GPSC สรุปผลประกอบการ Q2/2569
GPSC กำไร Q2/2569 โต 6% รับแรงหนุนจากโรงไฟฟ้า IPP ฟื้นตัว
รายได้รวมและกำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นจากโรงไฟฟ้าผู้ผลิตอิสระ (IPP) ขณะที่โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น
บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 1,819 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหลักมาจากการฟื้นตัวของโรงไฟฟ้าผู้ผลิตอิสระ (IPP) ที่กลับมามีรายได้ค่าความพร้อมจ่ายเต็มไตรมาสหลังจากการซ่อมบำรุง ขณะที่โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) เผชิญแรงกดดันจากส่วนต่างราคาเชื้อเพลิงที่ลดลงจากการปรับขึ้นของต้นทุนก๊าซธรรมชาติและถ่านหินที่สูงกว่าการปรับขึ้นค่า Ft
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: ทรัพยากร / พลังงาน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ GPSC ในไตรมาส 2 ปี 2569 คือ การฟื้นตัวของกำไรขั้นต้นจากกลุ่มโรงไฟฟ้าผู้ผลิตอิสระ (IPP) ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 901 ล้านบาท หรือ 18% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากโรงไฟฟ้าเก็คโค่-วัน (Gheco-1) ที่กลับมามีรายได้ค่าความพร้อมจ่ายเต็มไตรมาส หลังจากการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนงานในช่วงไตรมาส 1 ปี 2569
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าความพร้อมจ่ายจากโรงไฟฟ้าเก็คโค่-วัน เกิดจากการที่โรงไฟฟ้าอยู่ในสถานะพร้อมจ่ายไฟฟ้าและสามารถรองรับการเรียกรับไฟฟ้าจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้เต็มไตรมาสใน Q2/2569 ขณะที่ใน Q1/2569 มีการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนงานควบคู่กับการปรับปรุงประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าเป็นเวลา 88 วัน นอกจากนี้ โรงไฟฟ้าห้วยเหาะยังมีรายได้เพิ่มขึ้นตามการเรียกรับไฟฟ้าของ กฟผ. และโรงไฟฟ้าโกลว์ไอพีพี (Glow IPP) มีรายได้ค่าความพร้อมจ่ายเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนงานเพียง 18 วันใน Q1/2569 เทียบกับ Q2/2569 ที่ไม่มีการหยุดซ่อมบำรุง
อย่างไรก็ตาม กำไรขั้นต้นจากกลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) ปรับตัวลดลง สาเหตุหลักมาจากส่วนต่างค่าเชื้อเพลิงที่ลดลง เนื่องจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติและถ่านหินเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าการปรับเพิ่มขึ้นของค่า Ft แม้ว่าการปรับเพิ่มขึ้นของค่า Ft จะสามารถบรรเทาผลกระทบได้บางส่วน นอกจากนี้ ใน Q1/2569 บริษัทฯ มีการรับรู้รายได้ค่า Minimum Take-or-Pay (MTOP) ซึ่งใน Q2/2569 ไม่มีรายการดังกล่าว
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
มีโอกาสต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนของโรงไฟฟ้า IPP ที่ได้รับประโยชน์จากการกลับมาเดินเครื่องเต็มที่หลังการซ่อมบำรุง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านต้นทุนเชื้อเพลิงและค่า Ft สำหรับโรงไฟฟ้า SPP ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเอกสารระบุว่าสมมติฐานราคา Pool Gas ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งปีแรก และราคาถ่านหินมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อส่วนต่างราคาเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้า SPP ในอนาคต
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิ Q2/2569 เติบโต 6% QoQ อยู่ที่ 1,819 ล้านบาท จาก 1,719 ล้านบาทใน Q1/2569
- รายได้รวม Q2/2569 เพิ่มขึ้น 30% QoQ อยู่ที่ 21,714 ล้านบาท จาก 16,640 ล้านบาทใน Q1/2569
- EBITDA Q2/2569 เพิ่มขึ้น 19% QoQ อยู่ที่ 5,278 ล้านบาท จาก 4,427 ล้านบาทใน Q1/2569
- กำไรขั้นต้นจากโรงไฟฟ้า IPP เพิ่มขึ้น 18% QoQ เป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก
- ต้นทุนเชื้อเพลิงและค่า Ft ส่งผลกระทบต่อกำไร SPP โดยส่วนต่างราคาเชื้อเพลิงลดลงจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนก๊าซและถ่านหินที่สูงกว่าค่า Ft
- การปรับปรุงมูลค่าสินทรัพย์ส่งผลบวกต่อรายได้และค่าใช้จ่ายอื่น ใน Q1/2569 มีการปรับลดมูลค่าสินทรัพย์บางส่วน แต่ใน Q2/2569 ไม่มีรายการดังกล่าว
- เงินปันผลรับและส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมลดลง 56% QoQ โดยหลักมาจากผลประกอบการของ XPCL ที่ลดลง
ภาพรวมผลประกอบการ
บริษัทฯ มีกำไรสุทธิในไตรมาส 2 ปี 2569 จำนวน 1,819 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2569 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของกำไรขั้นต้น 18% จากการฟื้นตัวของโรงไฟฟ้าผู้ผลิตอิสระ (IPP) โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าเก็คโค่-วัน ที่กลับมามีรายได้ค่าความพร้อมจ่ายเต็มไตรมาส ขณะที่โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) มีกำไรขั้นต้นลดลงเนื่องจากส่วนต่างค่าเชื้อเพลิงปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม รายได้และค่าใช้จ่ายอื่นสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 595% เนื่องจากในไตรมาส 1 ปี 2569 มีการปรับลดมูลค่าสินทรัพย์บางส่วน ในขณะที่ต้นทุนทางการเงินลดลง 2% จากการชำระคืนเงินกู้บางส่วนและอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ลดลง ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมลดลง 56% เนื่องจากผลประกอบการของ XPCL ลดลง
สำหรับงวด 6 เดือนปี 2569 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 3,538 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการลดลงของต้นทุนทางการเงิน 16% และกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 3%
โอกาส
- การฟื้นตัวของโรงไฟฟ้า IPP: การกลับมาเดินเครื่องเต็มที่ของโรงไฟฟ้า IPP หลังการซ่อมบำรุงจะช่วยหนุนรายได้และกำไรอย่างต่อเนื่อง
- การเติบโตของอุตสาหกรรมดิจิทัล: การลงทุนในศูนย์ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ และคลาวด์ เป็นโอกาสในการเพิ่มความต้องการใช้ไฟฟ้าในระยะยาว
- การขยายธุรกิจพลังงานสะอาด: การลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศ เช่น อินเดีย และการศึกษาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดใหม่ๆ จะช่วยเสริมสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
- การปรับโครงสร้างกิจการไฟฟ้า: นโยบายภาครัฐในการลดภาระค่าไฟฟ้า ส่งเสริมการแข่งขัน และใช้พลังงานสะอาด เป็นโอกาสในการปรับตัวและนำเสนอโซลูชันใหม่ๆ
ความเสี่ยง
- ความผันผวนของราคาพลังงาน: ราคาก๊าซธรรมชาติและถ่านหินในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและปัจจัยด้านอุปทาน อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนเชื้อเพลิงและส่วนต่างราคาของโรงไฟฟ้า SPP
- ความไม่แน่นอนของอัตราแลกเปลี่ยน: การอ่อนค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงินและผลการดำเนินงานของโครงการที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินต่างประเทศ
- การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ: การเปลี่ยนแปลงนโยบายพลังงานและค่า Ft อาจส่งผลกระทบต่อรายได้และกำไรของบริษัทฯ
- ความล่าช้าของโครงการ: โครงการ ERU ที่มีการปรับเปลี่ยนแนวทางการบริหารงาน อาจส่งผลต่อความล่าช้าในการส่งมอบโครงการ
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มราคา Pool Gas และถ่านหิน: ติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง การฟื้นตัวของอุปทาน LNG จากกาตาร์ และความต้องการใช้พลังงานในช่วงฤดูหนาวของซีกโลกเหนือ ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนเชื้อเพลิง
- การบริหารจัดการต้นทุนเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้า SPP: การเปลี่ยนแปลงของส่วนต่างราคาเชื้อเพลิงและผลกระทบจากค่า Ft
- ความคืบหน้าของโครงการ ERU: ติดตามการดำเนินงานของผู้รับเหมาชุดใหม่ และกำหนดการส่งมอบโครงการที่อาจมีการเปลี่ยนแปลง
- การขยายตัวของธุรกิจพลังงานหมุนเวียน: ติดตามความคืบหน้าของโครงการ AEPL ในอินเดีย และการลงทุนในพลังงานสะอาดอื่นๆ
- การปรับโครงสร้างกิจการไฟฟ้า: ติดตามผลกระทบจากนโยบายภาครัฐต่อการดำเนินธุรกิจ
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน)
- ราคา Pool Gas: มีแนวโน้มปรับตัวสูงกว่าสมมติฐานเดิม โดยได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการผลิตและขนส่ง LNG ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคา Spot LNG อาจยังอยู่ในระดับสูงในช่วงปลายปี 2569
- ราคาถ่านหิน: มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ Q1/2569 จากความกังวลด้านอุปทานในอินโดนีเซีย และการที่หลายประเทศหันมาใช้ถ่านหินทดแทน LNG มากขึ้น คาดว่าราคาถ่านหิน NEWC ในช่วงที่เหลือของปี 2569 อาจเคลื่อนไหวในกรอบ 130–150 เหรียญสหรัฐต่อตัน
- ค่า Ft: สำหรับงวด ก.ย.-ธ.ค. 2569 กำหนดไว้ที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยยังคงอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย โดย กฟผ. ยังคงรับภาระต้นทุนคงค้างสะสมไว้แทนผู้ใช้ไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ต้นทุนการผลิตไฟฟ้ายังคงเผชิญแรงกดดันจากราคาก๊าซธรรมชาติและถ่านหินนำเข้า รวมถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 260,118 ล้านบาท หนี้สินรวม 142,548 ล้านบาท (เป็นหนี้สินที่มีดอกเบี้ย 105,207 ล้านบาท) และส่วนของผู้ถือหุ้น 117,570 ล้านบาท สินทรัพย์และหนี้สินลดลงเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 สาเหตุหลักจากเงินสดลดลงจากการชำระคืนเงินกู้ยืมระยะยาว ทำให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นยังคงอยู่ที่ 0.72 เท่า ซึ่งเป็นไปตามนโยบายทางการเงิน
สรุปท้าย
GPSC ในไตรมาส 2 ปี 2569 สามารถพลิกฟื้นกำไรสุทธิให้เติบโต 6% QoQ โดยมีหัวใจสำคัญมาจากการกลับมาเดินเครื่องเต็มที่ของโรงไฟฟ้า IPP หลังการซ่อมบำรุง อย่างไรก็ตาม แรงกดดันจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับโรงไฟฟ้า SPP แม้ว่าจะมีมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐและ กฟผ. แต่แนวโน้มราคาพลังงานในตลาดโลกที่ผันผวนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของอุปทาน LNG อาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในระยะถัดไป บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นในการขยายธุรกิจพลังงานสะอาดและพัฒนาโซลูชันด้านพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและตอบรับกับเป้าหมาย Net Zero