เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
PCC กำไรสุทธิ 6 เดือนแรกปี 66 โต 30% รับแรงหนุนรายได้โครงการก่อสร้าง
ข่าวสาร

PCC กำไรสุทธิ 6 เดือนแรกปี 66 โต 30% รับแรงหนุนรายได้โครงการก่อสร้าง

PCC P/E 9.14 YIELD 7.33
2 อาทิตย์ 09:26 น. 0 ความเห็น

รายได้รวม 6 เดือนแรกปี 66 พุ่ง 513.67 ล้านบาท รับอานิสงส์งานโครงการภาครัฐ-เอกชน ขณะที่ GPM ปรับตัวลดลงเล็กน้อย

บริษัท พรีไซซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PCC รายงานผลประกอบการงวด 6 เดือนแรกปี 2566 มีรายได้รวม 2,240.65 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 513.67 ล้านบาท หรือ 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิ 167.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.43 ล้านบาท หรือ 25% จาก 134.36 ล้านบาทในปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของรายได้ในกลุ่มงานโครงการก่อสร้างและบริการ รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมที่เพิ่มขึ้น

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ PCC ในช่วง 6 เดือนแรกปี 2566 คือ การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของรายได้จากการให้บริการและโครงการก่อสร้าง ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 63.4% หรือ 384.24 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยนี้ส่งผลให้รายได้รวมของบริษัทฯ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) โดยรวมจะปรับตัวลดลงเล็กน้อยก็ตาม

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

การเติบโตของรายได้ในกลุ่มงานบริการและโครงการก่อสร้างมาจากหลายปัจจัยหลัก ได้แก่:

  • งานโครงการจัดหาพร้อมติดตั้งอุปกรณ์ Hardware และ Software ระบบศูนย์สั่งการจ่ายไฟ (SCADA/TDMS) และสัญญาจ้างจัดหาพร้อมติดตั้งอุปกรณ์ Feeder Device Interface (FDI) และอุปกรณ์วิทยุสื่อสาร: การรับรู้รายได้จากโครงการเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
  • งานก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าแรงสูง: บริษัทฯ มีรายได้เพิ่มขึ้นจากโครงการก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าแรงสูง
  • งานปรับปรุงคุณภาพเครื่องบดถ่านหินของโรงไฟฟ้า: มีการรับรู้รายได้จากงานปรับปรุงคุณภาพเครื่องบดถ่านหินของโรงไฟฟ้า
  • การขายกลุ่มสินค้าหม้อแปลงเครื่องมือวัดแรงดันและกระแส, กลุ่มสินค้าปรับแรงดันและป้องกันกระแสและแรงดันเกินพิกัด, สวิตช์ตัดตอน และอุปกรณ์ฉนวนในระบบจำหน่าย รวมถึงกลุ่มโคมไฟแอลอีดี: รายได้จากการขายสินค้ากลุ่มนี้ให้กับลูกค้าภาครัฐและเอกชนที่เป็นผู้รับเหมาหลักของงานสถานีไฟฟ้าก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นจากการขายลดลงเล็กน้อยจาก 33.1% เป็น 32.0% เนื่องจากรายได้หลักมาจากการขายกลุ่มสินค้าตู้สวิตช์บอร์ดและสวิตช์เกียร์ ซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นแตกต่างจากปีก่อน ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นจากการให้บริการและโครงการก่อสร้างลดลงจาก 20.6% เป็น 17.9% สาเหตุหลักมาจากปีก่อนมีงานโครงการของเอกชนและงานสถานีไฟฟ้าบางโครงการที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่าปีปัจจุบัน

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม แม้ว่ารายได้รวมจะเติบโตได้ดี แต่การลดลงของอัตรากำไรขั้นต้นในทั้งสองกลุ่มธุรกิจเป็นประเด็นที่ต้องจับตา ฝ่ายจัดการระบุว่าการลดลงของ GPM ในกลุ่มโครงการมาจากปีก่อนมีงานที่มีมาร์จิ้นสูงกว่า หากโครงการใหม่ๆ ที่เข้ามามีอัตรากำไรใกล้เคียงกับปีปัจจุบัน หรือต่ำกว่า อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรในอนาคตได้ อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทฯ มีงานในมือจากโครงการภาครัฐและเอกชนที่หลากหลาย รวมถึงการเติบโตของรายได้จากการขายสินค้ากลุ่มอุปกรณ์ระบบจำหน่ายและโคมไฟแอลอีดี เป็นปัจจัยบวกที่อาจช่วยชดเชยได้ ต้องติดตาม backlog และอัตรากำไรของโครงการใหม่ๆ ที่จะเข้ามาในอนาคต

Highlight สำคัญ

  • รายได้รวม 6 เดือนแรกปี 2566 เพิ่มขึ้น 30% แตะ 2,240.65 ล้านบาท จาก 1,726.98 ล้านบาทในปีก่อน
  • กำไรสุทธิ 6 เดือนแรกปี 2566 เพิ่มขึ้น 25% แตะ 167.79 ล้านบาท จาก 134.36 ล้านบาทในปีก่อน
  • รายได้จากการให้บริการและโครงการก่อสร้างเติบโตโดดเด่น 63.4% เป็น 990.67 ล้านบาท จาก 606.43 ล้านบาท
  • อัตรากำไรขั้นต้นจากการขายลดลง จาก 33.1% เป็น 32.0%
  • อัตรากำไรขั้นต้นจากการให้บริการและโครงการก่อสร้างลดลง จาก 20.6% เป็น 17.9%
  • ค่าใช้จ่ายในการขายและจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 36.8% เป็น 71.91 ล้านบาท จาก 52.56 ล้านบาท
  • ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 17.9% เป็น 305.03 ล้านบาท จาก 258.65 ล้านบาท
  • ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในร่วมค้าเพิ่มขึ้น 10.1% เป็น 17.12 ล้านบาท จาก 15.55 ล้านบาท
  • อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง จาก 1.6 เท่า เป็น 1.1 เท่า

ภาพรวมผลประกอบการ

สำหรับงวดหกเดือนแรกปี 2566 บริษัท พรีไซซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PCC มีรายได้รวม 2,240.65 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายกลุ่มสินค้าหม้อแปลง, สวิตช์ตัดตอน, อุปกรณ์ฉนวน และโคมไฟแอลอีดี รวมถึงรายได้จากงานโครงการจัดหาพร้อมติดตั้งระบบศูนย์สั่งการจ่ายไฟ, งานก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าแรงสูง และงานปรับปรุงคุณภาพเครื่องบดถ่านหินของโรงไฟฟ้า

ในขณะเดียวกัน ต้นทุนขายจากการให้บริการและโครงการก่อสร้างเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นจากการขายลดลงเล็กน้อยจาก 33.1% เป็น 32.0% และอัตรากำไรขั้นต้นจากการให้บริการและโครงการก่อสร้างลดลงจาก 20.6% เป็น 17.9% เนื่องจากปีก่อนมีงานโครงการที่มีอัตรากำไรสูงกว่า

ค่าใช้จ่ายในการขายและจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 36.8% เป็น 71.91 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของค่าขนส่งสินค้าและเงินเดือนพนักงาน ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 17.9% เป็น 305.03 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของเงินเดือนพนักงานเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในการร่วมค้าเพิ่มขึ้น 10.1% เป็น 17.12 ล้านบาท จากผลประกอบการที่ดีขึ้นของบริษัท สงขลาไบโอแมส จำกัด ส่งผลให้กำไรสุทธิสำหรับงวดหกเดือนแรกปี 2566 อยู่ที่ 167.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% จาก 134.36 ล้านบาทในปีก่อน

โอกาส

  • การเติบโตของงานโครงการภาครัฐและเอกชน: การที่บริษัทฯ สามารถรับงานโครงการจัดหาพร้อมติดตั้งอุปกรณ์ระบบศูนย์สั่งการจ่ายไฟ, งานก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าแรงสูง และงานปรับปรุงคุณภาพเครื่องบดถ่านหินของโรงไฟฟ้า สะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันและโอกาสในการรับงานเพิ่มเติมในอนาคต
  • การขยายตลาดสินค้าอุปกรณ์ระบบจำหน่ายและโคมไฟแอลอีดี: การเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายสินค้ากลุ่มนี้ให้กับลูกค้าภาครัฐและเอกชน แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเติบโตของตลาดสินค้าเหล่านี้
  • การลงทุนในบริษัทร่วม: ส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นจากบริษัท สงขลาไบโอแมส จำกัด บ่งชี้ถึงโอกาสในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในบริษัทร่วม

ความเสี่ยง

  • การแข่งขันด้านราคาและอัตรากำไร: การลดลงของอัตรากำไรขั้นต้นในกลุ่มงานโครงการก่อสร้างและบริการ อาจเป็นสัญญาณของการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น หรือการรับงานที่มีมาร์จิ้นต่ำลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว
  • ต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่ง: การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการขายและจัดจำหน่าย โดยเฉพาะค่าขนส่งสินค้า อาจเป็นปัจจัยกดดันต้นทุนและอัตรากำไร
  • การพึ่งพิงลูกค้าภาครัฐ: แม้ว่าการขายให้กับลูกค้าภาครัฐจะเป็นปัจจัยหนุนรายได้ แต่การเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือการจัดสรรงบประมาณของภาครัฐ อาจส่งผลกระทบต่อคำสั่งซื้อในอนาคตได้

