SKE พลิกขาดทุนหนัก Q2/66 รับผลกระทบต้นทุนเชื้อเพลิงขยะพุ่ง-โรงไฟฟ้าหยุดซ่อม
รายได้รวมโต 17% แต่กำไรสุทธิหด 234% เหตุต้นทุนพุ่ง-รายการพิเศษปีที่แล้ว
บริษัท สากล เอนเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ SKE รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 พลิกขาดทุนสุทธิ 24.98 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 21.68 ล้านบาท แม้รายได้รวมจะเติบโต 17.34% มาอยู่ที่ 150.45 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นในธุรกิจเชื้อเพลิงขยะและไฟฟ้า รวมถึงการหยุดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ SKE ในไตรมาส 2 ปี 2566 พลิกจากกำไรเป็นขาดทุน มาจาก ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในธุรกิจผลิตและจำหน่ายเชื้อเพลิงขยะและไฟฟ้า ประกอบกับผลกระทบจากรายการพิเศษที่เกิดขึ้นในปีที่แล้ว
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:
- ต้นทุนเชื้อเพลิงขยะพุ่งสูง: ต้นทุนการผลิตและจำหน่ายเชื้อเพลิงขยะเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่มากกว่าการเพิ่มขึ้นของรายได้ โดยมีสาเหตุหลักจากต้นทุนเชื้อเพลิงขยะที่ซื้อมาเพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณขยะที่ได้รับจากการให้บริการรับกำจัดลดลง และปริมาณขยะที่ใช้ในโรงงานผลิตเชื้อเพลิงขยะแห่งใหม่ที่จังหวัดสระบุรีซึ่งอยู่ระหว่างการทดสอบการทำงานของเครื่องจักรในช่วงไตรมาส 2 ปี 2566 นอกจากนี้ ค่าขนส่งและค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นยังเป็นปัจจัยเสริม
- ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้น: ต้นทุนการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าชีวมวลแม่กระทิงเพิ่มขึ้นจากปีก่อน เนื่องจากค่า่น้ำมันและค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น
- ชั่วโมงการหยุดผลิตเพื่อซ่อมบำรุงเพิ่มขึ้น: รายได้จากการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคลดลง เนื่องจากชั่วโมงการหยุดผลิตเพื่อซ่อมแซมและบำรุงรักษาเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน
- รายการพิเศษปีที่แล้ว: ในไตรมาส 2 ปี 2565 บริษัทมีรายได้อื่นที่เกิดจากการรับรู้กำไรจากการยกเลิกสัญญาจ้างอัดก๊าซธรรมชาติและกำไรจากการจำหน่ายสินทรัพย์ ซึ่งเป็นรายการที่ไม่เกิดขึ้นประจำ ทำให้ฐานเปรียบเทียบในปีนี้ดูอ่อนแอลง
- ขาดทุนจากโรงงานใหม่: ธุรกิจผลิตและจำหน่ายเชื้อเพลิงขยะที่โรงงานแห่งใหม่ที่จังหวัดสระบุรีมีการบันทึกขาดทุนจากการทดสอบการทำงานของเครื่องจักร
จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:
มีโอกาสต่อเนื่องในระยะสั้น แต่ต้องติดตามปัจจัยต้นทุนอย่างใกล้ชิด
เอกสารระบุว่าต้นทุนเชื้อเพลิงขยะที่สูงขึ้นมีสาเหตุหลักจากปริมาณขยะที่ได้รับจากการให้บริการรับกำจัดลดลง และการทดสอบเครื่องจักรในโรงงานใหม่ ซึ่งอาจส่งผลต่อเนื่องหากการบริหารจัดการต้นทุนเชื้อเพลิงและกระบวนการผลิตยังไม่เข้าที่ นอกจากนี้ การหยุดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นก็เป็นปัจจัยที่อาจส่งผลต่อรายได้ในระยะสั้นเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การเริ่มขายเชื้อเพลิงขยะจากโรงงานแห่งใหม่และการเพิ่มขึ้นของปริมาณการขายเชื้อเพลิงขยะเป็นปัจจัยบวกที่ต้องจับตา
Highlight สำคัญ
- ขาดทุนสุทธิ 24.98 ล้านบาท ใน Q2/66 พลิกจากกำไร 21.68 ล้านบาทใน Q2/65
- รายได้รวม 150.45 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.34% YoY โดยรายได้จากการขายเติบโต 21.55% และรายได้จากการให้บริการเติบโต 14.60%
- ต้นทุนการให้บริการพุ่ง 59.57% และ ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 30.96% YoY เป็นปัจจัยหลักกดดันกำไร
- อัตรากำไรขั้นต้นลดลง จาก 21.68% ใน Q2/65 เหลือเพียง 9.60% ใน Q2/66
- ต้นทุนเชื้อเพลิงขยะและค่าไฟฟ้าสูงขึ้น เป็นสาเหตุหลักของต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
