LST กำไร Q2/69 ดิ่ง 35% รับต้นทุนวัตถุดิบพุ่ง-ยอดขายวูบ
รายได้รวมโต 2.3% แต่กำไรสุทธิหด 35% ฝ่ายจัดการชี้ต้นทุนปาล์มดิบพุ่ง-ฐานปีก่อนสูง
บริษัท ล่ำสูง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ LST รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีรายได้รวม 2,266.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นกลับลดลงถึง 35.0% มาอยู่ที่ 91.4 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นและการลดลงของปริมาณการขายเมื่อเทียบกับฐานที่สูงผิดปกติในปีก่อน
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ทำกำไรสุทธิของ LST ในไตรมาส 2/2569 ลดลง 35.0% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า มาจาก อัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยอัตรากำไรขั้นต้นต่อรายได้จากการขายลดลงจาก 15.5% ใน Q2/2568 มาอยู่ที่ 11.5% ใน Q2/2569 ซึ่งเป็นผลโดยตรงจาก ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาต้นทุนน้ำมันปาล์มดิบเฉลี่ยต่อหน่วยที่เพิ่มขึ้น 13.3% และต้นทุนผลปาล์มสดที่เพิ่มขึ้นถึง 48.3% ในขณะที่ปริมาณการขายโดยรวมของบริษัทลดลง 2.5%
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ฝ่ายจัดการระบุว่า ราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยของบริษัทปรับตัวสูงขึ้น 4.9% ตามต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้นได้ทั้งหมด ทำให้กำไรขั้นต้นลดลง นอกจากนี้ ปริมาณการขายที่ลดลง 2.5% เกิดจากฐานที่สูงผิดปกติในไตรมาส 2/2568 ซึ่งเป็นช่วงที่สถานการณ์ขาดแคลนวัตถุดิบเริ่มคลี่คลาย ทำให้บริษัทมีสินค้าเพียงพอต่อการจำหน่ายและยอดขายฟื้นตัวอย่างมาก ในทางกลับกัน ในไตรมาส 2/2569 นี้ ปริมาณการขายของบริษัทหลักลดลง ในขณะที่บริษัทย่อย UPOIC มีปริมาณการขายนํ้ามันปาล์มดิบเพิ่มขึ้น 33.2% และราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 5.5% แต่ก็ไม่สามารถชดเชยผลกระทบเชิงลบจากธุรกิจหลักได้ทั้งหมด
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
มีโอกาสต่อเนื่อง แต่ต้องติดตามปัจจัยราคาวัตถุดิบอย่างใกล้ชิด เอกสารระบุว่าราคาต้นทุนน้ำมันปาล์มดิบเฉลี่ยต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 13.3% และต้นทุนผลปาล์มสดเพิ่มขึ้น 48.3% ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันอัตรากำไรอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ความผันผวนของราคาน้ำมันปาล์มยังเป็นความเสี่ยงสำคัญที่บริษัทระบุ โดยราคาเฉลี่ยรายเดือนใน Q2/2569 แกว่งตัวในช่วง 39.1 - 40.0 บาท/กิโลกรัม เทียบกับ Q2/2568 ที่ 32.0 - 34.0 บาท/กิโลกรัม ซึ่งแสดงถึงแนวโน้มราคาที่สูงขึ้นและผันผวนมากขึ้น การที่บริษัทมีสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น 669.4 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 28.8% จากสิ้นปี 2568) อาจสะท้อนถึงการบริหารสต็อกเพื่อรองรับความต้องการในอนาคต แต่ก็มีความเสี่ยงหากราคาวัตถุดิบปรับลดลงอย่างรวดเร็ว
Highlight สำคัญ
- รายได้รวม Q2/69 อยู่ที่ 2,266.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.3% YoY จาก 2,215.8 ล้านบาทใน Q2/68
- กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น Q2/69 อยู่ที่ 80.4 ล้านบาท ลดลง 38.3% YoY จาก 130.4 ล้านบาทใน Q2/68 (ตัวเลขในหน้า 2 และ 3 มีความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยระหว่างกำไรสุทธิ 91.4 ล้านบาทในหน้าแรก และ 80.4 ล้านบาทในหน้า 2 และ 3 แต่แนวโน้มการลดลงยังคงเดิม)
- อัตรากำไรขั้นต้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จาก 15.5% ใน Q2/68 เป็น 11.5% ใน Q2/69
- ต้นทุนขายต่อรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น จาก 84.5% ใน Q2/68 เป็น 88.5% ใน Q2/69 โดยเฉพาะต้นทุนน้ำมันปาล์มดิบเฉลี่ยต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 13.3%
- ปริมาณการขายโดยรวมลดลง 2.5% เนื่องจากฐานที่สูงในปีก่อน
- บริษัทย่อย UPOIC มีรายได้เพิ่มขึ้น 16.4% จากปริมาณขายนํ้ามันปาล์มดิบที่เพิ่มขึ้น 33.2% และราคาขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น 5.5%
- บริษัทย่อย UFC มีรายได้ลดลง 19.2% โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องดื่มที่ลดลง 115.8 ล้านบาท
- บริษัทอยู่ระหว่างการลงทุนในโครงการขยายโรงงานกลั่นน้ำมันปาล์ม (Refinery) และโรงงานมาการีน คาดแล้วเสร็จปี 2569 รวมถึงโครงการสถานีหม้ออบปาล์มแห่งใหม่ที่ตรัง คาดแล้วเสร็จ Q1/70
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2569 LST มีรายได้จากการขายรวม 2,266.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหนุนจากรายได้ของบริษัทและบริษัทย่อย UPOIC ที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้นทุนขายต่อรายได้จากการขายปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จาก 84.5% ใน Q2/68 เป็น 88.5% ใน Q2/69 ซึ่งเป็นผลมาจากราคาต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันปาล์มดิบและผลปาล์มสด ส่งผลให้กำไรขั้นต้นลดลง 22.6% และกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นลดลง 38.3% มาอยู่ที่ 80.4 ล้านบาท
โอกาส