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • แนวโน้มอัตรากำไรขั้นต้น (GPM): ติดตามว่า GPM ในกลุ่มงานโครงการและงานขายจะสามารถฟื้นตัวกลับมาอยู่ในระดับที่น่าพอใจได้หรือไม่
  • Backlog ของโครงการใหม่: ประเมินมูลค่าและอัตรากำไรของโครงการใหม่ที่จะเข้ามาทดแทนงานที่ทยอยส่งมอบ
  • การบริหารจัดการต้นทุน: จับตาการบริหารจัดการต้นทุนขาย, ค่าใช้จ่ายในการขายและจัดจำหน่าย, และค่าใช้จ่ายในการบริหาร เพื่อควบคุมผลกระทบต่อกำไร
  • การเติบโตของรายได้จากการขายสินค้า: ประเมินศักยภาพการเติบโตของรายได้จากกลุ่มสินค้าหม้อแปลง, สวิตช์ตัดตอน, อุปกรณ์ฉนวน และโคมไฟแอลอีดี
  • ผลประกอบการของบริษัทร่วม: ติดตามผลการดำเนินงานของบริษัท สงขลาไบโอแมส จำกัด และบริษัท โคเอลเม่ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ว่าจะสามารถสร้างส่วนแบ่งกำไรได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)

ในส่วนของ รายได้จากการขาย ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 55.2% ของรายได้รวมในช่วง 6 เดือนแรกปี 2566 เพิ่มขึ้น 11.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการขายกลุ่มสินค้าหม้อแปลงเครื่องมือวัดแรงดันและกระแส, กลุ่มสินค้าปรับแรงดันและป้องกันกระแสและแรงดันเกินพิกัด, สวิตช์ตัดตอน และอุปกรณ์ฉนวนในระบบจำหน่าย รวมถึงกลุ่มโคมไฟแอลอีดี ที่เพิ่มขึ้นจากการขายสินค้าให้กลุ่มลูกค้าภาครัฐและเอกชนที่เป็นผู้รับเหมาหลักของงานสถานีไฟฟ้า

ส่วน รายได้จากการให้บริการและโครงการก่อสร้าง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 44.2% ของรายได้รวม เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 63.4% โดยมีปัจจัยหลักจากการเพิ่มขึ้นของรายได้โครงการจัดหาพร้อมติดตั้งอุปกรณ์ Hardware และ Software ระบบศูนย์สั่งการจ่ายไฟ (SCADA/TDMS) และสัญญาจ้างจัดหาพร้อมติดตั้งอุปกรณ์ Feeder Device Interface (FDI) และอุปกรณ์วิทยุสื่อสาร รวมถึงรายได้จากงานก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าแรงสูง และงานปรับปรุงคุณภาพเครื่องบดถ่านหินของโรงไฟฟ้า

อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ทั้งสองส่วนปรับตัวลดลง โดย GPM จากการขายลดลงจาก 33.1% เป็น 32.0% และ GPM จากงานบริการและโครงการก่อสร้างลดลงจาก 20.6% เป็น 17.9% ซึ่งฝ่ายจัดการระบุว่ามาจากปีก่อนมีงานโครงการที่มีอัตรากำไรสูงกว่าปีปัจจุบัน

ค่าใช้จ่ายในการขายและจัดจำหน่าย เพิ่มขึ้น 36.8% เป็น 71.91 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของค่าขนส่งสินค้า และการเพิ่มขึ้นของเงินเดือนสวัสดิการพนักงาน ขณะที่ ค่าใช้จ่ายในการบริหาร เพิ่มขึ้น 17.9% เป็น 305.03 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของเงินเดือนสวัสดิการพนักงานเช่นกัน

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

ณ สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 6,543.71 ล้านบาท ลดลง 4.3% จากสิ้นปี 2565 สาเหตุหลักมาจากการลดลงของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด เนื่องจากการจ่ายชำระเจ้าหนี้การค้าและคืนเงินประกันผลงาน รวมถึงการจ่ายเงินปันผล และการลดลงของลูกหนี้การค้าจากการรับชำระเงิน

หนี้สินรวมอยู่ที่ 3,377.26 ล้านบาท ลดลง 7.8% จากสิ้นปี 2565 โดยมีสาเหตุหลักจากการลดลงของเจ้าหนี้การค้า, เงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า และเจ้าหนี้เงินประกันผลงาน

ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 3,166.45 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.3% จากสิ้นปี 2565

อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญมีการเปลี่ยนแปลง โดยอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ลดลงเล็กน้อยจาก 12.4% เป็น 12.1% แต่อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) เพิ่มขึ้นจาก 7.2% เป็น 7.6% อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 1.6 เท่า เป็น 1.1 เท่า และอัตราส่วนสภาพคล่องเพิ่มขึ้นจาก 1.0 เท่า เป็น 1.2 เท่า

สรุปท้าย

PCC โชว์ผลประกอบการ 6 เดือนแรกปี 2566 เติบโตโดดเด่น โดยมีรายได้รวมเพิ่มขึ้น 30% และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 25% เป็นผลจากแรงหนุนสำคัญของรายได้ในกลุ่มงานโครงการก่อสร้างและบริการที่เติบโตถึง 63.4% อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับลดลง รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนและโอกาสในการรับงานโครงการใหม่ที่มีอัตรากำไรที่น่าพอใจ เพื่อประเมินศักยภาพการทำกำไรในระยะยาว ขณะที่ฐานะการเงินของบริษัทฯ ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ยังไม่มีความคิดเห็น