- รายได้จากการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าลดลง จากชั่วโมงการหยุดซ่อมบำรุงที่เพิ่มขึ้น
- ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง 4.42% มาอยู่ที่ 1,062.66 ล้านบาท จากผลขาดทุนสุทธิ
- สินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้น 4.93% มาอยู่ที่ 1,998.47 ล้านบาท ส่วนใหญ่จากการลงทุนในโรงงานผลิตเชื้อเพลิงขยะแห่งใหม่
ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 2 ปี 2566 SKE มีรายได้รวม 150.45 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.34% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (Q2/65) ที่มีรายได้ 138.69 ล้านบาท โดยรายได้จากการขายเติบโต 21.55% มาอยู่ที่ 111.80 ล้านบาท และรายได้จากการให้บริการเติบโต 14.60% มาอยู่ที่ 36.06 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ต้นทุนการให้บริการเพิ่มขึ้นถึง 59.57% และต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 30.96% ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 21.68% ใน Q2/65 เหลือเพียง 9.60% ใน Q2/66 ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารที่เพิ่มขึ้น และรายการภาษีเงินได้ ทำให้บริษัทพลิกขาดทุนสุทธิ 24.98 ล้านบาท จากที่เคยมีกำไร 21.68 ล้านบาทในปีก่อน
เมื่อพิจารณาผลประกอบการ 6 เดือนแรกของปี 2566 บริษัทมีรายได้รวม 295.26 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.34% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (2565) ที่มีรายได้ 251.63 ล้านบาท แต่กลับมีผลขาดทุนสุทธิ 45.51 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 15.92 ล้านบาท สะท้อนถึงแรงกดดันด้านต้นทุนที่รุนแรงขึ้น
โอกาส
- การเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโรงงานผลิตเชื้อเพลิงขยะแห่งใหม่: โรงงานแห่งใหม่ที่จังหวัดสระบุรีคาดว่าจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตและรายได้จากการขายเชื้อเพลิงขยะในอนาคต
- ปริมาณการขายเชื้อเพลิงขยะที่เพิ่มขึ้น: มีการระบุว่าปริมาณการขายเชื้อเพลิงขยะเพิ่มขึ้นจากปีก่อน และเริ่มขายจากโรงงานแห่งใหม่
- การเดินทางของประชาชนที่เพิ่มขึ้น: ส่งผลดีต่อปริมาณการใช้ก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนรายได้จากการอัดก๊าซธรรมชาติ
- การลงทุนในอาคารและอุปกรณ์ของโรงงานผลิตเชื้อเพลิงขยะแห่งใหม่: เป็นการลงทุนเพื่อการเติบโตในระยะยาว
ความเสี่ยง
- ความผันผวนของต้นทุนเชื้อเพลิงขยะ: การพึ่งพาการซื้อขยะมาเป็นวัตถุดิบ ทำให้ต้นทุนมีความอ่อนไหวต่ออุปทานและราคา
- ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น: ค่าไฟฟ้าและค่าน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าและเชื้อเพลิงขยะ
- การหยุดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า: การเพิ่มขึ้นของชั่วโมงการหยุดซ่อมบำรุงส่งผลกระทบต่อรายได้จากการผลิตไฟฟ้า
- การพึ่งพิงลูกค้าหลัก: การพึ่งพิงรายได้จากการอัดก๊าซธรรมชาติให้กับ ปตท. และการขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค อาจมีความเสี่ยงหากมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือความต้องการของลูกค้าหลัก
- ความล่าช้าในการเดินเครื่องโรงงานใหม่: การทดสอบการทำงานของเครื่องจักรในโรงงานใหม่ที่อาจส่งผลให้เกิดขาดทุนในช่วงแรก
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- การบริหารจัดการต้นทุนเชื้อเพลิงขยะ: ความสามารถในการควบคุมต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งสำหรับโรงงานแห่งใหม่
- ประสิทธิภาพการผลิตของโรงงานเชื้อเพลิงขยะแห่งใหม่: การเดินเครื่องจักรและการผลิตเชิงพาณิชย์ที่จะส่งผลต่อรายได้และต้นทุนในอนาคต
- แนวโน้มราคาพลังงาน: ผลกระทบของราคาไฟฟ้าและน้ำมันต่อต้นทุนการผลิต
- แผนการซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า: การบริหารจัดการตารางการซ่อมบำรุงเพื่อลดผลกระทบต่อรายได้
- การเปลี่ยนแปลงปริมาณขยะ: แนวโน้มปริมาณขยะที่ได้รับจากการให้บริการรับกำจัด ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญ
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน)
รายได้จากการให้บริการ: รายได้จากการอัดก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นตามปริมาณการใช้ที่มากขึ้นจากการเดินทางของประชาชนที่เพิ่มขึ้น แต่รายได้จากการรับกำจัดขยะลดลงตามปริมาณขยะในนิคมอุตสาหกรรมที่ลดลง และรายได้จากการซื้อมาขายไปเชื้อเพลิงขยะแปรผันตามอุปสงค์ของลูกค้า
รายได้จากการขาย: รายได้จากการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าลดลงเนื่องจากชั่วโมงการหยุดผลิตเพื่อซ่อมแซมเพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้จากการขายเชื้อเพลิงขยะเพิ่มขึ้นจากการเริ่มขายจากโรงงานแห่งใหม่ที่สระบุรี และปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น
ต้นทุนการให้บริการ: ต้นทุนการอัดก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนการรับกำจัดขยะลดลงตามรายได้ที่ลดลง ต้นทุนจากการซื้อขายหลักทรัพย์ลดลงจากค่าตัดจำหน่ายซอฟต์แวร์
ต้นทุนขาย: ต้นทุนการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากค่าน้ำมันและค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น ต้นทุนการผลิตและจำหน่ายเชื้อเพลิงขยะเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่มากกว่ารายได้ โดยมีสาเหตุหลักจากต้นทุนเชื้อเพลิงขยะที่ซื้อมาเพิ่มขึ้น ค่าขนส่งและค่าไฟฟ้าสูงขึ้น
ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร: เพิ่มขึ้นจากค่าเสื่อมราคาจากการรับรู้สินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการยกเลิกสัญญาอัดก๊าซฯ ค่าใช้จ่ายพนักงาน ค่าขนส่ง และขาดทุนจากการขายสินทรัพย์
ต้นทุนทางการเงิน: เพิ่มขึ้นจากต้นทุนหุ้นกู้และเงินกู้ยืมระยะยาว แต่ลดลงจากการยกเลิกสัญญาเงินกู้ยืมบางส่วน
กำไรขั้นต้น: อัตรากำไรขั้นต้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 21.68% ใน Q2/65 เหลือ 9.60% ใน Q2/66 สาเหตุหลักมาจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นของธุรกิจเชื้อเพลิงขยะและไฟฟ้า
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2566 สินทรัพย์รวมของ SKE อยู่ที่ 1,998.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.93% จากสิ้นปี 2565 โดยส่วนใหญ่มาจากการลงทุนในอาคารและอุปกรณ์ของโรงงานผลิตเชื้อเพลิงขยะแห่งใหม่ที่จังหวัดสระบุรี และการเพิ่มขึ้นของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด
หนี้สินรวมอยู่ที่ 935.81 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.05% จากสิ้นปี 2565 ส่วนใหญ่เกิดจากเงินกู้ยืมระยะยาวและหนี้สินตามสัญญาเช่าเครื่องจักรของบริษัทย่อย
ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง 4.42% มาอยู่ที่ 1,062.66 ล้านบาท เนื่องจากผลขาดทุนสุทธิสำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2566
สรุปท้าย
SKE เผชิญกับผลประกอบการที่ท้าทายในไตรมาส 2 ปี 2566 โดยพลิกขาดทุนสุทธิ 24.98 ล้านบาท แม้รายได้รวมจะเติบโต แต่แรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในธุรกิจเชื้อเพลิงขยะและไฟฟ้า รวมถึงผลกระทบจากรายการพิเศษในปีที่แล้ว เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้กำไรขั้นต้นหดตัวอย่างรุนแรง การลงทุนในโรงงานผลิตเชื้อเพลิงขยะแห่งใหม่เป็นโอกาสในการเติบโตระยะยาว แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงด้านต้นทุนและผลขาดทุนในช่วงทดสอบการทำงานที่ต้องจับตา ขณะที่การบริหารจัดการต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบจะเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูอัตรากำไรในอนาคต