PRG Q2/2566 กำไรสุทธิวูบ 55% รับผลกระทบรายการพิเศษ-รายได้ธุรกิจข้าวหด
รายได้รวมหด 29% จากธุรกิจข้าวส่งออกชะลอ ขณะที่กำไรพิเศษจากการวัดมูลค่าใบสำคัญสิทธิหายไป
บริษัท พี อาร์ จี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PRG รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 212 ล้านบาท ลดลง 55% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้รวมที่ลดลง 29% และการหายไปของกำไรจากการวัดมูลค่าใบสำคัญแสดงสิทธิ
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำให้อัตรากำไรของ PRG ในไตรมาส 2/2566 ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คือ การหายไปของกำไรจากการวัดมูลค่าใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant) ซึ่งเป็นรายการพิเศษ และ รายได้จากการขายที่ลดลง 1% โดยเฉพาะจากธุรกิจข้าวที่หดตัวลง 29% ในภาพรวม
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
- รายการพิเศษที่หายไป: ในไตรมาส 2/2565 บริษัทมีรายการกำไรจากการวัดมูลค่าใบสำคัญแสดงสิทธิจำนวน 489 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการดำเนินงานปกติ แต่เมื่อมาในไตรมาส 2/2566 รายการดังกล่าวหายไป ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปีก่อน
- รายได้จากการขายลดลง: แม้ว่ารายได้จากการขายโดยรวมจะลดลงเพียง 1% แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียด พบว่ารายได้รวมลดลงถึง 29% โดยมีสาเหตุหลักมาจากธุรกิจข้าวที่ลดลง โดยเฉพาะจากช่องทางส่งออก ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายในตลาดส่งออกข้าว
- ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น: ในทางกลับกัน ต้นทุนขายกลับเพิ่มขึ้น 8% ในงวดสามเดือน และ 20% ในงวดหกเดือน ซึ่งเมื่อรวมกับรายได้ที่ลดลง ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น (GPM)
- ค่าใช้จ่ายในการขายลดลง: ค่าใช้จ่ายในการขายลดลง 36% ในงวดสามเดือน และ 31% ในงวดหกเดือน เนื่องจากค่าระวางเรือลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้นได้บางส่วน
- ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น: ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 15% ในงวดสามเดือน และ 16% ในงวดหกเดือน โดยมีสาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรและเทคโนโลยีสารสนเทศ
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
ลักษณะครั้งคราว โดยปัจจัยหลักที่กดดันกำไรในไตรมาสนี้คือ การหายไปของกำไรพิเศษจากการวัดมูลค่าใบสำคัญแสดงสิทธิ ซึ่งเป็นรายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว และไม่น่าจะเกิดขึ้นต่อเนื่องในลักษณะเดียวกันอีก ในขณะที่รายได้ธุรกิจข้าวที่ลดลงนั้น อาจจะต้องติดตามแนวโน้มของตลาดส่งออกข้าวและกลยุทธ์การปรับโครงสร้างธุรกิจของบริษัทต่อไป
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิลดลง 55% YoY: อยู่ที่ 212 ล้านบาท จาก 475 ล้านบาทในปีก่อน
- รายได้รวมลดลง 29% YoY: อยู่ที่ 641 ล้านบาท จาก 901 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากธุรกิจข้าวที่ลดลงในช่องทางส่งออก
- รายได้จากการขายลดลง 1% YoY: อยู่ที่ 396 ล้านบาท จาก 401 ล้านบาท
- ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 8% YoY: อยู่ที่ 345 ล้านบาท จาก 320 ล้านบาท
- ค่าใช้จ่ายในการขายลดลง 36% YoY: อยู่ที่ 49 ล้านบาท จาก 77 ล้านบาท เนื่องจากค่าระวางเรือลดลง
- ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 15% YoY: อยู่ที่ 23 ล้านบาท จาก 20 ล้านบาท จากค่าใช้จ่ายบุคลากรและเทคโนโลยี
- มีรายได้เงินปันผล 233 ล้านบาท: ในงวดสามเดือน และ 239 ล้านบาท ในงวดหกเดือน
- การปรับโครงสร้างธุรกิจ: งบเฉพาะกิจการมีรายได้รวมลดลง 73% เนื่องจากมีการปรับโครงสร้างธุรกิจ โดยให้บริษัทในกลุ่มดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายข้าวในประเทศและส่งออก
ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัท พี อาร์ จี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย มีรายได้รวม 641 ล้านบาท ลดลง 29% เมื่อเทียบกับ 901 ล้านบาทในปีก่อน ขณะที่ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 8% เป็น 345 ล้านบาท ทำให้กำไรขั้นต้นลดลง ส่งผลให้กำไรสุทธิสำหรับงวดอยู่ที่ 212 ล้านบาท ลดลง 55% เมื่อเทียบกับ 475 ล้านบาทในปีก่อน
สำหรับงวดหกเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2566 รายได้รวมอยู่ที่ 1,051 ล้านบาท ลดลง 13% เมื่อเทียบกับ 1,213 ล้านบาทในปีก่อน ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 20% เป็น 691 ล้านบาท ทำให้กำไรสุทธิสำหรับงวดอยู่ที่ 148 ล้านบาท ลดลง 64% เมื่อเทียบกับ 415 ล้านบาทในปีก่อน
