำไรขั้นต้น จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสัญญาและอัตรากำไรสูงในปีก่อน และสัดส่วนรายได้จากผลิตภัณฑ์อื่นและงานสถานีไฟฟ้าบางโครงการที่มีอัตรากำไรต่ำกว่า
- การเพิ่มขึ้นของหนี้สินรวม จากการสนับสนุนการดำเนินงานและการขยายโครงการ ซึ่งส่งผลให้หนี้สินหมุนเวียนและหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มรายได้ของกลุ่มสินค้าหม้อแปลงไฟฟ้ากำลัง และการจำหน่ายให้แก่ลูกค้าภาครัฐ
- การเปลี่ยนแปลงของคำสั่งซื้อและรายได้ในกลุ่ม Digital, AI & Automation Solutions
- ความสามารถในการรักษาอัตรากำไรขั้นต้นท่ามกลางสภาวะตลาดปัจจุบัน
- การบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาระดับ EBITDA
- การบริหารจัดการหนี้สินและสภาพคล่องของบริษัทฯ
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
รายได้รวมลดลง 11.7% YoY ในไตรมาส 2/2569 โดยมีปัจจัยหลักมาจากสายธุรกิจ "Power Distribution & Energy Management System" ที่รายได้ลดลง 17.8% เนื่องจากปริมาณการจำหน่ายหม้อแปลงไฟฟ้ากำลังให้แก่ลูกค้าภาครัฐลดลง แม้ว่ารายได้จากหม้อแปลงเครื่องมือวัดแรงดันและกระแสจะเพิ่มขึ้นก็ตาม นอกจากนี้ สายธุรกิจ "Digital, AI & Automation Solutions" มีรายได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 68.6% เนื่องจากการจำหน่ายสินค้ากลุ่มสวิตช์ตัดตอนและหม้อแปลงเครื่องมือวัดแรงดันและกระแสลดลง
อย่างไรก็ตาม สายธุรกิจ "Intelligent Grid" มีรายได้เพิ่มขึ้น 2.9% จากการจำหน่ายอุปกรณ์และระบบควบคุมสำหรับระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ และงานติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ส่วนสายธุรกิจ "Renewable Energy" มีรายได้เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 2.1%
อัตรากำไรขั้นต้นรวมลดลง จาก 36.9% ในงวด 6 เดือนแรกปี 2568 เป็น 32.9% ในงวด 6 เดือนแรกปี 2569 สาเหตุหลักมาจากช่วงปีก่อนมีรายได้จากการจำหน่ายหม้อแปลงไฟฟ้ากำลังและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีมูลค่าสัญญาและอัตรากำไรสูงกว่า ประกอบกับสัดส่วนรายได้จากผลิตภัณฑ์อื่นและงานสถานีไฟฟ้าบางโครงการที่มีอัตรากำไรต่ำกว่า
ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 13.0% ในงวด 6 เดือนแรกปี 2569 ขณะที่ ต้นทุนจากการให้บริการและโครงการก่อสร้างลดลง 29.2%
ค่าใช้จ่ายในการขายและจัดจำหน่ายลดลงเล็กน้อย แต่สัดส่วนต่อรายได้รวมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ส่วน ค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจำนวนเงินและสัดส่วนต่อรายได้รวม
ต้นทุนทางการเงินลดลงอย่างมาก 46.4% จากการบริหารสภาพคล่องและโครงสร้างเงินทุนที่มีประสิทธิภาพ
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
สินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้น 11.0% ณ สิ้น Q2/2569 เป็น 6,073.33 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากการเพิ่มขึ้นของลูกหนี้การค้าและสินทรัพย์หมุนเวียนอื่นที่เพิ่มขึ้น 37.8% จากการส่งมอบงานโครงการและรายได้ที่ยังไม่ได้เรียกชำระ ขณะที่เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดลดลง 5.4% จากการจ่ายชำระเจ้าหนี้ค่าวัตถุดิบ
หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 26.5% เป็น 2,470.04 ล้านบาท โดยหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 22.3% จากเงินกู้ยืมระยะสั้นเพื่อสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนสำหรับงานโครงการ และหนี้สินอื่นเพิ่มขึ้น 28.7% จากเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้หมุนเวียนอื่นที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานโครงการ
ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 2.4% เป็น 3,603.30 ล้านบาท
กระแสเงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน 48.96 ล้านบาท ได้รับผลกระทบจากการใช้เงินทุนหมุนเวียนจำนวน 283.19 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากการเพิ่มขึ้นของลูกหนี้การค้าและสินค้าคงเหลือตามการขยายตัวของงานโครงการ
กระแสเงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมลงทุน 70.60 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มกำลังการผลิตและพัฒนาศักยภาพในสายธุรกิจ
กระแสเงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงิน 56.36 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ยืมระยะสั้น ควบคู่กับการชำระคืนเงินกู้ยืมระยะยาวและจ่ายดอกเบี้ย/เงินปันผล
สรุปท้าย
PCC ในไตรมาส 2 ปี 2569 เผชิญกับแรงกดดันจากรายได้รวมที่ลดลง 10.5% และอัตรากำไรขั้นต้นที่หดตัวลง ซึ่งส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นลดลง 17.0% อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ EBITDA ยังคงอยู่ในระดับทรงตัว ขณะที่ต้นทุนทางการเงินลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การเพิ่มขึ้นของหนี้สินรวมและลูกหนี้การค้าสะท้อนถึงการขยายตัวของงานโครงการ ซึ่งเป็นโอกาสในการเติบโตในอนาคต แต่ก็เป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการบริหารจัดการสภาพคล่องและอัตรากำไรท่ามกลางความผันผวนของตลาด