- การลงทุนในโครงการขยายกำลังการผลิต: การลงทุนในโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม (Refinery) และโรงงานมาการีน รวมถึงการปรับปรุงโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มที่ตรัง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและรองรับปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นในอนาคต
- การเติบโตของบริษัทย่อย UPOIC: การเพิ่มขึ้นของปริมาณและราคาขายน้ำมันปาล์มดิบเป็นปัจจัยบวกต่อผลประกอบการของ UPOIC
- การเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม: เป็นกลยุทธ์ในการกระจายแหล่งรายได้และลดการพึ่งพาสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีความผันผวน
ความเสี่ยง
- ความผันผวนของราคาน้ำมันปาล์ม: เป็นความเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนวัตถุดิบและบริหารจัดการสินค้าคงคลัง
- การควบคุมราคาสินค้า: น้ำมันปาล์มเป็นสินค้าควบคุม ซึ่งอาจจำกัดความสามารถในการปรับราคาขายและส่งผลต่ออัตรากำไรขั้นต้น
- การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: ส่งผลต่อปริมาณผลผลิตปาล์มและความผันผวนของราคา
- วิกฤตภาวะสงครามในตะวันออกกลาง: ส่งผลต่อราคาพลังงานและวัตถุดิบปิโตรเคมีที่ใช้เป็นบรรจุภัณฑ์ ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น
- การลดลงของปริมาณการขายในธุรกิจหลัก: เป็นปัจจัยกดดันรายได้และกำไร
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มราคาวัตถุดิบ: โดยเฉพาะราคาน้ำมันปาล์มดิบและผลปาล์มสด ว่าจะปรับตัวสูงขึ้นหรือลดลงในไตรมาสถัดไป
- ปริมาณการขาย: การฟื้นตัวของปริมาณการขายในธุรกิจหลักของ LST
- ความคืบหน้าโครงการลงทุน: ความคืบหน้าและกำหนดการแล้วเสร็จของโครงการขยายกำลังการผลิตต่างๆ
- ผลกระทบจากมาตรการภาครัฐ: การเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือมาตรการควบคุมราคาสินค้าที่เกี่ยวข้อง
- ผลประกอบการของบริษัทย่อย: โดยเฉพาะ UFC ที่มีรายได้ลดลง
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร)
ราคาวัตถุดิบและ GPM: หัวใจหลักของผลประกอบการในไตรมาสนี้คือการเพิ่มขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบ โดยเฉพาะน้ำมันปาล์มดิบและผลปาล์มสดที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ GPM ลดลงอย่างมาก แม้ราคาขายเฉลี่ยจะปรับขึ้น แต่ก็ไม่สามารถชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ทั้งหมด
Volume: ปริมาณการขายโดยรวมของบริษัทลดลง 2.5% ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อรายได้ แม้ว่าบริษัทย่อย UPOIC จะมีปริมาณการขายเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะชดเชย
ช่องทางขาย/ส่งออก: เอกสารไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับช่องทางขายหรือการส่งออกโดยตรง แต่มีการกล่าวถึงการเพิ่มค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการขายเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดต่างประเทศของบริษัทย่อย
สต็อก: สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น 669.4 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 28.8% จากสิ้นปี 2568) ซึ่งอาจสะท้อนถึงการบริหารสต็อกเพื่อรองรับความต้องการในอนาคต หรืออาจเป็นผลจากการผลิตที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาล แต่ก็มีความเสี่ยงหากราคาวัตถุดิบผันผวน
อัตราแลกเปลี่ยน/ส่งออก: มีการกล่าวถึงกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเป็นส่วนหนึ่งของรายได้อื่นใน Q2/68 แต่ไม่ได้ระบุใน Q2/69
ฤดูกาลผลิต: มีการกล่าวถึงผลผลิตของผลไม้กระป๋อง (UFC) ที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาล
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 9,599.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.3% จากปี 2568 โดยมีสาเหตุหลักจากการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงเหลือ และที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ หนี้สินรวมอยู่ที่ 3,498.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2568 อย่างมีนัยสำคัญ โดยส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน ทำให้ D/E Ratio เพิ่มขึ้นจาก 0.42 ในสิ้นปี 2568 เป็น 0.57 ใน Q2/69
กระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบ 209.7 ล้านบาท ใน Q2/69 เทียบกับกระแสเงินสดบวก 643.1 ล้านบาทในสิ้นปี 2568 ซึ่งสะท้อนถึงผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นและปริมาณการขายที่ลดลง ในขณะที่กระแสเงินสดจากการลงทุนยังคงติดลบต่อเนื่องจากการลงทุนในโครงการต่างๆ
สรุปท้าย
LST เผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาส 2/2569 ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิลดลงอย่างมาก แม้รายได้รวมจะยังเติบโตได้เล็กน้อยจากการดำเนินงานของบริษัทย่อยบางแห่ง แต่ก็ไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและปริมาณการขายที่ลดลงในธุรกิจหลักได้ การลงทุนในโครงการขยายกำลังการผลิตจะเป็นปัจจัยหนุนการเติบโตในระยะยาว แต่ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบและปัจจัยภายนอกอื่นๆ ยังคงเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องจับตาอย่างใกล้ชิด