GGC Q2/2569 กำไรสุทธิพุ่ง 309% รับอานิสงส์ B100 โตแรง-FA ฟื้นตัว
รายได้-กำไร เติบโตโดดเด่น รับอานิสงส์นโยบายพลังงาน-ตลาดฟื้นตัว ขณะที่ฝ่ายจัดการเน้นกลยุทธ์ ESG สร้างการเติบโตยั่งยืน
บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 351 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 309% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของรายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้น 4% เป็น 5,566 ล้านบาท ซึ่งได้รับแรงหนุนจากกลุ่มผลิตภัณฑ์เมทิลเอสเทอร์ (B100) ที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่งจากการปรับเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลของภาครัฐ ขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์แฟตตี้แอลกอฮอล์ (FA) เริ่มฟื้นตัว ด้านฝ่ายจัดการยังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG ควบคู่กับการสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้กับผู้ถือหุ้น
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ GGC ในไตรมาส 2/2569 คือ การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของกลุ่มผลิตภัณฑ์เมทิลเอสเทอร์ (B100) ซึ่งส่งผลให้กำไรสุทธิพลิกจากขาดทุน 168 ล้านบาทในปีก่อน มาเป็นกำไร 351 ล้านบาทในไตรมาสนี้ คิดเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 309% โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขาย 39% YoY และปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น 18% YoY
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
- นโยบายภาครัฐหนุน B100: การที่ภาครัฐปรับเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลจาก B5 เป็น B7 และ B20 เป็นเกรดทางเลือก ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม ถึง 13 กันยายน 2569 เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานและลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบ เป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นความต้องการใช้ B100 ให้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- ราคา CPO ปรับตัวสูงขึ้น: ราคาขายเมทิลเอสเทอร์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 20% YoY ตามทิศทางราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ที่สูงขึ้น เนื่องจากความกังวลต่อปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจส่งผลกระทบต่ออุปทาน ทำให้ GGC สามารถขายผลิตภัณฑ์ได้ในราคาที่สูงขึ้น
- การหยุดดำเนินการของผู้ผลิตรายเดิม: การที่ผู้ผลิตรายเดิม 2 รายหยุดดำเนินการส่งผลให้ Utilization Rate ในประเทศปรับสูงขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงการแข่งขันที่รุนแรงน้อยลงในตลาด B100
- การฟื้นตัวของกลุ่มแฟตตี้แอลกอฮอล์ (FA): แม้รายได้รวมของกลุ่ม FA จะลดลง 40% YoY แต่เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) รายได้ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย โดยมีปัจจัยบวกจากการที่ผู้ซื้อบางส่วนเริ่มมีการสะสมสินค้าคงคลัง (Restock) และแนวโน้มราคาวัตถุดิบ CPKO ที่ปรับตัวลดลงในช่วงครึ่งหลังของไตรมาส 2/2569
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
มีโอกาสต่อเนื่อง แต่ต้องจับตาปัจจัยเสี่ยง
- B100: นโยบายการผสมไบโอดีเซล B7 และ B20 จะมีผลถึงวันที่ 13 กันยายน 2569 ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่ชัดเจนในไตรมาสนี้ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในครึ่งหลังของปี 2569 คาดว่าความต้องการ B100 จะปรับตัวลดลง เนื่องจากระยะเวลาของนโยบายสั้นลง และต้องติดตามการพิจารณาขยายระยะเวลาของภาครัฐ รวมถึงการยกเลิกการชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2569 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคาหน้าสถานีบริการและปริมาณความต้องการใช้
- FA: แนวโน้มความต้องการ FA ในครึ่งหลังของปี 2569 คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น จากการสะสมสินค้าคงคลัง (Restock) เนื่องจากความกังวลเรื่องแนวโน้มราคาวัตถุดิบที่อาจสูงขึ้นจากปรากฏการณ์ Super El Niño และการเร่งจัดซื้อล่วงหน้าก่อนการบังคับใช้ EUDR ของยุโรป อย่างไรก็ตาม อุปทานในตลาดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากแผนขยายกำลังการผลิตของผู้ผลิตในอินโดนีเซีย ซึ่งอาจกดดันราคา
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิพุ่ง 309% YoY: GGC รายงานกำไรสุทธิ 351 ล้านบาทใน Q2/2569 จากขาดทุน 168 ล้านบาทใน Q2/2568
- รายได้จากการขายเติบโต 4% YoY: อยู่ที่ 5,566 ล้านบาท โดยได้แรงหนุนหลักจากกลุ่ม B100
- กลุ่ม B100 ทำผลงานโดดเด่น: รายได้เพิ่มขึ้น 39% YoY ปริมาณขายเพิ่มขึ้น 18% YoY รับอานิสงส์นโยบายภาครัฐและราคา CPO ที่สูงขึ้น
- กลุ่ม FA ฟื้นตัว QoQ: แม้รายได้รวมลดลง YoY แต่เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวจากการ Restock ของลูกค้า
- เดินหน้ากลยุทธ์ ESG: บริษัทฯ มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ภาพรวมผลประกอบการ
GGC มีรายได้จากการขายในไตรมาส 2/2569 จำนวน 5,566 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณการขายผลิตภัณฑ์เมทิลเอสเทอร์ (B100) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 18% จากการที่ภาครัฐปรับเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซล ขณะที่ราคาขายเมทิลเอสเทอร์ปรับเพิ่มขึ้น 20% ตามทิศทางราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ที่สูงขึ้น ส่งผลให้กำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 351 ล้านบาท พลิกจากขาดทุน 168 ล้านบาทในปีก่อน
เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2569 รายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 1% โดยกลุ่ม B100 มีรายได้เพิ่มขึ้น 24% จากราคาขายที่สูงขึ้นตาม CPO และ Methanol ขณะที่กลุ่มแฟตตี้แอลกอฮอล์ (FA) มีรายได้ลดลง 34% QoQ เนื่องจากปริมาณขายที่ลดลงจากการชะลอการซื้อของลูกค้าในจีน และการหยุดดำเนินการผลิตเพื่อเปลี่ยน Catalyst
สำหรับงบกำไรขาดทุนรวม 6 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทฯ มีรายได้จากการขาย 11,055 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% YoY โดยมีกำไรสุทธิ 448 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 220% YoY
โอกาส
- นโยบายพลังงานชีวภาพต่อเนื่อง: หากภาครัฐมีนโยบายสนับสนุนการใช้ไบโอดีเซลอย่างต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่ม B100
- การฟื้นตัวของตลาด FA: ความต้องการสินค้าคงคลัง (Restock) และการเร่งซื้อก่อน EUDR จะช่วยหนุนตลาด FA ในช่วงครึ่งหลังของปี
- การขยายสู่ BioChemical: การปรับเปลี่ยนทิศทางธุรกิจสู่เคมีชีวภาพ (BioChemical) จะสร้างโอกาสการเติบโตในระยะยาว
- การบริหารจัดการต้นทุน: การควบคุมค่าใช้จ่ายในการผลิตและการบริหารจัดการที่ดี ช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไร
ความเสี่ยง
- ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ: ราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) และน้ำมันเมล็ดในปาล์มดิบ (CPKO) มีความผันผวนสูง ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนและส่วนต่างราคา (Product to Feed Margin)
- การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาครัฐ: การยกเลิกการชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ และการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการผสมไบโอดีเซล อาจส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ B100
- ปัจจัยภายนอก: ความไม่แน่นอนของสงครามในตะวันออกกลาง, มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ, และปรากฏการณ์ Super El Niño อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและอุปสงค์ในตลาด