ในส่วนของงบเฉพาะกิจการ รายได้รวมลดลง 73% ในงวดสามเดือน และ 79% ในงวดหกเดือน เนื่องจากมีการปรับโครงสร้างทางธุรกิจ โดยให้บริษัทในกลุ่มดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายข้าวในประเทศและส่งออก ทำให้ต้นทุนขาย ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลง สอดคล้องกับรายได้ที่ลดลง
โอกาส
- รายได้เงินปันผล: บริษัทมีรายได้เงินปันผลจำนวน 233 ล้านบาทในงวดสามเดือน และ 239 ล้านบาทในงวดหกเดือน ซึ่งเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญ
- การปรับโครงสร้างธุรกิจ: การปรับโครงสร้างธุรกิจอาจนำไปสู่การดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาว
- การสต๊อกข้าวหอมมะลิ: การเพิ่มสต็อกข้าวหอมมะลิ อาจเป็นโอกาสในการขายเมื่อมีความต้องการในตลาด
ความเสี่ยง
- ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ: ราคาวัตถุดิบทางการเกษตรอาจมีความผันผวน ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต
- ภาวะตลาดส่งออกข้าว: ความสามารถในการแข่งขันและภาวะตลาดส่งออกข้าวมีความสำคัญต่อรายได้ของบริษัท
- ค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น: การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรและเทคโนโลยีสารสนเทศอาจส่งผลต่ออัตรากำไร
- การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน: แม้จะไม่ได้ระบุชัดเจนในเอกสาร แต่การดำเนินธุรกิจส่งออกอาจมีความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มรายได้ธุรกิจข้าว: โดยเฉพาะจากช่องทางส่งออก ว่าจะฟื้นตัวได้หรือไม่
- การบริหารจัดการต้นทุนขาย: เพื่อรักษาอัตรากำไรขั้นต้นท่ามกลางความผันผวนของราคาวัตถุดิบ
- ผลของการปรับโครงสร้างธุรกิจ: ว่าจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานในระยะยาวอย่างไร
- การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการบริหาร: เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายให้สอดคล้องกับรายได้
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร)
- ราคาวัตถุดิบ/สินค้า: เอกสารไม่ได้ระบุราคาวัตถุดิบหรือสินค้าเกษตรโดยตรง แต่ระบุว่าต้นทุนขายเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจสะท้อนถึงราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น
- Volume: รายได้จากการขายลดลง 1% และรายได้รวมลดลง 29% บ่งชี้ถึงปริมาณการขายที่อาจลดลง โดยเฉพาะในธุรกิจข้าวที่ส่งออก
- GPM: ไม่ได้ระบุ GPM โดยตรง แต่การที่ต้นทุนขายเพิ่มขึ้นขณะที่รายได้ลดลง บ่งชี้ว่า GPM มีแนวโน้มลดลง
- ช่องทางขาย: รายได้จากช่องทางส่งออกในธุรกิจข้าวลดลง
- สต็อก: สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น 6% เนื่องจากมีการสต๊อกข้าวหอมมะลิเพิ่มขึ้น
- อัตราแลกเปลี่ยน/ส่งออก: ไม่ได้ระบุผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนโดยตรง แต่ระบุว่ารายได้รวมลดลงจากช่องทางส่งออก
- ฤดูกาลผลิต: ไม่ได้กล่าวถึงปัจจัยฤดูกาลผลิตโดยตรง
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
- สินทรัพย์รวม: ลดลง 2% อยู่ที่ 11,199 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 2/2566
- ลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่น: ทรงตัว
- สินค้าคงเหลือ: เพิ่มขึ้น 6% เป็น 222 ล้านบาท เนื่องจากมีการสต๊อกข้าวหอมมะลิเพิ่มขึ้น
- สินทรัพย์ทางการเงินหมุนเวียนอื่น: ลดลง 100% เนื่องจากแปลงสภาพใบสำคัญแสดงสิทธิ
- สินทรัพย์ทางการเงินไม่หมุนเวียนอื่น: เพิ่มขึ้น 4% จากจำนวนหุ้น MBK ที่เพิ่มขึ้น
- ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์: ลดลง 10% เนื่องจากการขายทรัพย์สินศูนย์อาหาร
- อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน: เพิ่มขึ้น 19% จากการซื้อที่ดินเพิ่มและงานก่อสร้างโครงการ
- หนี้สินรวม: ลดลง 2% อยู่ที่ 2,648 ล้านบาท
- เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่น: เพิ่มขึ้น 13% เนื่องจากมีการสต๊อกวัตถุดิบข้าวเพิ่มขึ้น
- หนี้สินหมุนเวียนอื่น: เพิ่มขึ้น 30% จากเงินค้าประกันและรายได้รับล่วงหน้า
- ส่วนของผู้ถือหุ้นรวม: ลดลง 1% อยู่ที่ 8,551 ล้านบาท
สรุปท้าย
PRG ในไตรมาส 2/2566 เผชิญกับแรงกดดันจากกำไรสุทธิที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 55% โดยมีหัวใจหลักมาจาก การหายไปของรายการกำไรพิเศษจากการวัดมูลค่าใบสำคัญแสดงสิทธิ ซึ่งเป็นปัจจัยชั่วคราว ประกอบกับ รายได้รวมที่ลดลง 29% โดยเฉพาะจากธุรกิจข้าวในช่องทางส่งออกที่ชะลอตัว แม้จะมีปัจจัยบวกจากรายได้เงินปันผลและการลดลงของค่าใช้จ่ายในการขาย แต่ต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้นและการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการบริหารที่สูงขึ้นยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป การปรับโครงสร้างธุรกิจที่เกิดขึ้นอาจเป็นโอกาสในการสร้างการเติบโตในระยะยาว แต่ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบและภาวะตลาดส่งออกยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด