เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
PRM โชว์กำไร Q2/2566 พุ่ง 134% รับแรงหนุนธุรกิจเรือขนส่งน้ำมัน
ข่าวสาร

PRM โชว์กำไร Q2/2566 พุ่ง 134% รับแรงหนุนธุรกิจเรือขนส่งน้ำมัน

PRM P/E 10.92 YIELD 4.95
15 ชั่วโมง 00:50 น. 0 ความเห็น

รายได้-กำไรโตเด่น รับอานิสงส์เรือ VLCC ให้บริการเต็มลำ-การบริโภคน้ำมันในประเทศฟื้นตัว

บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) หรือ PRM รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 613.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 134.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้จากการให้บริการรวม 2,100.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.3% ปัจจัยหลักมาจากการฟื้นตัวของธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการบริหารจัดการกองเรือที่มีประสิทธิภาพ

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนกำไรสุทธิของ PRM ในไตรมาส 2/2566 ให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 134.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน มาจาก การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของรายได้และกำไรขั้นต้นในธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันระหว่างประเทศ (International Trading) โดยเฉพาะจากเรือ VLCC ที่ให้บริการเต็มลำ ประกอบกับการฟื้นตัวของ ธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศ (Domestic Trading) ที่ได้อานิสงส์จากการบริโภคน้ำมันในประเทศที่เพิ่มขึ้นและการขยายกองเรือ

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

  • ธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันระหว่างประเทศ (International Trading): การเพิ่มขึ้นของรายได้และกำไรขั้นต้นมาจาก การให้บริการเรือ VLCC ครบทั้ง 3 ลำ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2565 ซึ่งแตกต่างจากไตรมาส 2/2565 ที่มีเรือ VLCC บางลำให้บริการไม่เต็มที่เนื่องจากเข้าอู่แห้งหรือเริ่มให้บริการในเดือนสุดท้ายของไตรมาส นอกจากนี้ การนำเรือ Aframax เข้าให้บริการแบบ Time Charter ตั้งแต่เดือนเมษายน 2566 ยังช่วยเพิ่มรายได้และอัตราการใช้งานเรือในไตรมาสนี้
  • ธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศ (Domestic Trading): รายได้และกำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน จาก ปริมาณการบริโภคน้ำมันในประเทศที่เพิ่มขึ้น หลังภาครัฐผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 ประกอบกับการ ลงทุนขยายกองเรือเพิ่มเติม 2 ลำ ซึ่งลำที่สองเริ่มให้บริการในไตรมาส 2/2566 นี้

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

มีโอกาสต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนของธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันระหว่างประเทศ เนื่องจากฝ่ายจัดการระบุว่ามีการให้บริการเรือ VLCC ครบทั้ง 3 ลำอย่างต่อเนื่อง และเรือ Aframax ได้เข้าสู่สัญญา Time Charter แล้ว ส่วนธุรกิจในประเทศ การขยายกองเรือจะช่วยรองรับการเติบโตของปริมาณการขนส่ง อย่างไรก็ตาม ธุรกิจ FSU มีแนวโน้มชะลอตัวลงในไตรมาส 2/2566 ตามสภาวะตลาด และมีเรือ 1 ลำอยู่ระหว่างการเข้าอู่แห้งเพื่อเตรียมขาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ในระยะสั้น

Highlight สำคัญ

  • กำไรสุทธิ Q2/2566 พุ่ง 134.2% YoY แตะ 613.1 ล้านบาท จาก 212.4 ล้านบาทในปีก่อน
  • รายได้จากการให้บริการ Q2/2566 เติบโต 23.3% YoY อยู่ที่ 2,100.9 ล้านบาท จาก 1,703.5 ล้านบาท
  • อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จาก 27.2% ใน Q2/2565 เป็น 38.3% ใน Q2/2566
  • ธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันระหว่างประเทศ (International Trading) เป็นดาวเด่น รายได้เพิ่มขึ้น 198.8% YoY จากการให้บริการเรือ VLCC ครบ 3 ลำ
  • ธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศ (Domestic Trading) ฟื้นตัว รายได้เพิ่มขึ้น 11.0% YoY จากปริมาณการบริโภคน้ำมันที่เพิ่มขึ้นและการขยายกองเรือ
  • ธุรกิจ FSU ชะลอตัวลง QoQ เนื่องจากมีเรือ 1 ลำเข้าอู่แห้งเพื่อเตรียมขาย

ภาพรวมผลประกอบการ

ในไตรมาส 2 ปี 2566 PRM มีรายได้จากการให้บริการรวม 2,100.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และเพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) โดยมีกำไรขั้นต้น 804.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 74.7% YoY และเพิ่มขึ้น 0.0% QoQ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ปรับตัวดีขึ้นอย่างมากจาก 27.2% ใน Q2/2565 เป็น 38.3% ใน Q2/2566 สำหรับกำไรสุทธิอยู่ที่ 613.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 134.2% YoY และเพิ่มขึ้น 23.3% QoQ

เมื่อพิจารณาผลประกอบการ 6 เดือนแรกปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้จากการให้บริการ 4,197.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.1% YoY และมีกำไรสุทธิ 1,110.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 115.8% YoY

โอกาส

  • การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการบริโภคน้ำมัน: การผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 และการฟื้นตัวของการเดินทางส่งผลดีต่อปริมาณการขนส่งน้ำมันในประเทศ
  • การขยายกองเรือ: การลงทุนเพิ่มเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศ 2 ลำ และการให้บริการเรือ VLCC ครบ 3 ลำอย่างต่อเนื่อง ช่วยเพิ่มศักยภาพในการรองรับความต้องการขนส่ง
  • สัญญา Time Charter ใหม่: การได้สัญญา Time Charter ใหม่สำหรับเรือ Aframax และเรือ AWB ในธุรกิจ Offshore Support ด้วยอัตราค่าบริการที่สูงขึ้น ช่วยเพิ่มรายได้และอัตราการใช้งานเรือ
  • สภาวะตลาดเรือ FSU ที่ปรับตัวดีขึ้น: แม้จะมีเรือ 1 ลำเข้าอู่ แต่ตลาดโดยรวมของธุรกิจ FSU มีแนวโน้มดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน

ความเสี่ยง

  • ความผันผวนของราคาน้ำมันและค่าระวางเรือ: สภาวะตลาดโลกอาจส่งผลกระทบต่อความต้องการขนส่งและอัตราค่าระวางเรือ
  • ต้นทุนน้ำมันเตาที่ใช้ในการเดินเรือ: แม้จะลดลงจากปีก่อน แต่ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม
  • การเข้าอู่ซ่อมบำรุงของเรือ: การเข้าอู่ซ่อมบำรุงของเรือ FSU 1 ลำในไตรมาส 2/2566 ส่งผลกระทบต่อรายได้และกำไรขั้นต้นในไตรมาสนี้
  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน: การอ่อนค่าของเงินบาทส่งผลให้เกิดผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • แนวโน้มการให้บริการเรือ VLCC และ Aframax ในตลาดต่างประเทศ: การรักษาอัตราค่าระวางและอัตราการใช้งานเรือให้สูงอย่างต่อเนื่อง
  • ผลกระทบจากการขายเรือ FSU Crystal Star: การดำเนินการขายเรือดังกล่าวจะส่งผลต่อรายได้และสินทรัพย์ของกลุ่มอย่างไร
  • การบริหารจัดการต้นทุนค่าใช้จ่ายในการบริหาร (SG&A): การควบคุมค่าใช้จ่ายให้สอดคล้องกับการเติบโตของรายได้
  • การบริหารจัดการหนี้สิน: การติดตามการชำระคืนเงินกู้และต้นทุนทางการเงิน
  • การเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันเตา: ผลกระทบต่อต้นทุนการเดินเรือ

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)

  • ธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศ (Domestic Trading): รายได้เพิ่มขึ้น 11.0% YoY เป็น 810.2 ล้านบาท และกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 52.9% YoY เป็น 212.6 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้นจาก 17.8% เป็น 26.2% โดยมีจำนวนเรือเพิ่มเป็น 37 ลำ
  • ธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันระหว่างประเทศ (International Trading): รายได้พุ่ง 198.8% YoY เป็น 488.8 ล้านบาท และกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 306.3% YoY เป็น 200.6 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นสูงถึง 41.0% โดยมีเรือ VLCC ให้บริการครบ 3 ลำ
  • ธุรกิจเรือขนส่งและจัดเก็บน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ (FSU): รายได้เพิ่มขึ้น 9.2% YoY เป็น 589.4 ล้านบาท แต่กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นถึง 82.8% YoY เป็น 339.4 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้นมากจาก 34.4% เป็น 57.6% อย่างไรก็ตาม จำนวนเรือลดลงเหลือ 5 ลำ เนื่องจากมีเรือ 1 ลำเข้าอู่เพื่อเตรียมขาย
  • ธุรกิจเรือขนส่งสนับสนุนงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (Offshore Support): รายได้ลดลงเล็กน้อย 2.9% YoY เป็น 145.9 ล้านบาท แต่กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 4.5% YoY เป็น 58.3 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้นจาก 37.1% เป็น 40.0% จากการได้สัญญา Time Charter ใหม่สำหรับเรือ AWB
  • ธุรกิจบริหารจัดการเรือ: รายได้รวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 92.3% YoY เป็น 4.5 ล้านบาท และกำไรขั้นต้นลดลง 91.9% YoY เป็น 2.0 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 40.8% เป็น 7.9% เนื่องจากจำนวนเรือนอกกลุ่มที่ให้บริการลดลงจาก 4 ลำเหลือ 2 ลำ

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 สินทรัพย์รวมของ PRM อยู่ที่ 20,815.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 240.5 ล้านบาทจากสิ้นปี 2565 โดยมีเงินสดเพิ่มขึ้น 29.8 ล้านบาท สินทรัพย์หมุนเวียนอื่นเพิ่มขึ้น 807.1 ล้านบาทจากการโอนย้ายเรือ Crystal Star เพื่อเตรียมขาย

หนี้สินรวมอยู่ที่ 9,463.6 ล้านบาท ลดลง 299.5 ล้านบาทจากสิ้นปี 2565 โดยเงินกู้ระยะยาวลดลง 581.6 ล้านบาทจากการชำระคืนเงินกู้

ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 540.0 ล้านบาท เป็น 11,352.1 ล้านบาท จากผลกำไรจากการดำเนินงาน สุทธิด้วยเงินปันผลจ่าย อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) อยู่ที่ 0.87 เท่า ลดลงจาก 0.94 เท่า ณ สิ้นปี 2565

สรุปท้าย

PRM โชว์ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 เติบโตโดดเด่น โดยมีกำไรสุทธิพุ่งสูงถึง 134.2% YoY เป็น 613.1 ล้านบาท จากการเติบโตของรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นที่แข็งแกร่งในธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการให้บริการเรือ VLCC เต็มลำและการฟื้นตัวของตลาดในประเทศ อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องจับตาความผันผวนของตลาดค่าระวางเรือ ต้นทุนการเดินเรือ และผลกระทบจากการขายเรือ FSU เพื่อประเมินทิศทางผลประกอบการในระยะต่อไป

ยังไม่มีความคิดเห็น