- การแข่งขันในตลาด FA: อุปทานในตลาด FA ที่เพิ่มขึ้นจากผู้ผลิตรายใหม่ในอินโดนีเซีย อาจกดดันราคาขายและส่วนต่างกำไร
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- นโยบายภาครัฐเกี่ยวกับไบโอดีเซล: การพิจารณาขยายระยะเวลาและกลไกการชดเชยราคา จะส่งผลต่ออุปสงค์ B100 ในช่วงครึ่งหลังของปี
- แนวโน้มราคาวัตถุดิบ CPO และ CPKO: ความผันผวนของราคาวัตถุดิบหลักจะส่งผลโดยตรงต่อ GPM ของทั้งสองกลุ่มธุรกิจ
- การฟื้นตัวของอุปสงค์ FA: การ Restock ของลูกค้า และผลกระทบจาก EUDR จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อยอดขาย FA
- การดำเนินงานตามแผน ESG: ความคืบหน้าในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ จะสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการเติบโตอย่างยั่งยืน
- ผลกระทบจากปรากฏการณ์ Super El Niño: อาจส่งผลต่ออุปทานวัตถุดิบทางการเกษตร และราคาวัตถุดิบในระยะต่อไป
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
- Utilization Rate: ในกลุ่ม B100 อัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) ในประเทศปรับขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 40-45% ส่วนกลุ่ม FA อยู่ที่ 64% ใน Q2/2569 ซึ่งถือว่ายังต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ FA มี Utilization Rate สูงถึง 122% เนื่องจากมีการเร่งผลิตเพื่อรองรับความต้องการที่ตึงตัว
- ราคาวัตถุดิบ: ราคา CPO ปรับเพิ่มขึ้น 20% YoY และราคา CPKO ปรับเพิ่มขึ้น 14% YoY ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อราคาขายผลิตภัณฑ์ แต่ก็ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตเช่นกัน
- การส่งออก: เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูลการส่งออกโดยตรง แต่กล่าวถึงการส่งออกทรัพยากรของอินโดนีเซียที่อาจมีผลต่อตลาด FA
- ค่าเงิน: มีการกล่าวถึงผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเล็กน้อย (8 ล้านบาท) จากค่าเงินที่อ่อนค่าลง ณ ปลายงวด และการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยง
- สินค้าคงคลัง: สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น 289 ล้านบาท โดยหลักเนื่องจากราคาสินค้าและวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
- สินทรัพย์รวม: ณ สิ้น Q2/2569 อยู่ที่ 11,086 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 754 ล้านบาทจากสิ้นปี 2568 โดยหลักจากการเพิ่มขึ้นของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด (553 ล้านบาท) และสินค้าคงเหลือ (289 ล้านบาท)
- หนี้สินรวม: อยู่ที่ 1,920 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 306 ล้านบาทจากสิ้นปี 2568 โดยหลักจากการเพิ่มขึ้นของเจ้าหนี้การค้า (248 ล้านบาท) เพื่อรองรับการจัดซื้อวัตถุดิบ
- ส่วนของผู้ถือหุ้น: อยู่ที่ 9,166 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 448 ล้านบาท จากผลกำไรสุทธิ 6 เดือนแรกของปี
- กระแสเงินสด: มีกระแสเงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน 566 ล้านบาท จากกำไรสุทธิ 448 ล้านบาท และรายการปรับปรุงที่ไม่ใช่เงินสด รวมถึงการเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์และหนี้สินดำเนินงาน บริษัทฯ มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้นสุทธิ 553 ล้านบาท เป็น 1,982 ล้านบาท ณ สิ้น Q2/2569
สรุปท้าย
GGC โชว์ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ที่แข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิพุ่งสูงถึง 309% YoY เป็นผลจากการเติบโตอย่างโดดเด่นของกลุ่มเมทิลเอสเทอร์ (B100) ที่ได้รับอานิสงส์จากนโยบายภาครัฐและการปรับขึ้นของราคาวัตถุดิบ ขณะที่กลุ่มแฟตตี้แอลกอฮอล์ (FA) เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว แม้จะมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบและการเปลี่ยนแปลงนโยบาย แต่การบริหารจัดการต้นทุนที่ดี และการมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว