เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
PREB Q2/2566 กำไรสุทธิวูบ 76.76 ล้านบาท รับผลกระทบรายได้ก่อสร้าง-อสังหาฯ ชะลอ
ข่าวสาร

PREB Q2/2566 กำไรสุทธิวูบ 76.76 ล้านบาท รับผลกระทบรายได้ก่อสร้าง-อสังหาฯ ชะลอ

PREB P/E 4.92 YIELD 5.71
2 อาทิตย์ 00:51 น. 0 ความเห็น

รายได้รวมหด 375 ล้านบาท กดดันกำไรขั้นต้นรวมลดลง ขณะที่การโอนบ้านยังเผชิญอุปสรรคสินเชื่อ

บริษัท พรีบิลท์ จำกัด (มหาชน) หรือ PREB รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 47.43 ล้านบาท ลดลง 76.76 ล้านบาท หรือ 61.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้รวม 1,140.89 ล้านบาท ลดลง 375.02 ล้านบาท หรือ 24.7% สาเหตุหลักมาจากรายได้ในส่วนงานรับเหมาก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

Hero: หัวใจกำไร — แรงกดดันจากรายได้ก่อสร้าง-อสังหาฯ ชะลอตัว ฉุดกำไรขั้นต้นรวม

หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ PREB ในไตรมาส 2 ปี 2566 ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ มาจาก การหดตัวของรายได้ในธุรกิจหลักทั้งส่วนงานรับเหมาก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกำไรขั้นต้นรวมที่ลดลง 78.33 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:

  1. ส่วนงานรับเหมาก่อสร้าง: ฝ่ายจัดการระบุว่า ปัญหาหลักคือ การรับงานที่ไม่ต่อเนื่องมา 2-3 ปี ประกอบกับหลายโครงการมีการ ชะลอการขึ้นโครงการ หรือดำเนินการล่าช้ากว่าแผน ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนโดยรวม แม้ว่าในช่วงครึ่งปีแรกบริษัทฯ จะมีการรับงานใหม่มูลค่ารวมประมาณ 3 พันล้านบาท แต่ปัญหาการดำเนินงานที่ล่าช้ายังคงส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงสิ้นปีนี้

  2. ส่วนงานอสังหาริมทรัพย์: แม้ว่าอัตรากำไรขั้นต้นของส่วนงานนี้จะค่อนข้างใกล้เคียงกับปีก่อน แต่ มูลค่ากำไรขั้นต้นลดลงเนื่องจากรายได้จากการโอนลดลง สาเหตุสำคัญมาจากการที่ผู้ซื้อประสบปัญหาในการขออนุมัติสินเชื่อจากสถาบันการเงิน โดยมีถึงประมาณ 40% ของยอดขายที่ไม่สามารถผ่านการอนุมัติสินเชื่อได้ ทำให้ยอดโอนในช่วงที่ผ่านมาลดลง

จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:

ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม ฝ่ายจัดการคาดว่าปัญหาการชะลอตัวของงานรับเหมาก่อสร้างจะส่งผลกระทบต่อไปถึงสิ้นปีนี้ ในขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัทฯ มีแผนจะทำการตลาดในช่วงครึ่งปีหลังเพื่อเพิ่มยอดโอน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยหลักคือการอนุมัติสินเชื่อของผู้ซื้อ ซึ่งยังคงเป็นความท้าทายที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

Highlight สำคัญ

  • กำไรสุทธิลดลง 61.8% YoY: อยู่ที่ 47.43 ล้านบาท จาก 124.19 ล้านบาทในปีก่อน
  • รายได้รวมลดลง 24.7% YoY: อยู่ที่ 1,140.89 ล้านบาท จาก 1,515.91 ล้านบาท
  • กำไรขั้นต้นรวมลดลง 34.56% YoY: อยู่ที่ 149.13 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นรวมอยู่ที่ 13.07% จาก 15.00%
  • รายได้ส่วนงานรับเหมาก่อสร้างลดลง 274.72 ล้านบาท YoY: เป็นผลจากงานไม่ต่อเนื่องและการดำเนินงานล่าช้า
  • รายได้ส่วนงานอสังหาริมทรัพย์ลดลง 124.62 ล้านบาท YoY: จากปัญหาการโอนของผู้ซื้อไม่ผ่านสินเชื่อกว่า 40%
  • ยอดงานในมือ (Backlog) ส่วนงานก่อสร้างคงเหลือ 6.5 พันล้านบาท: ณ สิ้นไตรมาส 2/2566

ภาพรวมผลประกอบการ

ในไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้รวม 1,140.89 ล้านบาท ลดลง 375.02 ล้านบาท (24.7%) เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2565 ที่มีรายได้ 1,515.91 ล้านบาท โดยรายได้จากการรับเหมาก่อสร้างลดลง 274.72 ล้านบาท และรายได้จากอสังหาริมทรัพย์ลดลง 124.62 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากการผลิตแผ่นพื้นฯ เพิ่มขึ้น 24.33 ล้านบาท

กำไรขั้นต้นรวมลดลง 78.33 ล้านบาท (34.56%) มาอยู่ที่ 149.13 ล้านบาท ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นรวมลดลงจาก 15.00% เป็น 13.07% โดยส่วนงานรับเหมาก่อสร้างมีอัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 10.60% เป็น 8.71% และส่วนงานอสังหาริมทรัพย์ลดลงจาก 29.97% เป็น 30.40% (แต่มีมูลค่ากำไรขั้นต้นลดลงตามรายได้)

ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลงเล็กน้อย 7.24 ล้านบาท ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 14.22 ล้านบาท และมีกำไรจากการลงทุนเพิ่มขึ้น 0.42 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรสุทธิรวมลดลง 76.76 ล้านบาท (61.8%) มาอยู่ที่ 47.43 ล้านบาท

สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 รายได้รวมอยู่ที่ 2,366.86 ล้านบาท ลดลง 426.04 ล้านบาท (15.3%) และกำไรสุทธิอยู่ที่ 104.23 ล้านบาท ลดลง 107.81 ล้านบาท (50.8%) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

โอกาส

  • การรับงานใหม่: ในครึ่งปีแรก บริษัทฯ มีการรับงานก่อสร้างใหม่ 3 งาน มูลค่ารวมประมาณ 3 พันล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่พร้อมดำเนินการ
  • โครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่: มีโครงการที่เตรียมโอนในปีนี้ ได้แก่ โครงการ Pimnara ศรีนครินทร์-บางนา, โครงการใหม่ Pimnara ธรรมศาสตร์ – รังสิต และโครงการ Pre Village ธรรมศาสตร์-รังสิต
  • การตลาดช่วงครึ่งปีหลัง: บริษัทฯ คาดหวังจะสามารถทำการตลาดเพื่อเพิ่มยอดโอนอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งปีหลังได้มากขึ้น
  • เงินปันผลรับจากบริษัทย่อย: การรับเงินปันผล 31 ล้านบาทจาก PCM ช่วยเสริมสภาพคล่องและยอดการจ่ายเงินปันผลของบริษัทฯ

ความเสี่ยง

  • ความต่อเนื่องของงานรับเหมาก่อสร้าง: ปัญหาการรับงานไม่ต่อเนื่องและการดำเนินงานล่าช้าของโครงการยังคงเป็นความเสี่ยงที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงสิ้นปี
  • การอนุมัติสินเชื่อของผู้ซื้อ: การที่ลูกค้าไม่สามารถผ่านการอนุมัติสินเชื่อจากสถาบันการเงิน (ประมาณ 40% ของยอดขาย) เป็นปัจจัยหลักที่กดดันยอดโอนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
  • ต้นทุนทางการเงิน: ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 14.22 ล้านบาทในไตรมาส 2/2566 อาจส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิหากยังคงอยู่ในระดับสูง
  • การควบคุมต้นทุน: แม้จะมีการรับงานใหม่ แต่การบริหารจัดการต้นทุนในภาวะที่งานไม่ต่อเนื่องและล่าช้ายังคงเป็นความท้าทาย

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • ความคืบหน้าการดำเนินงานโครงการก่อสร้าง: การกลับมาทำงานได้ตามแผนและต่อเนื่องมากขึ้น
  • ยอดขายและยอดโอนโครงการอสังหาริมทรัพย์: ความสามารถในการเพิ่มยอดโอนในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาการอนุมัติสินเชื่อ
  • การรับงานใหม่ในอนาคต: มูลค่าและประเภทของงานใหม่ที่จะเข้ามาเสริม Backlog
  • อัตรากำไรขั้นต้นในส่วนงานรับเหมาก่อสร้าง: แนวโน้มการฟื้นตัวหรือทรงตัว
  • ต้นทุนทางการเงิน: ทิศทางของอัตราดอกเบี้ยและภาระต้นทุนทางการเงินของบริษัทฯ

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)

ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง: รายได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 274.72 ล้านบาท YoY เนื่องจากการรับงานที่ไม่ต่อเนื่องและปัญหาการดำเนินงานล่าช้าของหลายโครงการ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 10.60% เป็น 8.71% แม้จะมีงานใหม่เข้ามา 3 พันล้านบาทในช่วงครึ่งปีแรก แต่ผลกระทบจากปัญหาการดำเนินงานยังคงคาดว่าจะส่งผลต่อเนื่องถึงสิ้นปีนี้

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์: รายได้ลดลง 124.62 ล้านบาท YoY โดยมีสาเหตุหลักมาจากการที่ลูกค้าไม่สามารถผ่านการอนุมัติสินเชื่อได้ถึง 40% ของยอดขาย ทำให้ยอดโอนลดลง แม้ว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะยังอยู่ในระดับสูง (ประมาณ 30%) แต่เมื่อรายได้ลดลง มูลค่ากำไรขั้นต้นจึงลดลงตามไปด้วย บริษัทฯ มีแผนจะเร่งทำการตลาดในช่วงครึ่งปีหลังเพื่อกระตุ้นยอดโอน

ธุรกิจผลิตและขายวัสดุก่อสร้าง: มีการเติบโตของรายได้ 24.33 ล้านบาท YoY และอัตรากำไรขั้นต้นยังคงแข็งแกร่งที่ 25.18% (เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 26.51% ในปีก่อน) ซึ่งช่วยชดเชยผลประกอบการในส่วนอื่นได้บ้าง

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัทฯ มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเพิ่มขึ้น 70.88 ล้านบาท มาอยู่ที่ 530.28 ล้านบาท ที่ดินและต้นทุนระหว่างก่อสร้างเพิ่มขึ้น 177.93 ล้านบาท เป็น 1,392.13 ล้านบาท

รวมหนี้สินเพิ่มขึ้น 118.44 ล้านบาท มาอยู่ที่ 3,928.89 ล้านบาท โดยหนี้เงินกู้ยืมเพิ่มขึ้น 531.62 ล้านบาท เป็น 2,264.60 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการกู้ยืมเพื่อการลงทุนในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) อยู่ที่ 1.59 เท่า (เพิ่มขึ้นจาก 1.51 เท่า ณ สิ้นปี 2565) และอัตราส่วนหนี้สินที่มีดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.92 เท่า (เพิ่มขึ้นจาก 0.69 เท่า) ซึ่งยังคงอยู่ภายใต้นโยบายที่บริษัทฯ ตั้งไว้ (D/E ไม่เกิน 2.5 เท่า และหนี้ดอกเบี้ยไม่เกิน 2 เท่า)

กำไรสะสมลดลง 50.03 ล้านบาท ส่งผลให้ส่วนของผู้ถือหุ้นรวมลดลง 50.03 ล้านบาท มาอยู่ที่ 2,469.07 ล้านบาท

สรุปท้าย

PREB ในไตรมาส 2 ปี 2566 เผชิญแรงกดดันจากรายได้ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ฉุดกำไรสุทธิให้ลดลงกว่า 61.8% YoY แม้จะมีงานใหม่เข้ามาและมีแผนการตลาดเพื่อกระตุ้นยอดโอน แต่ความท้าทายเรื่องความต่อเนื่องของงานก่อสร้างและการอนุมัติสินเชื่อของผู้ซื้อยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในครึ่งปีหลัง เพื่อประเมินโอกาสในการฟื้นตัวของผลประกอบการให้ใกล้เคียงกับปีก่อนตามเป้าหมายของฝ่ายจัดการ

ยังไม่มีความคิดเห็น